hero / ประวัติสามก๊ก / พยัคฆ์ขาว ม้าเฉียว เหมิ่งฉี อัศวินผู้อาภัพ

พยัคฆ์ขาว ม้าเฉียว เหมิ่งฉี อัศวินผู้อาภัพ

ม้าเฉียว (จ.ก. หม่าเชา) แซ่ม้า ชื่อเฉียว ชื่อรองเบงกี๋ (จ.ก. เมิ่งฉี่) บุตรชายคนโตของม้าเท้ง (จ.ก. หม่าเถิง) เจ้าเมืองเสเหลียง

มีน้องสองคนชื่อม้าฮิวกับม้า เทียด มีลูกพี่ลูกน้องคือ ม้าต้าย หลายคนนั้นเข้าใจว่าม้าต้ายเป็นลูกผู้น้อง แต่ว่าม้าต้ายนั้นเป็นลูกผู้พี่ แต่ว่าอายุน้อยกว่าม้าเฉียว
ม้าเฉียวในวัยหนุ่มมีลักษณะรูปร่างงาม ใบหน้าขาวผ่องเหมือนหยกขาว ริมฝีปากแดง เอวกลม หน้าผากกลมทุย เวลาออกรบจะห่มเกราะสีเงินเสมอ สง่างามเหมือนกับเจ้าชาย
ม้าเฉียวมีความ สามารถในการขี่ม้า ใช้ทวนยาว และกระบอกเหล็กสี่เหลี่ยม (ใช้เหวี่ยงใส่ศัตรู) เขามีชื่อเสียงในภาคเหนือมาก เมืองของม้าเท้งนั้นติดกับชนเผ่าทางเหนือ และม้าเท้งเป็นผู้มีอิทธิพลทางนั้น ม้าเฉียวบุตรชายม้าเท้งจึงมีบารมีมากพอตัวในดินแดนของเขา ฝีมือเป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่ว
การปรากฏตัวของม้าเฉียวครั้งแรกเกิดขึ้น เมื่อม้าเท้งรบกับลิฉุยกุยกี ม้าเฉียวในวัยสิบแปดปีสังหารอ่องหองได้ในห้าเพลงทวนและจับเป็นลิบ้องบนหลัง ม้า ชื่อเสียงของเขาจึงขจรขจายมาสู่ภาคกลาง

 

 


 

บทของม้าเฉียวในฉบับหลัว กว้านจงมาโผล่อีกทีหนึ่งก็คือเมื่อม้าเท้งผู้บิดาถูกโจโฉลวงไปสังหาร ม้าเฉียวจึงร่วมมือกับหันซุยเพื่อแก้แค้นให้บิดา
 ในการรบครั้งแรกนั้นม้าเฉียว สามารถสังหารขุนพลมีชื่อของโจโฉไปสองนาย คือลิกองกับลิเซียง และได้สำแดงเดชเป็นที่ครั่นคร้ามแก่ทัพโจโฉอีก ด้วยการรบบ้าคลั่งกับเคาทูผู้มีฉายาว่าเสืองมงาย การรบครั้งนั้นปะทะกันหลายร้อยเพลง เคาทูในช่วงหลังถึงกับถอดเกราะเหลือแต่ตัวเปล่าเห็นกล้ามเป็นมัดๆ ออกไปตะลุมบอนกับม้าเฉียวจนม้าเฉียวถึงกับทวนหัก แล้วยังมีการใช้ทวนครึ่งหนึ่งไล่ตีกันเป็นที่สนุกสนาน โจโฉที่ชมการรบอยู่รู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่ง
ม้าเฉียวได้ตีทัพโจโฉแตกและไล่ สังหารโจโฉอย่างกระชั้นชิด บทงิ้วตอนนี้โด่งดังมากชื่อว่า "ตัดหนวดถอดเสื้อคลุม" ในเนื้อเรื่องนั้น ม้าเฉียวควบม้าตามกองทหารของโจโฉร้องให้จับเป็น ตะโกนว่า ผ้าคลุมแดงนั้นคือโจโฉ โจโฉนั้นใช้ผ้าคลุมสีแดงสดเพราะเป็นแม่ทัพ เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบปลดผ้าคลุมทิ้งไป ม้าเฉียวจึงตะโกนว่า เครายาวนั้นคือโจโฉ โจโฉไว้เครายาวกว่าทหารคนอื่นเห็นได้ชัด รีบชักกระบี่ออกมาตัดเคราตัวเองทิ้งปล่อยให้ปลิวไปตามลม ม้าเฉียวตะโกนว่า โจโฉตัดเคราตัวเองแล้ว คนเคราสั้นตัดใหม่นั้นคือโจโฉ จับเป็นให้ได้ โจโฉฉีกแพรชายธงมาคลุมคางของตัวเองไว้ ในที่สุดโจโฉรอดเพราะว่าม้าเฉียวมาถึงตัวแต่ว่าแทงทวนพลาดไปติดต้นไม้เข้า แล้วโจหองจึงออกมาสกัดกั้นรบกับม้าเฉียว เปิดช่องให้โจโฉหนีทัน
บทงิ้วใน ตอนนี้เป็นที่สนุกสนานและขบขันมาก ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงจะไม่มีใครใช้วิธีปกปิดตัวเองแบบนี้กัน แต่วรรณคดีนั้นแต่งไปเพื่อวรรณศิลป์ ไม่ต้องคำนึงถึงความจริงอะไรมากมาย ถ้าว่าตามเหตุผลนั้นการที่โจโฉถอดผ้าคลุมสีแดงสดทิ้งไปต่อหน้าต่อตาม้าเฉียว และการตัดเคราก็ทำต่อหน้าม้าเฉียว เป็นเรื่องยากที่จะพ้นสายตาไปได้ การใช้แพรชายธงคลุมคาง ก็เป็นเรื่องที่คนอื่นไม่มีใครทำกัน นอกจากว่าโจโฉจะออกคำสั่งให้ทุกคนเอาแพรชายธงคลุมคางหมด ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะพออำพรางได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในสายตาของม้าเฉียวหมด จะรอดไปได้อย่างไร

โจ โฉเคยใช้วิธีอำพรางตัวแบบหน้าด้านมาทีหนึ่งแล้ว และรอดไปได้ เมื่อครั้งที่ลิโป้เผาเมืองปักเอี้ยงหวังจับตายโจโฉ สองคนได้สวนม้ากันในระยะประชิด แต่ลิโป้ไม่ทันเห็นหน้าโจโฉ โจโฉเลยเอาแขนขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้ทัน บทประพันธ์เขียนถึงขนาดว่า ลิโป้เอาทวนเคาะศีรษะถามหาโจโฉ เพราะเข้าใจว่าเป็นทหารฝ่ายตน โจโฉทั้งๆ ที่เอาแขนบังหน้าตัวเองก็ชี้ส่งเดชไป ลิโป้ไปตามทางนั้นโจโฉจึงโล่งอกได้ ความจริงบทประพันธ์ตอนนี้แสดงเป็นนัยว่าลิโป้ปล่อยโจโฉไป เพราะการที่เขาเอาทวนเคาะศีรษะ แสดงว่าลิโป้รู้ว่านั่นคือโจโฉ โดยปกติการจะถามไถ่อะไรนั้น ต่อให้เป็นทหารในบังคับบัญชาตัวเอง ขุนพลก็จะไม่แสดงกิริยาหยาบคายด้วยการเอาทวนเคาะศีรษะ การที่ลิโป้เคาะศีรษะโจโฉจึงเป็นการบอกว่าลิโป้รู้ว่านั่นไม่ใช่ใครอื่น เขาฝากศีรษะไว้บนบ่าก่อน
โจโฉรอดตายเพราะโจหองอีกครั้ง แล้วเขาก็กลับมาคิดแผนยุยงให้ม้าเฉียวกับหันซุยแตกกัน อาศัยที่เขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกับหันซุยมาก่อน จึงนัดมาพบแกล้งเจรจาทำลับล่อ แต่ถามเรื่องทั่วไป และส่งหนังสือฉบับร่างที่มีขีดฆ่ามากมายให้หันซุย (ฉบับภาษาไทยบอกว่าเป็นกระดาษเปล่า แต่ฉบับภาษาจีนเป็นหนังสือฉบับร่างที่มีรอยขีดฆ่าอำพรางข้อความมากมาย) ม้าเฉียวถามหันซุยว่าพูดคุยอะไรกัน หันซุยตอบตามความจริง แต่ม้าเฉียวสงสัย เพราะการนัดพบกันแล้วถามเรื่องปัญญาอ่อนขนาดนั้นไม่น่าจะมี แล้วม้าเฉียวขอดูหนังสือที่โจโฉส่งมา พอเห็นรอยขีดฆ่าก็ยิ่งสงสัยว่าเป็นการอำพรางข้อความที่หันซุยทำเอง จนกระทั่งเกิดทะเลาะกัน ม้าเฉียวตัดแขนหันซุยขาดหนึ่งข้าง
เมื่อม้า เฉียวกับหันซุยไม่สามัคคีกัน ก็เป็นอันว่าโดนโจโฉตีแตกกระจาย ม้าเฉียวต้องหนีไปพึ่งเตียวฬ่อแห่งฮันต๋ง แล้วก็ถึงคราวเล่าปี่ออกโรง ในขณะที่ม้าเฉียวเป็นทัพหน้ามารบกับเล่าปี่นั้น เขาได้รบพุ่งกับเตียวหุยตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่รู้จักแพ้ชนะกัน รบเช้าจรดเที่ยง เที่ยงจรดเย็น เปลี่ยนม้ามารบกัน กลางคืนจุดคบเพลิงสู้กัน ปะทะกันนับพันเพลง จนกระทั่งคนดูเหนื่อยแทน ธาตุทรหดของม้าเฉียวคนนี้ไม่เบาเลย เขารบพุ่งกับเคาทูนับร้อยเพลง แล้วก็มารบกับเตียวหุยอีกเกือบพันเพลง แต่ละครั้งกำลังไม่เคยตก ซึ่งฝีมือของม้าเฉียวนี้สร้างความประทับใจให้กับเล่าปี่เป็นอย่างมาก ถึงกับรำพึงอยากจะได้มาเป็นทหารเสือของตน เขาจึงให้เพื่อนม้าเฉียวไปเกลี้ยกล่อม ทำให้ม้าเฉียวยอมมาอยู่กับเล่าปี่ในที่สุด
ในบทละครตอนนี้มีเรื่องน่า สนใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือการเผชิญหน้ากันระหว่างม้าเฉียวกับจูล่ง ในงานเลี้ยงต้อนรับม้าเฉียว บังเอิญมีขุนพลมาประชิดค่ายเล่าปี่พอดี เล่าปี่จึงให้จูล่งออกไปสู้ ในขณะที่จัดโต๊ะไปทันเรียบร้อยดี จูล่งก็เอาศีรษะขุนพลฝ่ายตรงข้ามมาฝากเล่าปี่ได้แล้ว ทำให้ม้าเฉียวออกปากชมจูล่งด้วยความครั่นคร้ามว่า โชคดีที่เขารบกับเตียวหุยไม่ใช่จูล่งคนนี้
เมื่อม้าเฉียวมาอยู่กับเล่า ปี่ เหมือนกับเขาไม่ค่อยมีบทบาทอะไร แต่ที่จริงแล้วเขาทำงานหนักในการรับศึกชายแดน อาศัยบารมีของเขาเมื่อครั้งอยู่กับม้าเท้ง ทำให้เขาเป็นทหารเทพที่ไม่มีพวกชนเผ่าหน้าไหนกล้ารอต่อกร
เมื่อเล่าปี่ เสียชีวิตใหม่ๆ โจผีต้องการฉวยโอกาสโจมตีเพราะในช่วงผลัดแผ่นดินย่อมไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน จึงคาดว่าจะโจมตีได้อย่างง่ายดาย โจผีได้ให้ยกทัพมาห้าสายด้วยกัน แต่ขงเบ้งได้วางตัวม้าเฉียวเอาไว้ ให้ส่งหนังสือไปเจรจากับแม่ทัพชนเผ่าซึ่งเป็นทัพหนึ่งของโจผี และบารมีของม้าเฉียวทำให้ทัพนั้นถอยไปโดยไม่ต้องรบ

 

 

MaChaoDAYThu Jan 06 2011 00:23:19 GMT+0700 (ICT)