dreamsmmth / SUMSUNG / รีวิว Samsung Galaxy Tab 10.1

รีวิว Samsung Galaxy Tab 10.1

คงไม่มีใครไม่รู้จักแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่มีโอกาสมากที่สุดในการท้าชิงบัลลังก์จาก iPad ตัวนี้

เมื่อปีที่แล้วซัมซุงออก Galaxy Tab ตัวแรกขนาดหน้าจอ 7" ระบบปฏิบัติการ Android 2.2 Froyo ถึงแม้ว่ามันจะเปรียบเสมือนมือถือขยายขนาด (โทรออกได้ด้วยนะ อ่านรีวิวของคุณ winggundamth) แต่ก็ขายดีไม่น้อย

การกลับมาในปีนี้ขยายหน้าจอเป็น 10.1" และรัน Android 3.1 Honeycomb ท้าชนกับเจ้าตลาดอย่าง iPad ตรงๆ

Galaxy Tab 10.1 เปิดให้สั่งจองไปที่แล้วงาน Thailand Mobile Expo เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ของยังไม่ส่งมอบ ราคาอย่างเป็นทางการของรุ่น 16GB Wi-Fi อยู่ที่ 14,900 บาท ส่วนรุ่น 16GB 3G อยู่ที่ 18,900 บาท (เทียบราคาแล้วถูกกว่า iPad 2 ที่ความจุเท่ากัน 1,000 บาททั้งสองรุ่น)

สเปกคงหาอ่านกันเองได้ไม่ยาก และเพื่อไม่ให้เสียเวลาก็เข้าส่วนของรีวิวกันเลยครับ

ฮาร์ดแวร์

แน่นอนว่าจุดเด่นที่สุดของ Tab 10.1 ก็คือขนาดและน้ำหนักของตัวฮาร์ดแวร์ ถ้ายังจำกันได้ ซัมซุงเปิดตัว Tab 10.1 ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2011 แต่เมื่อแอปเปิลออก iPad 2 ที่บางกว่ามาก ซัมซุงก็ยอมรับว่าของเดิมดีไม่พอ และกลับไปทำมาใหม่ เปิดตัวอีกครั้งที่งาน CTIA เดือนมีนาคม

ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้นของซัมซุงก็คือ Galaxy Tab 10.1 ที่บางกว่า iPad 2 (8.8 มม. กับ 8.6 มม. = บางกว่า 0.2 มม.) และเบากว่า iPad 2 (601 กรัม กับ 565 กรัม = เบากว่า 34 กรัม) ถึงแม้ในทางปฏิบัติจะแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่ในการโฆษณาก็ได้ชื่อว่า "บางกว่าเบากว่า"

หน้าตาของ Galaxy Tab 10.1 เรียบง่ายมาก ไม่มีปุ่ม physical button เลยตามแบบ Honeycomb Tablet รุ่นอื่นๆ สัดส่วนของจอภาพเป็นแบบ wide 16:10 จะดูผอมว่า iPad ที่ใช้จอสัดส่วน 4:3

ความละเอียดของจอภาพคือ 1280x800 (WVGA) เป็นจอ TFT ไม่ใช่ AMOLED แต่ก็ให้สีสันสดใสดีมาก

พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง ได้แก่ช่องเสียบซิมการ์ด ช่องเสียบหูฟัง (ที่ตกขอบรูปไป) ปุ่มเปิดเครื่อง และปุ่มปรับเสียง

ผมไม่ได้ทดลองใส่ซิม แต่ตามสเปกก็รองรับหมดทุกความถี่ 850/900/1900/2100 น่าจะใช้ 3G ได้ทั้งของ AIS/TRUE/TOT

ลองดูความบางด้านข้าง เท่าที่ทดลองใช้มาสามสี่วัน ก็รู้สึกว่ามันบางและเบากว่าแท็บเล็ตร่วมรุ่นกันมาก

ด้านหลังเรียบง่ายไม่มีอะไรเลย สีขาวล้วนอาจจะทำเปื้อนได้ง่ายสักหน่อย (ที่เห็นสีแดงๆ นั่นเป็นสีของพลาสติกหุ้มหลังที่ผมไม่ได้แกะออก)

ตรงกลางด้านบนคือกล้องและแฟลช ที่เป็นรูที่สันด้านบนคือช่องเสียบหูฟังมาตรฐาน ตามที่กล่าวไปแล้ว

รูปนี้จะเห็นปุ่มปรับเสียงอยู่ด้านซ้ายมือสุด ตามด้วยปุ่มเปิดเครื่อง/ล็อคหน้าจอ ส่วนฝั่งขวามือเป็นลำโพงที่มีทั้งสองด้าน (ลำโพงอยู่ข้างจะช่วยลดปัญหาวางกับพื้นราบแล้วเสียงหาย เหมือนแท็บเล็ตบางตัวรวมถึง Tab ตัวแรก)

ด้านล่างมีพอร์ตเฉพาะของซัมซุง สำหรับเชื่อมต่อกับพีซีหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ใช้พอร์ตแบบเดียวกับ Galaxy Tab ตัวแรก

จะเห็นว่า Galaxy Tab 10.1" บางจริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพอร์ตต่อขยายต่างๆ ที่ถูกตัดออกไป ไม่ว่าจะเป็น Micro USB, Mini/Micro HDMI และ Micro SD การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ในท้องตลาดจะทำได้ยากสักหน่อย ผู้ใช้จะถูกบังคับให้ซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วงของซัมซุงเท่านั้น (เช่น USB Host)

ขุมพลังภายในเป็น Tegra แบบดูอัลคอร์ 1GHz และแรม 1GB ตามมาตรฐาแท็บเล็ต Honeycomb ตัวอื่นๆ แต่ผมใช้แล้วรู้สึกว่ามันเร็วกว่า Acer Iconia A500 อยู่พอสมควร เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการปรับแต่งประสิทธิภาพของเฟิร์มแวร์ครับ

แบตเตอรี่เป็นอีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เพราะซัมซุงอัดแบตมา 7,000 mAh (ใส่มาได้ไงหว่า?) ผมไม่ได้ลองทดสอบอายุการใช้งานของแบตเป็นเรื่องเป็นราวนัก แต่ก็อยู่ได้อึดมาก

หมายเหตุ: จากการทดสอบของ Engadget รันวิดีโอต่อเนื่อง Galaxy Tab 10.1 อยู่ได้ 9:55 ชั่วโมง ส่วน iPad 2 ได้ 10:26 ชั่วโมง

เทียบขนาด

Galaxy Tab 10.1 ปะทะ Acer A500

ขนาดด้านกว้างxยาว ใกล้เคียงกัน หน้าจอขนาดเท่ากัน ส่วนตัวเครื่อง Acer A500 ใหญ่กว่าเล็กน้อย

ความหนานั้นต่างกันเยอะอยู่ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าฝั่ง Acer มีพอร์ตเชื่อมต่อเพียบ

Galaxy Tab 10.1 ปะทะ iPad 2

จะเห็นว่าสัดส่วนของหน้าจอต่างกันเยอะอยู่ วางเทียบกันแบบนี้แล้ว Galaxy Tab จะยาวกว่า

วางทับกันให้เห็น ด้านกว้างของ Galaxy Tab จะสั้นกว่าของ iPad 2

เทียบความหนา ขอบของ iPad จะแหลมกว่าทำให้ดูบางกว่าถ้าวางเทียบกันแบบนี้

เทียบแบบวางบนพื้นราบเหมือนกัน จากรูปนี้เห็นชัดเจนว่า iPad 2 หนากว่าเล็กน้อย แต่ก็เล็กน้อยจริงๆ (อย่างที่บอกว่าในการใช้งานจริงไม่มีทางรู้สึก)

เรื่องน้ำหนัก ผมลองจับดูแล้วพบว่าแยกแยะความแตกต่างไม่ได้ แต่เจ้าของ iPad 2 รายหนึ่งลองจับแล้วบอกว่า Tab เบากว่าแบบรู้สึกได้ครับ อันนี้คงต้องไปลองจับกันเอง

ซอฟต์แวร์

Galaxy Tab 10.1 ที่ผมได้มา ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 3.1 พร้อมกับอินเทอร์เฟซ TouchWiz UX (นับเวอร์ชันก็เป็น TouchWiz 4.0 แต่ชื่ออย่างเป็นทางการจะเรียก UX)

ส่วนของระบบปฏิบัติการ Android Honeycomb อ่านได้จาก รีวิวระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb เมื่อเทียบกับ Android 3.1 แล้ว ความต่างในระดับของผู้ใช้มีอย่างเดียวคือ widget ของกูเกิลบางอันสามารถปรับขนาดได้ แค่นั้นจริงๆ

จุดที่น่าสนใจกว่ามากคือ TouchWiz UX ที่ปรับแต่ง Honeycomb ไปจากเดิมหลายอย่าง แยกเป็นประเด็นๆ ได้ดังนี้ครับ

ไอคอน

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือ ซัมซุงทิ้งไอคอนของ Honeycomb และเปลี่ยนมาใช้ไอคอนของ TouchWiz (แบบเดียวกับใน Galaxy S แต่ไม่มีสี่เหลี่ยมสีพื้นรองด้านหลัง) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเป็นความพยายามสร้างสไตล์ที่สม่ำเสมอของตัวเอง

แอพมาตรฐานที่มาพร้อมกับ TouchWiz จะเห็นว่าไอคอนของแอพมาตรฐานบางตัวอย่าง Browser/Calendar/Settings เปลี่ยนมาใช้แบบของซัมซุงแทน

ไอคอนในหน้า Settings ก็เปลี่ยนไปใช้แบบของซัมซุงเช่นกัน

Notification

อีกจุดเล็กๆ ที่เปลี่ยนไปใน TouchWiz UX คือส่วนของ notification จะถูกปรับให้ต่างจากตัวมาตรฐานของ Honeycomb ไปบ้าง จะมีปุ่มลัดสำหรับเปิดปิดฟีเจอร์ต่างๆ เพิ่มเติมจาก Honeycomb ช่วยให้สะดวกขึ้น

Live Panel

คำว่า Live Panel เป็นสิ่งที่ซัมซุงใช้เรียก widget ที่เพิ่มเข้ามาใน TouchWiz เช่น พยากรณ์อากาศ (ใช้ข้อมูลจาก AccuWeather) พาดหัวข่าวจาก AP, ราคาหุ้นจาก Yahoo! Finance, ตารางนัดหมาย และนาฬิกา

ฟีเจอร์ Live Panel นี้ไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มมาจากเดิมมากนัก แต่มีไว้เก๋ๆ ก็สวยดีครับ

TouchWiz ให้ homescreen มา 5 หน้า โดยพรีโหลด widget ต่างๆ มา 3 หน้าตรงกลาง ตามภาพที่แสดงให้เห็น (ภาพแรกคือ homescreen ด้านซ้าย แล้วไล่มาเรื่อยๆ ด้านขวา)

Mini App

ฟีเจอร์นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากใน TouchWiz ครับ ลองสังเกตภาพข้างล่างดีๆ

ที่แถบ Taskbar ด้านล่าง จะเห็นปุ่มที่ถูกเพิ่มเข้ามาจาก Android Honeycomb มาตรฐานอยู่สองปุ่ม

ปุ่มแรกอยู่ฝั่งซ้ายมือ ปุ่มที่ 4 จากด้านซ้าย (ปกติ Honeycomb จะมี 3 ปุ่ม) มันคือปุ่มจับภาพหน้าจอ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ Android ควรจะมีมาให้ตั้งนานแล้วแต่ไม่มีสักที อันนี้อำนวยความสะดวกได้มาก โดยเฉพาะกรณีของผมที่ต้องจับภาพหน้าจอมาเขียนรีวิวแบบนี้

แต่ของสำคัญจริงๆ คือปุ่มลูกศรชี้ขึ้นตรงกลาง ซึ่งกดแล้วจะเปิดฟีเจอร์ Mini App ขึ้นมา

Mini App คือแอพพิเศษที่จะโผล่ขึ้นมาบน Taskbar ของ TouchWiz มีทั้งหมด 6 แอพ ได้แก่

  • Task Manager
  • Calendar
  • World Clock
  • Pen memo
  • Calculator
  • Music Player

อันนี้ภาพจากซัมซุงให้เห็นชัดๆ

เมื่อลองคลิกที่ไอคอนบางอัน จะพบกับ Mini App โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอครับ ตามภาพนี้เป็นแอพ Pen memo ที่ใช้นิ้วลากเส้นเพื่อจดบันทึกได้

แอพแบบนี้จะลอยทับ homescreen ทั้งหมด และไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับ widget ที่อยู่บนหน้าจอ เป็นอีกเลเยอร์หนึ่งที่แยกจากกันชัดเจน

และถ้าสังเกตที่ตัว Mini App ในภาพก่อนหน้า ที่มุมซ้ายบนจะมีลูกศรชี้ขึ้นอยู่ ซึ่งกดแล้วจะเป็นการเรียกแอพตัวเต็มของมันขึ้นมาบนหน้าจออีกที

ตัวอย่าง Mini App ของตัว Music Player

ผมว่าแนวคิดนี้น่าสนใจนะครับ จะมองว่ามันเป็น widget อีกแบบก็พอได้ ส่วนในระยะยาวจะเป็นแค่ของเล่น หรือจะมาเปลี่ยนวิธีการทำงานก็อีกเรื่องหนึ่ง

เท่าที่ลองหาดูยังไม่มีวิธีเพิ่มหรือสร้าง Mini App ลักษณะนี้ คงต้องรอซัมซุงทำเพิ่มให้เท่านั้น

คีย์บอร์ด

Honeycomb นั้นไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทยมาให้ ซึ่งซัมซุงก็เพิ่มคีย์บอร์ดมาให้ใน TouchWiz เพียงแต่เป็นคีย์บอร์ดแบบในมือถือสาย Galaxy ที่หนึ่งปุ่มมี 2-3 ตัวอักษร (แบบเดียวกับคีย์บอร์ดของ BB)

เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นนัก เพราะเราสามารถลงคีย์บอร์ดอื่นๆ ได้เองอยู่แล้ว

เบราว์เซอร์

โดยรวมมันเหมือนกับ Android Browser แต่ที่เพิ่มเข้ามาและผมชอบมากคือ Thumbnail ของเว็บที่เข้าบ่อย แบบเดียวกับ Chrome บนพีซี

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Tilt Zoom แตะสองนิ้วบนหน้าจอค้างไว้ แล้วเอียงเครื่องเข้า-ออกหาตัว เพื่อซูมหน้าจอ อันนี้ลองแล้วไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร มีไว้โชว์มากกว่า

แอพ

ซัมซุงแถมแอพมาให้จำนวนหนึ่ง อธิบายแบบพอคร่าวๆ ละกันนะครับ ไม่ต้องลงรายละเอียดกันมาก

Polaris Office

ชุดออฟฟิศตัวใหม่ที่ผมเพิ่งรู้จักเหมือนกัน มันมีฟีเจอร์เก็บไฟล์ผ่าน Cloud Storage ด้วย

เท่าที่ลองใช้ดูก็แก้ไขเอกสารได้ดี มีฟีเจอร์มาตรฐานพร้อมสรรพ การตัดคำยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่พอถูไถไปได้

Camera

เปลี่ยนจาก Stock Camera ของ Honeycomb มาเป็นแอพสำหรับถ่ายภาพของซัมซุงเอง พร้อมฟีเจอร์หลายอย่าง เช่น พานอรามา (แต่ฟีเจอร์ยังไม่เยอะนักเมื่อเทียบกับกล้องบนมือถือ Galaxy)

Photo Editor

แอพสำหรับแต่งภาพ มีฟีเจอร์มากมาย

Pen Memo

แอพสำหรับจดบันทึก (ที่มี Mini App) วาดรูปได้ด้วยนิ้วมือ และซิงก์กับ Google Docs ได้ด้วย

My Files

มันก็คือ File Manager มาตรฐาน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ Honeycomb ไม่มี

eBook

ตัวอ่าน eBook ซึ่งใช้เทคโนโลยีด้าน DRM ของ Adobe เท่าที่ลองดูยังไม่สามารถซื้อหนังสือได้ คงไม่มีประโยชน์อะไร โหลดแอพ Kindle มาแทนน่าจะดีกว่า

หมายเหตุ: เท่าที่ดูจากเว็บของซัมซุง จะมีแอพ Readers Hub และ Music Hub สำหรับการซื้อหนังสือ-เพลงผ่านเน็ตแถมมาด้วย แต่ใน TouchWiz รุ่นนี้ไม่มี ไม่แน่ใจว่าเมืองไทยใช้ไม่ได้หรือเปล่า

Accessories

รอบนี้ซัมซุงให้อุปกรณ์ต่อเสริมต่างๆ มาให้เยอะมาก (มาเป็นกระเป๋า) ไหนๆ ให้มาแล้วก็เอามาลงด้วยเลย

เคส+คีย์บอร์ดบลูทูธ

อย่างแรกคือเคสแข็ง + คีย์บอร์ดบลูทูธในตัว คีย์บอร์ดจะแปะติดมากับเคสเลย ถอดออกไม่ได้

Desktop Dock

ขาตั้งพร้อมพอร์ตชาร์จไฟ และต่อลำโพงภายนอก

Keyboard Dock

เป็นคีย์บอร์ดอีกอันที่ต่อผ่านพอร์ตด้านล่างของตัวเครื่องเลย ไม่ได้ต่อผ่านบลูทูธ (แต่ปุ่มจะเหมือนคีย์บอร์ดบลูทูธทุกประการ)

เรื่องราคาของอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ ผมไม่รู้จริงๆ ครับ ต้องสอบถามไปทางซัมซุงกันเอง

สรุป

ข้อดี

  • ขนาดบางเบากว่า iPad 2
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างอึด
  • อินเทอร์เฟซ TouchWiz สวยงาม หลายอย่างปรับปรุงให้ดีกว่า Honeycomb มาตรฐาน
  • ประสิทธิภาพดี ทำงานรวดเร็ว

ข้อเสีย

  • พอร์ตเชื่อมต่อน้อยมาก
  • ต้องใช้พอร์ตของซัมซุงเท่านั้น
  • ไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทยแบบเต็ม 4 แถวมาให้ แต่ก็ลงเองได้
  • รุ่นที่ได้มาไม่มี Readers Hub/Music Hub

ผมฟันธงได้เลยว่า Tab 10.1 เป็นแท็บเล็ต Honeycomb ที่ดีที่สุดในขณะนี้

ทีนี้คำถามว่าจะซื้อแท็บเล็ตตัวไหนดี ตัวเลือกคงเหลือแค่ 2 คือ Tab 10.1 หรือ iPad 2 ซึ่งปัจจัยก็ขึ้นกับตัวแอพที่ใช้แล้วล่ะครับ ราคาต่างกัน 1,000 บาทคงไม่ใช่ประเด็นเท่าไรนัก (ช่วงหลังๆ แอพ Honeycomb เริ่มมีออกมาเยอะขึ้นกว่าช่วงแรกเยอะ)

aottoMon Aug 29 2011 14:32:09 GMT+0700 (ICT)