muslimchaingmai / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / อดีตการสัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าในเขตป่าบ้านโฮ้ง จ.ลำพูน

อดีตการสัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าในเขตป่าบ้านโฮ้ง จ.ลำพูน

สัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าในเขตป่าบ้านโฮ้ง 



 

นับตั้งแต่ ปีพ.ศ.2447 เป็นต้นมาภายหลังที่รัฐบาลสยามได้จัดตั้งกรมป่าไม้ขึ้นและโอนกิจการทำไม้ให้เป็นของรัฐบาล การขอสัมปทานไม้ต่าง ๆ
จากบริษัทต่างชาติจึงต้องขออนุญาตจากรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ได้ขออนุญาตสัมปทานทำไม้ในเขตภาคเหนือ
โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูนทั้งหมด และได้เข้ามาทำสัมปทานทำไม้ในเขตป่าแม่ลี้
ป่าแม่แนต ป่าแม่ตื่น ป่าแม่หาด การทำสัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า
ได้เข้ามาสร้างปางไม้ โดยนำช้างและอุปกรณ์เครื่องมือใน


 

การ ทำไม้ต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านเกาะทุ่งม่าน ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ้ง จ.ลำพูน การทำไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า จะตัดไม้จากป่าต่าง ๆ
แล้วใช้ช้างลากไม้ซุงลงแม่น้ำลี้ เพื่อนำมากองไว้ที่ปางไม้
ว่ากันว่าไม้ซุงที่ตัดนั้นมีจำนวนมากหลายหมื่นต้น
แต่ละต้นมาหน้าตัดกว้างไม่ต่ำกว่า
1 เมตร
ซุงบางต้นมีความสูงของหน้าตัดสูงท่วมหัวก็มี
หลังจากที่นำไม้ซุงมากองพักไว้ที่ปางไม้แล้ว บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า
ยังได้สร้างทางรถไฟเพื่อใช้ลำเลียงไม้ซุงจากปางไม้บ้านเกาะทุ่งม่าน
ไปยังบ้านหนองปลาสะวาย
ขนถ่ายไม้ลงในแม่น้ำปิงไหลล่องไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาถึงกรุงเทพมหานครก่อนจะนำขึ้นเรือกลับสู่ประเทศอังกฤษ
ในการทำไม้ในเขตอำเภอบ้านโฮ้งของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า


 

นอกจากจะก่อสร้างทางรถไฟสายเล็กขึ้น ซึ่งปัจจุบันทางรถไฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของถนนสายลำพูน - ลี้
การทำไม้ยังสร้างรายได้เล็ก ๆ ให้กับคนในชุมชนบริเวณแห่งนี้อีกด้วย แม่หลวงไว
ธรรมสิทธิ์ อายุ
92 ปี ท่านเกิดใน ปีพ.ศ.2460 เคยอยู่ร่วมกับเหตุการณ์สัมปทานทำไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า
แม่หลวงเล่าว่า
บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าจะนำไม้สักที่ตัดมาพักไว้บริเวณบ้านเกาะทุ่งม่าน
ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลี้ ซุงไม้สักจะตัดจากป่าร่องมาตามน้ำลี้
เมื่อมาถึงไม้ก็จะมากองสุมกันเต็มน้ำ จากนั้นจึงใช้ช้างลากมาบรรทุกใส่รถไฟ
ซึ่งมีอยู่
3 ขบวน
สร้างทางเลียบไปทางลำน้ำลี้เริ่มจากท่าหลุก - วังปาน ผ่านบ้านทุ่งม่าน บ้านระแกะ
บ้านห้วยกาน บ้านป่าดำไปจนถึงบ้านหนองปลาสะวาย เพื่อขนไม้ไปลงแม่น้ำปิง
ในช่วงที่มีการสัมปทานทำไม้ แม่หลวงไว ยังได้นำข้าวปลาอาหารมาขายให้กับคนงานตัดไม้ในปาง
โดยทำบุหรี่ หมากพลูขายในราคามวนละ
1 สตางค์
ส่วนกับข้าวทำแกงไก่ขายในราคา
2 สตางค์
นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านผู้ชายบางคนไปรับจ้างตัดไม้แบบ (ไม้หมอน) สำหรับทำรางรถไฟในราคาเล่มละ
3 สตางค์ แม่หลวงไว ยังเล่าอีกว่า พอถึงเวลาสิ้นเดือน นายห้างซึ่งเป็นฝรั่งคุมงาน
ก็จะนำเงินแถบบรรจุกระสอบใส่บนหลังช้าง
2 ตัว
เพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับคนงานทำไม้ ซึ่งมีหลายชาติพันธ์ปะปนกัน ทั้งเงี้ยว ไทใหญ่
ม่าน(พม่า) กะเหรี่ยง ขมุ 




ภายหลังจากที่สัมปทานไม้หมดไป คนงานเหล่านั้นก็พากับเดินทางกลับ แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ที่นี่จนมีครอบครัวสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ้ง ยังมีเรื่องราวของคนเลี้ยงช้าง
ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการทำสัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า
พ่อไท สมราช อายุ
83 ปี อดีตเจ้าของช้างปู้บุญส่ง
ซึ่งเคยชักลากไม้อยู่ในพื้นที่ป่าแม่หาด เล่าว่า ตนเองได้ซื้อช้างมาจากลุงโม้
ชาวบ้านอำเภอแม่ทาในราคา
65,000 บาท เมื่อประมาณ ปีพ.ศ.2498 เพื่อใช้ลากไม้ โดยเริ่มแรกนำช้างมาลากไม้เพื่อสร้างบ้านให้กับตนเองก่อน
หลังจากนั้นจึงนำช้างออกตระเวนรับจ้างลากไม้ ในเขตป่าแม่ป๊อก ป่าแม่ตื่น
ซึ่งได้รับสัมปทานป่าของโรงเลื่อย ทำงานลากไม้อยู่
5 ปี
ก่อนที่จะตระเวนออกไปรับจ้างลากไม้ถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน พ่อไท เล่าอีกว่า
การเดินทางไปลากไม้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะไปกันเป็นคาราวาน มีช้างประมาณ
20
เชือก เดินทางไปตามป่าเขาจนถึงแม่ฮ่องสอน แล้วจึงรับจ้างลากไม้
ใช้เวลาประมาณ
3 เดือน
เมื่อสัมปทานไม้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนหมดลงจึงพากับเดินทางกลับ
สมัยที่ทำงานลากไม้อยู่นั้นได้เงินค่าจ้างคนละ
40,000 บาท
การทำสัมปทานไม้สิ้นสุดลง ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้ประกาศปิดป่าเมื่อ ปีพ.ศ.
2518
ทิ้งไว้เหลือเพียงตำนานแห่งการทำไม้ในเขตป่าบ้านโฮ้งพื้นที่ ๆ
ได้ชื่อว่ามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ


 จักรพงษ์ คำบุญเรือง jakrapong@chiangmainews.co.th 3/7/52

29/6/2553
ที่มา  http://www.chiangmainews.co.th  ร้อยเรื่องเมืองล้านนา์

binmusaSun Aug 15 2010 14:52:55 GMT+0700 (ICT)