lifedeath / พุทธจิตวิทยาแห่งชีวิตและความตาย / จิตวิทยาแนวพุทธ

จิตวิทยาแนวพุทธ


  

โดย นายแพทย์ยงยุทธ  วงศ์ภิรมย์ศานติ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

   

 


 

ความหมายของจิตวิทยาแนวพุทธจิตวิทยาแนวพุทธ คือการนำศาสตร์ที่ศึกษาถึงจิตใจ และ
กระบวนการทางจิตใจคือจิตวิทยา มาอธิบายกระบวนการการเกิด
ทุกข์และการพ้นทุกข์ อันเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนานั้นเอง




             ความแตกต่างระหว่างจิตวิทยาแนวพุทธ จิตวิทยาทั่วไป และพุทธศาสนา

จิตวิทยาทั่วไป หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และสังเกตเห็นได้โดยทางอ้อม
ตลอดจนการศึกษากระบวนการทำงานของจิตเพื่อการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ   แต่ไม่ได้มีเป้าหมายให้พ้นทุกข์
อย่างถาวร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของจิตวิทยาแนวพุทธ

พุทธศาสนา  รวมความถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างขวาง ทั้งยังรวมไปถึงความเชื่อถือ
และการประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธด้วย  ขณะที่จิตวิทยาแนวพุทธ จะนำบางส่วนของพุทธศาสนา โดยเฉพาะ
ส่วนแก่นกลางที่กล่าวถึงความทุกข์ทางใจ กระบวนการเกิดและดับของความทุกข์ทางใจ โดยอาศัยคำอธิบายของ
กระบวนการทางจิตใจที่ใช้กันอยู่ในจิตวิทยามาประยุกต์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจสำหรับคนในยุคปัจจุบันที่คุ้นเคย
กับจิตวิทยา

 


 

ความหมายของคำว่า สุขและ ทุกข์ทางใจ

มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมประสบกับภาวะจิตใจทั้งที่เป็นความสุข
และความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าถามว่า ความสุข หมายถึงอะไร เราก็
อาจตอบได้ว่า
ความสุข หมายถึง การที่เราได้รับความพึงพอใจ
ความสมหวังจากสิ่งต่างๆ รอบด้าน

 

จากความหมายดังกล่าว ถ้าถามว่า ความสุขของคุณคืออะไร
เราจะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนสุขเพราะได้อยู่กับ
คนที่รักหรือถูกใจ บางคนสุขเพราะได้ทำงานที่ถูกใจ สุขจากประสบความสำเร็จในการทำงาน สุขจากการ
ได้ทำบุญ สุขจากการรอดภัยอันตราย สุขจากการได้ของถูกใจ หรือบางคนเพียงแค่เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอ
กันมานานก็เป็นสุขแล้ว

 

ในทำนองเดียวกับคนทั่วไปอธิบายความสุข ความทุกข์ หมายถึงสิ่งที่เราได้รับไม่เป็นที่พึงพอใจของเรา
หรือเราสูญเสียสิ่งที่เราไม่อยากให้เสียไป เนื่องจากความทุกข์เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา และพยามหลีกเลี่ยง
จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการศึกษาและเอาชนะไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยาหรือศาสนาต่างๆ

 

             ความทุกข์ใจ ในทางจิตวิทยาเป็นภาวะยุ่งยากทางจิตใจ   

เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด ละอายใจ ความท้อแท้สิ้นหวัง เป็นต้น ความทุกข์นี้เกิด
จากการปรับตัวไม่ได้ หรือเสียสมดุลโดยอาจเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น ความแปรปรวนในความคิดหรือภาวะ
อารมณ์ของเราเอง และหรือปัจจัยภายนอกมาทำให้เกิดความคิดและความรู้สึกที่เป็นทุกข์ เช่น การสูญเสีย
สิ่งรัก การประสบความผิดหวัง การเผชิญภาวะวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน อาชีพ การทำงาน
ครอบครัว ความยุ่งยากเหล่านี้อาจเป็นภาวะชั่วคราวของการปรับตัว  หรือกระทั่งกลายเป็นความผิดปกติ
ทางจิตใจ

 ในทางจิตวิทยา ภาวะเป็นสุขทุกข์ไม่ว่าจะมีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดก็ตาม
ในที่สุดก็จะมีจุดร่วมที่เกี่ยวข้องกัน หรือมีสาเหตุจาก


1.  ความคิดทางลบ2.  ความรู้สึกเครียดที่สะสมในจิตใจ

ความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ ทางจิตวิทยาจัดอยู่
ในกลุ่มความคิดทางลบ เช่น คิดแต่สิ่งที่สูญเสีย คิดอยู่
แต่กับอดีต มองโลกในแง่ร้าย กลัวการเปลี่ยนแปลง
เป็นต้น  ความรู้สึกที่ทำให้ทุกข์ใจจะมีลักษณะร่วม คือ
เป็นความเครียดของจิตใจ เมื่อคนเราเผชิญความกดดัน
ต่างๆ รอบตัว ทั้งเรื่องที่รับรู้ว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
 เมื่อประกอบกับความคิดทางลบที่ได้กล่าวมาแล้ว
ความรู้สึกเครียดก็จะสะสมจนทำให้กลายเป็นความวิตกกังวล หรือนานไปก็กลายเป็นความท้อแท้สิ้นหวัง
และซึมเศร้าในที่สุด

 การศึกษาในปัจจุบันพบว่า แต่ละบุคคลมีความอ่อนไหวภายในตนเองที่จะเกิดความคิด
ทางลบ และความรู้สึกเครียด จนทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ต่างๆ กัน เพราะสาเหตุในด้าน


1. พันธุกรรม2. ปมในจิตใจที่สะสมมาจากวัยเด็ก3. ประสบการณ์ในตลอดชีวิต


เมื่อคนเรามีความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ที่เกิดจากความคิดหรือความรู้สึกก็ตาม จะพยายาม
ที่จะขจัดความทุกข์เหล่านั้น แนวคิดทางจิตวิทยาเสนอกระบวนการพัฒนาตนเองที่จะจัดการกับความ
ทุกข์ที่เกิดขึ้นโดย


1. การจัดการกับอารมณ์ โดยใช้เทคนิคการผ่อนคลายวิธีต่างๆ ในการคลายเครียด  เช่น

1.      การหายใจ2.      การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ3.      การจินตนาการ

เพื่อให้ความรู้สึกนั้นมันออกจากตัวเรา และเกิดอารมณ์
ทางบวกในลักษณะของความสงบและผ่อนคลายเข้ามาแทนที่



2. การจัดการกับความคิด โดยปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้เป็นคิดทางบวก (Positive Thinking)

ตัวอย่าง เมื่อเกิดมหัตภัยพิบัติ ผู้ที่สูญเสีย เกิดความทุกข์ใจเพราะมองแต่ด้านที่ตนสูญเสียไป ก็ปรับเปลี่ยน
วิธีคิดเสียใหม่ว่าตนยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง เช่น มีเวลาให้กับตนเองและครอบครัวเพิ่มขึ้น หรือเหตุการณ์นั้นทำให้
เราได้เรียนรู้ที่จะนำมาเป็นบทเรียน เพื่อจะปรับปรุงสิ่งบกพร่องต่อไป

การพัฒนาตนเองแนวจิตวิทยาทั้ง 2 วิธีการนั้น สามารถช่วยบรรเทาทุกข์ที่เกิดขึ้น ให้มีความคิด ความรู้สึก
ที่บรรเทาเบาบางได้ แต่ไม่ใช้วิธีที่ดับทุกข์ เพราะยังไม่ได้เน้นให้หยั่งรู้ถึงความเป็นจริงว่าสิ่งใดก็ตามเมื่อมันเกิดก็
ต้องมีดับไป จนสามารถปล่อยวางทั้งในเรื่องนั้นและเรื่องอื่นๆ ได้

   

        ; หมายเหตุ :    ศึกษา  เรื่องหลักธรรมมะเพิ่มเติม  เช่น วิธีดับทุกข์  เป็นต้น

lifeTue Nov 03 2009 20:16:41 GMT+0700 (ICT)