andaman2011 / วรรณกรรมที่ควรค่าต่อการอ่าน / ชำแหละ "ผู้ชนะสิบทิศ"

ชำแหละ "ผู้ชนะสิบทิศ"

ชำแหละ “ผู้ชนะสิบทิศ”

"ผู้ชนะสิบทิศ" บทประพันธ์ของผู้ซึ่งใช้นามปากกาว่า “ยาขอบ” (นามจริง “โชติ แพร่พันธ์) เป็นนิยายอิงพงศาวดารพม่าที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านทั่วประเทศสูงมาก ทั้งนี้เพราะ “ผู้ชนะสิบทิศ” เป็นมากกว่านิยายอิงพงศาวดารธรรมดาที่เคยเขียนกันมา เนื้อหาของเรื่องที่นอกจากจะให้ความบันเทิงเป็นเครื่องบำเรอผู้อ่านได้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว “ผู้ชนะสิบทิศ” ยังให้เกร็ดความรู้ในด้าน “การเมือง การปกครอง” “การทหาร” “ตำราพิชัยสงครามแต่โบราณ” “การครองรัก ครองเรือน” เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก ต่างไปจาก จากนิยายเริงรมย์เล่มอื่นๆที่มีกลาดเกลื่อนในท้องตลาด แลก็น่าประหลาดใจอยู่ครามครัน สำหรับ “ยาขอบ” ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง 37 เศษ สามารถร้อยกรองเนื้อเรื่อง และ ลักษณะเฉพาะของตัวละครแต่ละตัว ให้มาสอดรับเกี่ยวเนื่องกันได้อย่างแนบเนียนสมจริงโดยไม่ติดขัด นับเป็นความสามารถที่โดดเด่นยิ่งกว่านักเขียน นักประพันธ์ ท่านอื่นๆในเวลานั้น (หรือแม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม) “ยาขอบ” ได้วางเค้าโครงเรื่องจากสิ่งที่ตนเองได้ค้นคว้าจาก อัตตชีวะประวัติของกษัตริย์พม่าผู้เรืองกฤษดาภินิหาร พระองค์หนึ่ง จำนวนเพียง 8 บรรทัด แล้วนำมาขยายความออกเป็นอักษรกว่า 1.4 ล้าน บรรทัด ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการกำหนดตัวละครแต่ละตัวให้มีที่มา และ ที่ไปได้อย่างพิสดารทุกตัวละคร จนผู้อ่านสามารถจดจำได้ถึงบุคคลิกตัวละครนั้นๆ ผู้เขียนบรรจงป้ันให้เป็นตามต้องการพร้อมทั้งวางลำดับความสำคัญก่อนหลัง ได้อย่างเหมาะเจาะ ลงตัว แล้วระบายเรื่องให้ดำเนินไปต้องด้วยอารมณ์ของผู้อ่านจนตลอดทุกตัวอักษร จินตนาการของ "ยาขอบ" ทำให้ผู้อ่านต้องคล้อยตามเห็นชอบจนหาที่ขัดมิได้ แม้ยามที่ท่านหยิบยกเอา เหตุ หรือ ผล มาแสดงถึงความเป็นไปของเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องก็ดูสมจริง กระทั่งผู้อ่านเองก็ยอมจำนนด้วยถ้อยคำที่แสดง จนต้องลงเนื้อเห็นตามโดยปราศจากข้อเคลือบแคลงทั้งปวง

ตัวอย่างความพิสดารของตัวละคร

[img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/7/andaman2011-2012-06-01-1338511918-946523810744892262.gif[/img]

ตัวละครฝ่ายเทพ

“ยาขอบ” กำหนด ให้ตัวละครเอก สามตัว คือ

1.  “จะเด็ด” ลูกแม่ “เลาชี” เป็นชนชั้นสามัญ

2.   “มังตรา” ราชโอรส ที่เกิดแต่มเหสีรอง ของ “เม็งกะยินโย” กษัตริย์ เมืองตองอู

3. “จันทรา” ราชธิดา ที่เกิดแต่มเหสีใหญ่ ของ “เม็งกะยินโย” และ ต้องกำพร้าแม่มาแต่น้อย

ทั้งสามตัวละครหลักของเรื่อง ให้ต้องมาสัมพันธ์กันโดยอาการที่คนโดยทั่วไปยากนักที่จะคาดไปถึง “ยาขอบ” กำหนดให้ตัวละครที่ว่านี้ มาดื่มนมร่วมเต้าจากถัน “แม่เลาชี” ตั้งแต่อายุยังน้อย “มังตรา” นั้นถือครองเต้าถันด้านซ้ายของแม่เลาชีแต่เพียงผู้เดียว ส่วน “จะเด็ด” กับ “จันทรา” ราชธิดา นั้น ถือครอง เต้าถันด้านขวา “แม่เลาชี” ทั้งนี้โดยที่ “จะเด็ด” จะเป็นผู้ที่ดื่มน้ำนมจากถัน “แม่เลาชี” เป็นคนสุดท้าย ต่อจากราชธิดาเมืองตองอู ด้วยเหตุดั่งที่ว่ามานี้ เด็กทั้ง 3 ลูกเจ้า 2 ลูกสามัญชน 1 จึงรักใคร่สนิทกลมเกลียวเสมือนหนึ่งเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน “จะเด็ด” เป็นคนที่สุขุมเยือกเย็นมี ปฏิภาน ไหวพริบ ดีเลิศ พูดจาไพเราะ รู้จักถนอมน้ำใจผู้อื่น วางตนได้สมกับฐานะของตนเอง มีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ มีความเคารพต่อ อาจารย์ และ ผู้อาวุโส เป็นศิษย์เอกของ เจ้าขรัววัด “กุโสดอ” (เดิมคือ “มังสินธู” ผู้เป็นเลิศในเชิงทวนบนหลังม้า ทั้งยังเป็นผู้ที่ ร่วม กับ “เม็งกะยินโย” แล “ตะคะญี” ทหารเอกผู้เรืองนามในการใช้ดาบคู่เข้าประหารศัตรู จนชื่อขจร กระจายไปทั่วพุกามประเทศ เป็นที่ครั่นคร้ามของผู้ถือดาบโดยทั่วไป ก่อตั้งเมืองตองอู ยกเศวตฉัตร ขึ้น ณ ฐานประเทศ บนฝั่งลุ่มแม่อิระวดี อันอุดมสมบูรณ์ด้วย ผลาหาร แล ภักษาหาร ต่อห้อยลงมาจากเมืองแปร สถาปนา “เม็งกะยินโย” ขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้ว ตัวเองหันเข้าครองกาสาวพัตร ดำรงตำแหน่ง พระขัติยาจารย์ แล สมเด็จพระสังฆราช สมภารพระอารามหลวงวัด “กุโสดอ” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตพระราชฐาน สืบมา) แต่ด้วยดวงชะตาของ “จะเด็ด” ที่ สมภาร เพื่อนเจ้าขรัว ได้เขียนแจ้งมาในใบบอก แล ตัวเองได้ตรวจสอบซ้ำอีกหลายครั้ง ก็แจ้งว่า เด็กทารกผู้นี้นั้นลุภายภาคหน้าจะเรืองอำนาจขึ้นได้เป็นถึงจักรพรรดิราช ครองอาณาจักรพุกาม เจ้าขรัว วัดกุโสดอ รู้สึกหวั่นวิตกว่า ราชวงศ์ “เม็งกะยินโย” คงไม่อาจสืบสันตะติวงศ์ ให้ยาวไกลได้ จึงบังคับให้ “จะเด็ด” สาบานต่อหน้าพระปฏิมาซึ่งเป็นองค์ประธานของวัด ว่า “สืบไปเบื้องหน้า ตัวเองได้เป็นใหญ่ขึ้น จะไม่คิดชิงเศวตฉัตร จาก “มังตรา” เป็นเด็ดขาด” ทั้งนี้เพราะเจ้าขรัวมีความซื่อตรงต่อ กษัตริย์ ราชวงศ์ตองอู เป็นที่ยิ่ง การผึกฝน คุณธรรมของผู้ที่จะปกครองคน การถ่ายทอดวิชาการรบ แล ตำรับพิชัยสงครามทั้งปวง ให้แก่ “จะเด็ด” จนหมดอย่างไม่ปิดบังนั้น ก็เพื่อให้ “จะเด็ด” เป็นเสมือน ศาสตราวุธที่วิเศษ คู่พระกร ของ “มังตรา” ผู้จะสืบทอดราชบัลลังก์กษัตริย์ตองอู สืบไป “จะเด็ด” นั้นรัก “มังตรา” เสมอด้วยรักชีวิตของตัวเอง ทั้ง “มังตรา” เองก็รัก “จะเด็ด” เหมือนพี่ แล ออกนาม “จะเด็ด” ว่า พี่ท่าน ทุกครั้งไป ต่อมาครั้น “มังตรา” ได้เป็นกษัตริย์ ก็ยก “จะเด็ด” ผู้เป็นเสมือนพี่แลเพื่อน ขึ้นเป็น “บุเรงนองกะยอดินนรธา” (ตำแหน่งว่าที่พี่เขยพระเจ้าอยู่หัว ในขณะนั้น) เทียบเสมอด้วยเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

[img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/7/andaman2011-2012-06-01-1338511952-5181947821532721197.gif[/img]

“จะเด็ด” นั้น ด้วยความเป็นผู้ที่มี รูปงาม สมชายชาตรี บุคลิกภาพ อ่อนโยน ถ่อมตน แล รู้จักถนอมน้ำใจผู้อื่น ใคร่ครวญก่อนแล้วจึ่งพูดออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ละมุนละม่อม เป็นปิยะวาจา แสดงเหตุ แล ผล ได้แจ่มชัด จึ่งไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยว่า คนผู้ใดก็ตามที่ได้ใกล้ชิด สนิทสนมคลุกคลีด้วย “จะเด็ด” แล้วต่างพิสมัย แล ตกหลุมรัก “จะเด็ด” ทุกรายไป ความในข้อนี้ “มังตรา” เคยกล่าวอ้างให้ “นางนันทะวดี” ธิดา “ทะกะยอดิน” ผู้เป็นขุนวังได้ฟัง เมื่อครั้งที่นาง สงสัยถึงเหตุที่ “จะเด็ด” ต้องระเห็จออกจากวัดกุโสดอ มารับราชการด้วย “ทะกะยอดิน” ผู้เป็นบิดาตัว เพราะทำเรื่องที่ไม่ดีเอาไว้กับ “จันทรา” พระพี่นาง เมื่อครั้งที่ยังสำนักร่วมเรือนด้วย “แม่เลาชี” “มังตรา” ได้ชี้เหตุ แล ผล ให้ธิดา “ทะกะยอดิน” ฟังว่า “เรานั้นไม่ประหลาดใจต่อสมเด็จพระพี่นางเลยที่ทรงต้องพระทัยในตัว “จะด็ด” พี่เรา ตัวข้าพเจ้าเสียเองที่เป็นชายแท้ๆ ได้เข้าใกล้คลุกคลีกับ “จะเด็ด” คนนี้แล้ว ยังอดใจอย่าให้รักไม่ได้ จึ่งประสาอะไรกับ “จันทรา” พระพี่นางซึ่งเป็นสตรีเพศ จะไม่มีน้ำพระทัยรักต่อ “จะเด็ด” พี่เราเล่า

[img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/7/andaman2011-2012-06-01-1338512177-1131290492270949438.gif[/img]

ตามท้องเรื่อง "จะเด็ด" มีสตรีอันเป็นที่รักแห่งตัวนั้นอยู่หลายคนดังต่อไปนี้

1.  1.     “ตะละแม่จันทรา” ราชธิดา เมืองตองอู ทั้งสองผูกสมัครรักใคร่กันมาแต่ยังเยาว์

2.  2.    “ตะละแม่กุสุมา” ราชธิดา “พระเจ้านะรบดี” เจ้าเมืองแปร ราชธิดาองค์นี้ต้องใจ “มังฉงาย” แลฝากตัวเป็นศิษย์ เรียนพิณ (“มังฉงาย” เป็นนามแฝงของ “จะเด็ด” ที่พระมหาเถรตั้งให้ตอนบวชเป็นสามเณร) ราชธิดาพระเจ้าแปร เมื่อถึงคราวเคราะห์ “เจ้าสอพินยา” ร่วมกับ”ไขลู” ทหารเอกเมืองหงสาฯ วางแผนหลอกให้โดยเสด็จทางชลมารคหนี “โมนยิน”  ข้าศึกที่ยกมาประชิดแปร แล สถานการณ์ คับขันยิ่งนัก พระราชมารดา ของ “ตะละแม่กุสุมา” ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ “เจ้าสอพินยา” ดำเนินการได้สำเร็จลุล่วง ด้วยพระราชเทวีนั้น มีใจนิยมที่จะอุปภิเศกราชธิดาข้าง “สอพินยา” หลานรัก มากว่าจะพอใจ “จะเด็ด” สามัญชน ลูกคนปาดตาล แขวงเมืองยะสะงอก อีกทั้งยังได้ยินมาว่า “จะเด็ด” นั้นผูกสัมพันธ์ด้วย “ตะละแม่เมืองตองอู” อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ต้องการให้ลูกตัวไปเป็นรองผู้อื่น “สอพินยา” กระทำกรรมอันลามกต่อ “ตะละแม่” ด้วยการวางยาแล้วข่มขืนนางขณะที่กำลังหมดสติ (ลักหลับ) “ทั้งนี้ “สอพินยา” ทราบดีว่า “ตะละแม่” เมืองแปรผู้นี้ต้องพระทัยในตัว “จะเด็ด” เป็นที่ประหลาดอยู่

3.  3.  “นางอะเทตยา” ราชภคินัย (หลาน) พระเจ้าแปร ซึ่ง “สะการวุตพี” เจ้าเมืองหงสาวดี หมั้นหมายไว้ให้ “สอพินยา” ผู้เป็น อุปราช "อะเทตยา" เป็นธิดาที่เกิดแต่ อนุชาของ "นระบดี" พระเจ้ากรุงแปร แล กำพร้าพระราบิดา และ พระราชมารดาตั้งแต่ยังเยาว์ พระเจ้ากรุงแปรจึ่งรับอุปถัมป์เสมือนเป็นลูกตัวเอง "สะการะวุตพี" เจ้ากรุงหงสาวดี พระเชษฐาของ "สอพินยา" นั้นเป็นหมันไม่มีราชบุตร หรือ ราชธิดา เพื่อสืบราชสมบัติ ดังนั้น เมื่อสิ้น "สะการะวุตพี" เจ้ากรุงหงสาฯลงเมื่อใดเศวตฉัตรของเมืองย่อมเวนมาถึง "สอพินยา" อย่างแน่นอน "สอพินยา" จึ่งใช้ข้ออ้างนี้ทูลขอ "ตะละแม่กุสุมา" ราชธิดาพระเจ้าแปรมาอุปภิเสกแทน "อะเทตยา" ผู้เป็นแต่เพียงหลาน เพื่อแลกกับการที่ตัวเองจะอาสานำทหารแปรเข้ารบกับ กองทัพของ "โสหันพวา" กษัตริย์ของ "โมนยิน" ที่ยกมาตีเมืองแปรเป็นการแลกเปลี่ยน

4.  4.  “นางนันทะวดี” บุตรี “ทะกะยอดิน” ขุนวัง ซึ่ง “มังตรา” ถูกใจนางแลขอให้ “จะเด็ด” รับธุระเป็นพ่อสื่อ จนท้ายที่สุดได้อุปภิเศก เป็นปิ่นนารีเมืองตองอู นางนันทวดีนั้น บั้นปลายที่ “มังตรา” สิ้นพระชนม์ เพราะถูก “พยัตตะบะ” ฝรั่ง ชาวปอตุเกส ผู้มีฝีมือทางด้านการปรุงสุรา ร่วมกับ “สมิงสอตุด” ขุนนางชาวหงสาวดี ในสมัยที่ยังไม่เสียกรุงให้แก่ “มังตรา” (ตะเบ็งชะเวตี้)  วางยาพิษในสุรา (น้ำจันฑ์) ให้ดื่ม ขณะที่ยกทัพออกไปทำศึกนอก กรุงหงสาวดี จากนั้น “สมิงสอตุด” ก่อกบฏยึด หงสาวดีคืนจาก “มังตรา” แล้วตั้งใจจะแบ่งทหารส่วนหนึ่งไปยึดเมืองตองอู ซึ่งที่นั้นเป็นที่ประทับของ “ตะละแม่จันทรา” “นันทะวดี” มเหสี “พระเจ้ามังตรา” เกรงว่า “ตะละแม่จันทรา” จะต้องอาญาศึก โดนกวาดต้อนมาเป็นข้ารองบาท กษัตริย์ กรุงหงสาวดี ก็ประหวั่นพระทัยทั้งนี้ เพราะ “จะเด็ด” นั้นนำทหารส่วนใหญ่ไปทำศึกชายแดนเมือง"ยะข่าย" เกือบ 2 ปี แล้วยังไม่กลับมา จึ่งเมื่อ “มังตรา” ผู้อยู่รักษาพระนคร ต้องมาสิ้นพระชนม์ กลางป่า ข้าทหารที่จงรักภักดีถูก “สมิงสอตุด” ประหารจนสิ้น “นางกันทิมา” ที่ส่งให้ไปแจ้งข่าวก็ยังไม่กลับมา บ้านเมืองตกอยู่ในวิกฤติ “นันทะวดี” และ “ตะละแม่กุสุมา” จึงยอมตัวเป็นข้ารองบาท “สมิงสอตุด” เพื่อปกป้องแลถ่วงเวลา การเดินทัพไปยึดเมืองตองอูอันจะทำให้ “ตะละแม่จันทรา” นางอันเป็นที่รักของ “จะเด็ด” ต้องเดือดร้อน

5. 5. “นางกันทิมา” บุตรี “ตะคะญี” ครูดาบ ชาวกะเหรี่ยง แขวงเมืองตองอู

  • 1.   “นางกันทิมา” มีความงามตามแบบหญิง ชาวกะเหรี่ยง มีความชำนาญในเพลงดาบ แล เป็น คนสนิทของพระพี่นางตะเบ็งชะเวตี้ เคยรับอาสาพระพี่นาง โดยปลอมเป็นชายชาว “ทรางทวย” นามว่า “นาคะตะเชโบ” ไปสืบข่าวของ “จะเด็ด” จนแทบเอาชีวิตไม่รอดเพราะโดนคนร้ายลักเงินที่นำติดตัวไปจนสิ้นขณะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง จนต้องอาศัยวิชาเพลงดาบร่ายรำเพื่อขออาหาร แล เศษเงินเพื่อประทังชีวิต ซ้ำยังถูกพ่อค้าชั่วแย่งชิงดาบเนื้อดีที่ “ตะคะญี” ผู้บิดาให้ติดตัวไว้เสียอีก (ดาบนี้สามารถม้วนรัดซ่อนไว้ได้รอบเอวโดยคนภายนอกไม่อาจสังเกตเห็นได้เลย ยามที่นำออกใช้ร่ายรำเพลงยุทธ เนื้อดาบนั้นเปล่งประกายแวววาวประดุจสายรุ้ง ส่งเสียงเควี้ยวควับ ปลายนั้นสะบัดไปมาประดุจลิ้นอสรพิษ จึ่งควรคู่แก่ผู้เป็นยอดฝีมือเท่านั้นที่จะได้ถือครองอาวุธเยี่ยงนี้ แล “ตะคะญี” ก็ตั้งใจมอบมันให้แก่บุตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ แทน “จาเลงกะโบ” ผู้เป็นบุตรชาย

    1.      ท้ายที่สุดของเรื่อง "นางกันทิมา" เอาชีวิตตัวเองออกบูชาความรัก แล ความสัตย์ซื่อ ที่ตัวเองมีต่อ "จะเด็ด" ผูกคอตายกลางป่าด้วยความน้อยใจ ที่”จะเด็ด” สำคัญผิดว่านางละทิ้ง “นันทะวดี”ชายาพระเจ้าอยู่หัวมังตรา และ “ตะละแม่กุสุมา” จนเป็นเหตุให้นางทั้งสองต้องตกเป็นบาทบริจาริกา ของ “สมิงสอตุด” ท้ายสุด เมื่อ “จะเด็ด” ปราบกบฏได้ราบคาบ เฉลิมพระนามเป็นพระเจ้าบุเรงนอง ครองกรุงหงสาวดีแล้ว “นางนันทะวดี” จึ่งเร้นตนเองด้วยการออกบวชเป็นชี แลไม่กลับคืนสู่ราชสำนักอีกเลย

    2.     6.  “นางปอละเตียง” ผู้พี่ บุตรี “ไปฟยู ”จ่าบ้าน รักใคร่ชอบพอกับ “เมงจะ” นามแฝงของ “จะเด็ด” เมื่อครั้งไปตามหา “ตะละแม่กุสุมา” ซึ่งตกเป็นชายาของ “เจ้าสอพินยา” ถึงเมืองหงสาวดี หมายจะแย่งนางอันเป็นที่รักคืน “นางปอละเตียง” นี้ท้ายที่สุด “จะเด็ด” กล่อมนางให้ยอมเป็นภรรยา ของ “จาเลงกะโบ” นายกองคช ลูกชาย “ตะคะญี” ครูดาบ โดยที่นางไม่ได้มีสัมพันธ์สวาทเกินเลยกับ “จะเด็ด” จนถึงเสียพรมจรรย์แต่อย่างใด

    3.    7.  “นางเชงสอบู” ผู้น้องบุตรี “ไปฟยู” จ่าบ้าน รักใคร่ชอบพอกับ “เมงจะ” เช่นเดียวกัน

    2.

    ดาวโหลไฟล์เสียงบางตอนเกี่ยวกับ"นางกันทิมา"ได้จากลิงค์ด้านล่าง
    Download ไฟล์เสียงอ่านเกี่ยวกับนางกันทิมาบางตอนคลิกที่นี่

    andaman2011Fri Jun 01 2012 10:59:43 GMT+0700 (ICT)
  • Download เสียงอ่านผู้ชนะสิบทิศ บางตอนไปฟังเป็นตัวอย่าง
    [url=http://file2.uploadfile.biz/i/EIEHMEIMIHMWMX]Download คลิกที่นี่[/url]

    เปรียนเทียบความรักที่ "จะเด็ด" มีให้ ระหว่างสองนาง (ตะละแม่จันทรา กับ ตะละแม่กุสุมา)

    “นางตองอูนั้นข้าพเจ้ารักเสมอบุตรรักมารดา ระลึกว่าคุณท่านยิ่งใหญ่แล้วได้อุปถัมภ์บำรุงตน คนเลี้ยงมารดาสิ้นชาติ มิอาจแทนคุณน้ำนมมารดาเพียงเต้าหนึ่งสถานใด ข้าพเจ้าเกิดแล้วจงรักตะละแม่จันทราสิ้นชาติ ก็ไม่อาจชดใช้คุณนางแต่เพียงกึ่งหนึ่งฉันนั้น ส่วนนางแปรนั้นสิน้ำรักอันข้าพเจ้ามีต่อ ก็ดั่งว่าบิดามีกับบุตร วิสัยบุตรแต่น้อยมาตรว่าจะไม่แทนคุณบิดา แต่บิดากลับรักเพราะได้ฟูมฟัก รักษาพยาบาลมาฉันใด ความรักตะละแม่กุสุมาก็ฉันนั้น รักแม่รักมั่นไว้เป็นหลักชัย แต่รักลูก รักไว้เป็นเครื่องโลมล่อชื่นใจตัว ข้าพเจ้ารักนางสองเมืองอย่างละรส แต่รสใดจะหนักเบา ขอท่านได้โปรดพิจารณาดูเถิด ลูกไข้พ่อเคียงข้างพยาบาลอุ้มชูด้วยมือตนเอง แต่แม่ไข้ลูกจัดคนอื่นอยู่งานทำ ดั่งจะถือว่าฝ่ายที่อุ้มชูพยาบาลด้วยตนเองเป็นที่รักมากกว่ามิได้ ด้วยของใหญ่ แล ของเล็กนั้นมิได้เสมอกัน”



    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338534921-8568899271285596484.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535652-3698938252110028483.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535054-10519445961787563294.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535077-728865838376668159.gif[/img]

    Download เสียงอ่านผู้ชนะสิบทิศ บางตอนไปฟังเป็นตัวอย่าง
    [url=http://file2.uploadfile.biz/i/EIEHMEIMIHMWMX]Download คลิกที่นี่[/url]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535105-18644931551204548272.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535133-5375939921429042757.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535173-1386186398634012928.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535193-1471937532381415723.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535291-409604040623512819.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535319-4039855331876697175.gif[/img]

    Download เสียงอ่านผู้ชนะสิบทิศ บางตอนไปฟังเป็นตัวอย่าง
    [url=http://file2.uploadfile.biz/i/EIEHMEIMIHMWMX]Download คลิกที่นี่[/url]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535342-1587867948420162621.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535365-654742108143951841.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535388-9117804601460284256.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535414-13884524701868329675.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535454-12826490161185839581.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535481-6669785831133253006.gif[/img]

    [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535508-1958788534243627733.gif[/img]  [img]http://fix.gs/uploadpic/2012/06/01/14/andaman2011-2012-06-01-1338535527-437618674966795540.gif[/img]

    andaman2011Fri Jun 01 2012 14:20:19 GMT+0700 (ICT)
  • ตัวละครฝ่ายมาร

    1. "สอพินยา" อุปราชเมืองแปร น้องของ "สะการะวุตพี" เจ้ากรุงหงสาวดี อนึ่ง เมืองแปร แล เมือง หงสาวดีนั้น กษัตริย์สองเมืองต่างเป็นพระญาติกัน โดยที่หงสาวดีเป็นเมืองเอก แปรเป็นเมืองรอง พระราฃบิดาของ "สะการะวุตพี" และ พระเชษฐาของ "นระบดี" ต่างต้องการให้ 2 วงศ์กษัตริย์ มีการสืบราชสันติวงศ์ยาวยืนไป พระเจ้ากรุงหงสาวดีนั้น ตั้งใจมอบราชสมบัติให้แก่ "สะการะวุตพี" ผู้เป็นพี่ "สอพินยา" ดังนั้น เมื่อ เมืองแปรมีราชธิดาเพียงองค์เดียว พระเจ้ากรุงหงสาวดี จึ่งขอหมั้น "นางอเทตยา" ธิดาเจ้ากรุงแปรไว้แก่ "สอพินยา" ครั้งที่ยังเยาว์ไม่ประสาความ ครั้นต่อมา กษัตริย์เมืองหงสาวดี สิ้นพระชนม์ลง เศวตฉัตรจึ่งตกแก่ "สะการวุตพี" "สอพินยา" ผู้น้องจึ่งได้ตำแหน่ง อุปราช ครั้น พระเชษฐาของ "นระบดี" สิ้นพระชนม์  ลง "นระบดี"ผู้น้องรับมอบเศวตฉัตร เป็นพระเจ้ากรุงแปร ก็ยังคงไม่มีราชบุตรเช่นกัน คงมีแต่ราชธิดาผู้เลอโฉม คือ "ตะละแม่กุสุมา" เพียงองค์เดียว "สอพินยา" จึ่งนึกเสียดาย ที่พระราชบิดาหมั้นหมายตัวเองเอาไว้กับธิดากษัตริย์กรุงแปรในขณะนั้น แลมาด่วนสิ้นบุญไปเสียก่อนที่ตัวจะได้เป็นเขยรับมอบราชสมบัติจากพระเจ้าแปรองค์ก่อน "สอพินยา" นั้นเป็นคนชั่วและโง่โดยสันดาน มักมากในกาม ไม่ให้เกียรติผู้น้อย จึงเป็นตัวละครเอกฝ่ายมารที่ "ยาขอบ" บรรจงปั้นร้อยเรียงให้ชั่วได้อย่างสะใจผู้อ่านจริงๆ
    2. "ไขลู" นายกองทหารดาบ เมืองหงสาวดี มีฝีมือด้านการใช้ดาบเป็นเลิศ จึ่งได้เป็นนายหทารสนิทคู่ใจของ "สอพินยา" แลไขลูผู้นี้เองเป็นผู้ที่ลอบสังหาร "มังสินธู" (เจ้าขรัววัดกุโสดอ) พระขัติยาจารย์ ของ "มังตรา" กับ "จะเด็ด" ขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่กรุงแปร นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเป็นอันมาก "ไขลู" เมื่อถูกจับกุมตัวได้ จึ่งวันที่ปลงศพมหาเถร "มังตรา" สั่งให้แล่เนื้อ "ไขลู" ทั้งเป็นทำเป็นมันเปลวแก่เชื้อไฟเพื่อเผาร่างพระมหาเถรกลางพระลาน ดูเป็นที่สยดสยองยิ่งนัก
    3. "จิสะเบง" บตุร "ตองหวุ่นญี" ผู้ว่าการทหารเมืองตองอู ศิษย์ร่วมสำนัก วัดกุโสดอ รุ่นพี่ "จะเด็ด" 3-4 ปี เป็นคนชั่วที่ทรยศต่อแผ่นดินตองอู จากการที่ถูก "ไขลู" ยุแยงว่า เมืองตองอูนั้นไม่เห็น "จิสะเบง" ซึ่งเป็นลูกขุนพลผู้ว่าการทหารอยู่ในสายตา "จะเด็ด" กับ "มังตรา" เป็นสหายที่ดื่มนมร่วมเต้า ทั้งยังอวยยศว่าที่พี่เขย ให้แก่ "จะเด็ด" จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตำแหน่งแม่ทัพเมืองตองอูจึ่งตกอยู่แก่ "จะเด็ด" คนหามีหลักฐานใดๆไม่ แทนที่จะตกอยู่แก่ "จิสะเบง" ลูกขุนพลผู้เฒ่า ค่อมาครั้นเมืองตองอูมีศึกมาติดพัน "จิสะเบง" ผู้ทรยศก็แปรพักตร์ไปเข้าร่วมด้วยข้าศึก ฆ่าฟันทหารตองอูเมืองมาตุภูมิแห่งตนโดยไม่ละอาย สุดท้าย "ตองหวุ่นญี" ผู้บิดาซึ่งต้องอาวุธ "ไขลู" ในระหว่างทำศึกบาดเจ็บสาหัส จวนจะเสียชีวิต ก็ได้วางอุบายประหาร "จิสะเบง" บุตรผู้ทรยศต่อแผ่นดินตองอู เป็นการล้างอายให้วงศ์ตระกูล ซึ่งเป็นข้ารองบาทกษัตริย์ตองอู ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ไม่มีวันเสื่อมคลาย แลเพื่อเอาชีวิตคนทรยศออกบูชาศพชาวตองอูที่ต้องล้มตายเพราะการศึกครั้งนี้ ด้วยการใช้มีดสั้นซ่อนไว้ จ้วงแทงบุตรชายในขณะที่สรวมกอดสั่งความในใจของขุนพลเป็นครั้งสุดท้ายเสียชีวิตกลางสนามรบ
    4. "นางโชอั้ว" ธิดา "ปะขันหวุ่นญี" ผู้ว่าการทหารเมืองแปร มีความแค้นในตัว "จะเด็ด" ด้วยสาเหตุที่ "ปะขันหวุ่นญี" ผู้เป็นบิดารบแพ้ "จะเด็ด" ขณะที่ยกพลไปช่วย "สอพินยา" ชิง "ตะละแม่กุสุมา" คืน ร่วมกับ "เสียงโคน สุคญี" แม่ทัพเมือง หงสาวดี เป็นเหตุให้ทหารชาวแปรล้มตายเป็นอันมาก ตัวเองต้องคมอาวุธหนีจากสนามรบกลับมาเมืองแปร โดยมี "รานอง" มหาอุปราชพระเจ้าแปรผู้เป็นสหายคอยปลอบขวัญให้กำลังใจ เพราะเกรง "ปะขัญหวุ่นญี" จะฆ่าตัวตายเพราะทำศึกแพ้ "จะเด็ด" แม่ทัพชาวตองอู ที่อายุคราวลูก นำทหารเมืองแปรไปตายในสมรภูมิเป็นจำนวนมาก ทหารตองอูต้องการจะจับ "ปะขันหวุ่นญี" มาประหารตามกฏอัยการศึก แต่"จะเด็ด" ห้ามไว้ บอก "ปะขันหวุ่นญี" แม้จะหนีไปถึงเมืองแปรได้ก็ตามแต่จะต้องเสียชีวิตภายใน 7 วัน เหล่าแม่ทัพนายกองระดับรองไม่เชื่อ "จะเด็ด" จึงให้ "ตะคะญี" ผู้เป็นอาจารย์ แต่งชุดขาวไว้ทุกข์เดินทางไปคำนับศพ "ปะขันหวุ่นญี" ถึงเมืองแปรพร้อมด้วยจดหมายที่ "จะเด็ด" เขียนถึง "ปะขันหวุ่นญี" เตือนให้รักษาเกียรติของแม่ทัพผู้พาทหารกล้าในบังคับบัญชาไปย่อยยับในสมรภูมิ ในจดหมามรณะฉบับนั้น "จะเด็ด" ใช้สำนวนโวหารเสียดแทงจน "ปะขันหวุ่นญี" ทนไม่ได้ต้องฆ่าตัวตายในที่สุด ตามคำที่ "จะเด็ด" กล่าวเอาไว้ "นางโชอั้ว" ได้เป็นสนมของมังตรา ตั้งแต่คราวที่ "จะเด็ด" ใช้อุบายหลอกพระเจ้าแปรแลประยูรญาติว่าจะพามาเข้าพิธีอภิเศก พร้อมกับพระพี่นางของ "มังตรา" ที่เมืองตองอู เพื่อไม่ให้พระเจ้าแปรเสียหน้า แต่ "แม่เลาชี" มารดา ของ "จะเด็ด" ได้ทัดทานไว้ พร้อมทั้งยื่นคำขาดว่า หาก "จะเด็ด" ฝ่าฝืนคำนางจะผูกคอตาย เพราะสงสาร "ตะละแม่จันทรา" ที่จะถูกความเมืองชักลากไปในทางที่มิชอบด้วยประเพณี ทั้งนี้ "แม่เลาชี" นั้นรัก "ตะละแม่จันทรา" ผู้กำพร้ามารดาแต่น้อยเสมอด้วยชีวิตตน ใครจะย่ำยีศักดิ์ธิดาเมืองตองอูพระองค์นี้ "แม่เลาชี" จะขอวางชีวิตเป็นเดิมพัน
    ตัวละครที่สำคัญระดับรองลงมา
    1. "รานอง" มหาอุปราชเมืองแปร
    2. "เสียงโคนสุคญี" ผู้ว่าการทหารเมืองหงสาวดี
    3. "ตองหวุ่นญี" ผู้ว่าการทหารเมืองตองอู
    4. "ปะขันหวุ่นญี" ผู้ว่าการทหารเมืองแปร
    5. "โสหันพวา" กษัตริย์ชาวโมนยิน
    6. "เมงฮลาแง" ทหารเอก โมนยิน
    7. "เมงกวงแง" ทหารเอก โมนยิน
    8. "ตองสา" นางข้าหลวงของ "ตะละแม่จันทรา" ซึ่่ง "สอพินยา" ทำอุบายใช้นางเป็นสะพานในการลวงให้ "จะเด็ด" ไปพบ "ตะละแม่จันทรา" ในวังหลวงแล้วซุ่มคนไว้ดักทำร้าย "ตองสา" ให้กำเนิดบุตรที่เกิดแต่ "สอพินยา" คนหนึ่ง "สอพินยา" ทอดทิ้ง "ตองสา" เอาไว้ที่ชนบทปลายแดน "หงสาวดี" โดยที่ไม่ได้รับเข้าเป็นบาทบริจาริกาของตัวแต่อย่างใด "ตองสา" ขาดที่พึ่งจึ่งซัดเซ พเนจรไปตามประสาคนยาก "จะเด็ด" สงสารจึ่งรับอุปการเด็กน้อยไว้เป็นบุตรบุญธรรม "ตองสา" รับอาสาการที่ "จะเด็ด" ต้องการลวงทัพ "หงสาวดี" ที่ยกมาประชิด ตั้งค่ายล้อมทหารตองอูด้วยการแฝงตัวเป็นคนยากไปขอพึ่ง "สอพินยา" ถึงค่ายหลวง แล้วลอบส่งข่าวภายในให้ "จะเด็ด" หยั่งรู้การศึก จนค่ายหลวง และทัพหงสาวดีแตกพ่ายไปในที่สุด
    เมืองที่ทำศึกกัน
    1. เมืองตองอู "ตะเบงชะเวตี้" หรือ "มังตรา" เป็นเจ้าเมือง สิ้นพระชนม์ในทุ่งนาเพราะถูกวางยาพิษ
    2. เมืองหงสาวดี "สการะวุตตพี" เป็นเจ้าเมือง สิ้นพระชนม์ในป่าลึกเพราะหงสาวดีแตก เสด็จหนีออกจากเมืองเข้าสู่ป่าใหญ่
    3. เมืองแปร "นระบดี" เป็นเจ้าเมือง พ่ายศึกแก่ "จะเด็ด" ถึงสองครั้ง
    4. เมืองเมาะตะมะ   ตามเนื้อเรื่อง "ตะละแม่กุสุมา" หนี "จะเด็ด" จากเมือง หงสาวดี ไปพึ่ง "สอพินยา"ผู้สามีที่เมืองนี้ หวังจะให้ "จะเด็ด" เลิกคิดการแย่งชิงตะละแม่ ซึ่งจะเกิดพิพาทกันระหว่าง สองเมือง คือ ตองอู แล หงสาวดี อีกทั้งเพื่อจะรักษาเกียรติของตะละแม่ในอันที่จะมีสามีเพียงคนเดียว "สอพินยา" ใช้เรือกำปั่นขนาดใหญ่เป็นเรือทรงสำหรับตะละแม่ จอดไว้ในทะเลหน้าเมืองเมาะตะมะ ห้อมล้อมด้วยเรือกำปั่นของทหารหงสาวดี อีก 25 ลำ เพื่อเป็นการป้องกันอันตราย แต่ "จะเด็ด" ก็สามารถวางอุบาย "ล้วงไข่จงอาง" ชิงตะละแม่เมืองแปรมาจาก "สอพินยา" จนได้
    5. เมืองยะข่าย

    andaman2011Sat Jun 02 2012 04:28:22 GMT+0700 (ICT)