muslimchaingmai / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / สุชญา(นูรีน) ชดทอง

สุชญา(นูรีน) ชดทอง

สุชญา(นูรีน) ชดทอง
เข้ารับอิสลามที่บ้าน กล่าวคำปฏิญาณตนว่า“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก
อัลลอฮฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2552

ประวัติส่วนตัว
- เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด บ้านอยู่ที่อำเภอเชียงของ
- มีพี่น้อง 2 คน เป็นลูกคนเล็กของแม่ ปัจจุบันอายุ 25 ปี
- จบการศึกษา ปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- อาชีพปัจจุบัน ทำกิจการส่วนตัวเล็กๆ เปิดร้านบริการหนังสือให้เช่า

เรื่องราวก่อนเข้ารับอิสลาม โดยย่อ ครอบครัวฐานะไม่ร่ำรวย อาศัยอยู่กับแม่ ยาย และครอบครัวของลุง แม่มีอาชีพเป็นข้าราชการครูและค้าขายเสริม เป็นหัวหน้าครอบครัวรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกมาตลอด เพราะหย่าร้างกับพ่อตั้งแต่ปี 2534 แม่ส่งเสียให้เรียนสูงๆ จะได้มีโอกาสทำงานกินเงินเดือนดีๆ ไม่ต้องลำบากในอนาคต
ความเชื่อ คนในครอบครัวนับถือศาสนาพุทธทั้งหมด แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนเคร่งครัด เน้นหนักไปทางทำบุญกับวัด แล้วก็ร่วมกิจกรรมประเพณีของชุมชนที่มีตลอดปี และมีความเชื่อหลายอย่างผสมปะปน เช่น ตรุษจีนก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ(ตากับยายเป็นคนจีน) ศาลพระภูมิเจ้าที่ก็เซ่นไหว้ประจำทุกปี เรียกว่า อะไรก็ตามแต่ที่นับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ห้ามหลบหลู่

วัยเด็กได้พบเห็นเรื่องที่ขัดแย้งกับศีลธรรมมาก ทั้งรู้สึกไม่ชอบค่านิยมการจัดงานใหญ่โตสิ้นเปลือง เช่น งานแต่ง งานศพ งานบวช โตขึ้นจึงปฏิเสธศาสนาเดิมที่ระบุในบัตรประชาชน หันไปสนใจปรัชญาที่เกี่ยวกับธรรมชาติแบบเซน เต๋า แต่ช่วงเรียนมัธยม ก็ยังเข้าร่วมพิธีกรรมกับครอบครัวตามความจำเป็น กราบไหว้วัตถุ รูปเคารพ และนักบวช แต่ใจไม่ศรัทธา พอเข้าไปเรียนในกรุงเทพ อยู่ไกลบ้าน ก็จะบอกกับคนอื่นชัดเจนว่าเป็นคนไม่มีศาสนา ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา ไม่เชื่อสวรรค์-นรก เห็นคนเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ต่างจากสัตว์ เป็นแค่สสารในธรรมชาติ แต่มีสมองคิดก่อร่างสร้างเรื่องได้มากกว่า แล้วก็เชื่อว่าโลกแตกได้ เพราะไม่เคยหยุดหมุนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นวัฏจักรธรรมชาติ ไม่ใช่เคราะห์กรรมแต่ชาติปางก่อน

จุดเริ่มต้นสนใจอิสลามศาสนาของพระเจ้าที่แท้จริง
จำได้ว่า ช่วงที่เรียนอยู่ ปี 1 เทอม 2 เริ่มทำกิจกรรมนักศึกษา ส่วนใหญ่ก็เน้นหนักไปทางกิจกรรมรณรงค์ปัญหาสังคมและการเมืองภาคประชาชน แล้วได้ไปรับรู้เรื่องราวของคนมุสลิม ที่คัดค้านโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรม ชาติไทย-มาเลย์เซีย ในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เขารวมตัวเรียกร้องสิทธิในการปกป้องรักษาทะเลของพระเจ้า จะโดนตำรวจตี หรือ ถูกกลุ่มอิทธิพลคุกคาม ก็ไม่ยอมท้อถอย ที่ดินส่วนหนึ่งที่บริษัทนายทุนเข้าไปยึดก็เป็นทางวะกัฟ ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม หมายถึง ที่ดินที่อุทิศให้พระเจ้า ห้ามซื้อขายแลกเปลี่ยน กฎหมายทั่วไปไม่ได้รองรับสิทธิของพระเจ้า แต่ชาวบ้านบอกว่า ทะเลคือชีวิต เพราะพระเจ้าสร้างมา ให้มีกุ้ง หอย ปู ปลา อุดมสมบูรณ์เป็นอาหารให้คนบริโภค คนจึงมีหน้าที่ดูแลรักษาให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เงินกี่แสนกี่ล้านบาทก็สร้างทะเลทดแทนไม่ได้ แล้วใครจะมาครอบครองเป็นของส่วนตัวก็ไม่ได้เช่นกัน พอได้สัมผัสกับพลังความศรัทธาคนมุสลิมแล้ว ก็เริ่มคิดว่า การมีอยู่ของพระเจ้าที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ สร้างธรรมชาติ สร้างจักรวาลได้ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ความขัดแย้งกรณีโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ยังทำให้เข้าใจภาพเหตุการณ์ที่โลกตะวันตกคุกคามโลกอิสลามอย่างเอาเป็นเอาตายด้วย เพราะวิถีชีวิตของมุสลิมเป็นขั้วตรงข้ามกับลัทธิบูชาเงินแบบทุนนิยม(ซึ่งเป็นต้นเหตุของสงครามและการแย่งชิงทรัพยากรทั่วโลก) มุสลิมไม่ดื่มเหล้า ไม่กินหมู ไม่กินดอกเบี้ย ให้ผู้หญิงปกปิดร่างกาย คิดแบบง่ายๆ ถ้าเอาสินค้าแฟชั่นสไตล์ฝรั่งไปขายในประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามก็คงเจ๊งลูกเดียว การทำลายความเชื่อของคนที่ศรัทธาว่าพระเจ้าคือผู้ให้กำเนิดชีวิตมันยากเหลือเกิน ฉะนั้น มีหนทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ ต้องแทรกแซงประเทศเขา เอาเรื่อง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การก่อการร้ายมาอ้าง แล้วใช้กำลังทหารยึดครอง

เหตุผลส่วนตัวที่เริ่มสนใจศาสนาอิสลาม เพราะศาสนานี้ไม่มีความเชื่อเรื่อง “ผี” ชอบพิธีศพ ที่เมื่อมีคนตายแล้วจะฝังภายในวันเดียว ไม่มีการจัดงาน 3 วัน 7 วันให้สิ้นเปลือง เพราะมุสลิมเชื่อว่า การตายคือการกลับคืนสู่พระผู้สร้าง ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว จะตายวันไหนพระเจ้ากำหนดไว้แล้ว แต่ต้องทำดีสะสมเก็บไว้ใช้ในโลกหน้า(โลกหลังความตาย) ผู้หญิงกับผู้ชายมีโอกาสเข้าสวรรค์ได้อย่างเท่าเทียมกัน ที่สำคัญคือ ไม่มีนักบวช มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ต่อพระเจ้าองค์เดียว ไม่เกี่ยงว่า จน รวย เชื้อชาติ ผิวสีใด ฉันคิดว่าเป็นศาสนาที่ยุติธรรมดี ในมหาวิทยาลัยก็ได้เห็นมุสลิมะฮฺสวมชุดดำปิดหน้า ตอนแรกไม่กล้าเข้าใกล้ แต่รู้สึกประทับใจคนที่มีศรัทธา เพราะว่าเขาเชื่อแล้วก็ปฏิบัติ ไม่สนใจสายตาใครจะมอง ต่อมามีโอกาสได้คุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ปิดหน้า หลังถอดผ้าคลุมก็เห็นว่าเขาเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ พูดจาสุภาพเรียบร้อย แถมหน้าตาดี เรื่องฮิญาบ คือ การปกปิดเพื่อป้องกันผู้หญิงให้พ้นจากอันตรายรอบตัว แนวคิดนี้ถูกใจฉันมาก เพราะว่าในคาบเรียนจะได้ยินแต่สถิติผู้หญิงไทยถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าผู้หญิงไทยหันมาแต่งตัวกันแบบนี้หมด ข่าวอาชญากรรมที่เกิดกับผู้หญิงอาจจะลดลงถึง 99%

ช่วงเรียนปี 3 ประมาณพ.ศ.2548 มีเพื่อนร่วมบ้านพักคนหนึ่งเป็นมุอัลลัฟ(ผู้หันมารับนับถืออิสลาม-มุสลิมใหม่) ชวนถือศีลอด ชวนไปฟังบรรยายที่บ้านเชคริฎอ อะหมัด สะมะดี (ได้ไปครั้งเดียว) ชวนดูบันทึกภาพพิธีแต่งงานแบบอิสลาม ก็เห็นว่าเรียบง่ายมาก คาดไม่ถึงว่าลักษณะนี้จะหลงเหลืออยู่อีก งานนั้นเขาแต่งพร้อมกัน 3 คู่ ในพิธีจะมีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงจัดเตรียมอาหาร ไม่ได้เน้นเรื่องสินสอดทองหมั้น ไม่มีดนตรีอึกทึกครึกโครม แล้วก็ได้รู้ถัดมาอีกว่าการสร้างครอบครัวในอิสลามนั้นยิ่งใหญ่ มีเป้าหมายคือการสร้างประชาชาติของพระเจ้า ลูกถือเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ เป็นรูปแบบครอบครัวที่มีหลักประกันมั่นคงจริงๆ พอได้รับรู้ตรงนี้ ก็เข้าใจว่าศาสนาอิสลามไม่ใช่แบบที่พวกเฟมินิสต์วิจารณ์ว่าเป็นความเชื่องมงายล้าหลัง ไม่ยอมสนับสนุนมีกฎหมายอนุญาตทำแท้งเสรี เพราะยกย่องให้ผู้ชายเป็นใหญ่ บ้าอำนาจ จำกัดสิทธิเสรีภาพผู้หญิง

งานเมาลิดกลาง เพื่อนก็ชวนไป ได้ไปเห็นนิทรรศการความรู้จากอัลกุรอาน อ่านแล้วก็รู้สึกทึ่ง เพราะในยุคโบราณเมื่อ 1400 กว่าปีก่อน ทั้งๆ ที่ไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย แต่นักปราชญ์มุสลิมกลับมีความรู้กว้างขวาง ตั้งแต่เรื่องพัฒนาการของทารกในครรภ์มารดา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การแพทย์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี กระทั่ง ทานซะกาต ก็เป็นระบบสวัสดิการสังคมช่วยเหลือคนจน กระจายทรัพยากร เปรียบเทียบกับสาขาวิชาที่ตัวเองเสียเงินเสียทองมาร่ำเรียน พวกทฤษฎีพัฒนาสังคมต่างๆ ก็ลอกมาจากฝรั่งตะวันตก ยิ่งตามก็ยิ่งเกิดปัญหาไม่จบไม่สิ้น ตอนนั้น ก็ยอมรับเลยว่าคัมภีร์อัลกุรอานต้องเป็นความรู้จากพระเจ้าแน่ๆ เพราะคนคิดยังไงก็ไม่ครอบคลุมสมบูรณ์ขนาดนี้ วันนั้น ได้ทบทวนความคิด ประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วก็ตัดสินใจว่า ถ้าจะมีศาสนาก็ขอเลือกอิสลาม ทำตามพระเจ้าบอกดีกว่า ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ให้ปวดหัว

2549-2551 บททดสอบก่อนจะได้เป็นมุสลิม
พอได้ค้นพบเป้าหมายชีวิตให้ตัวเอง ใฝ่ฝันอยากเป็นมุสลิม แต่กลับไม่ได้ศึกษาอิสลามอย่างจริงจัง การดำเนินชีวิตช่วงนี้ ยังอยู่แบบเดิมๆ มีข้อดีหน่อย คือ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเน้นกินผัก ปลา ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะสนใจเรื่องอาหารธรรมชาติปลอดสารเคมี และชีวิตทางเลือกที่ออกจากทุนนิยม บอยคอตสินค้าพวกบรรษัทข้ามชาติที่สนับสนุนสงคราม ไม่ดูทีวี ไม่ติดหนัง ละคร ไม่บ้าดารา แฟชั่น

เรียนจบ ประกอบอาชีพเป็นคนทำงานอิสระ ไม่มีสังกัด แต่คลุกคลีอยู่ในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนที่จังหวัดตรัง ได้รู้จักเพื่อนมุสลิมมากขึ้น แต่ไม่เห็นความเป็นอิสลาม เพื่อนที่ตรังไม่ละหมาด แต่ถือศีลอด บางคนกินเหล้า เล่นหวย ถ้าไปทางสามจังหวัดก็จะต่างออกไป เห็นการปฏิบัติตามหลักศาสนา แต่ถ้าไปวงผู้หญิง ส่วนใหญ่มักจะมีแต่เรื่องนินทา พูดถึงผู้ชายโรแมนติก แล้วก็การแต่งงานในฝัน การสร้างประชาชาติในมุมแคบๆ พี่น้องร่วมศาสนาอดอยากยากลำบากเดือดร้อนไม่พูดถึง พอสัมผัสแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกกับจริตของตัวเอง เพราะตั้งใจอยากรู้ว่าเรื่องธรรมชาติ เรื่องวิทยาศาสตร์ที่เคยอ่านจากนิทรรศการนั้น บรรจุอยู่ในหมวดไหนในของคัมภีร์อัลกุรอาน อยากจะศึกษาอิสลามตามลำดับก่อนหลัง ลองปรึกษาเพื่อน แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นทำนองว่า “เธอไม่รู้ภาษาอาหรับห้ามแตะอัลกุรอานนะ” แล้วก็มีเพื่อนออกปากจะสอน จะหาหนังสือศาสนาให้ รออยู่นานก็ไม่ได้ ลองติดต่อพี่คนหนึ่งที่ทำงานดูแลมุอัลลัฟด้วย บอกว่าจะส่งหนังสือให้ แต่ก็เงียบหายไปเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น อุปสรรคจริงๆ อยู่ที่ตัวเองมากกว่า เพราะอยู่ไม่เป็นที่ และมีบุคลิกภาพแบบขัดแย้งในตัวเอง อารมณ์แปรปรวน คือ บางช่วง กระตือรือร้น คิดสร้างสรรค์ มั่นใจตัวเองมาก พูดมาก อยากช่วยเหลือคนอื่น ทำงานหักโหม ไม่กิน ไม่นอน แต่บางช่วง เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นมาเฉยๆ ท้อแท้ เบื่อไปหมด ไม่มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คิดอยากฆ่าตัวตาย พอเข้าสู่วัยทำงานยิ่งเป็นถี่ขึ้น ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต กระทบกับงานอาชีพ ความอดทนต่ำลง สนใจอะไรเป็นพักๆ สมาธิสั้น การตัดสินใจไม่ค่อยดี หุนหันทำตามอารมณ์ คิดฟุ้งซ่าน เรื่อง เล็กๆ น้อยๆ พลาดไปหมด เช่น ลืมแว่นตา ลืมกุญแจรถ ลืมกุญแจบ้าน ลืมถนนหนทางที่เคยผ่านเป็นประจำ หนักถึงขั้นขับรถแล้วหลับใน กลายเป็นคนไม่มั่นใจตัวเอง ไม่กล้าจะทำงานกับคนมากๆ กลัวรับผิดชอบไม่ได้ จึงตัดสินใจกลับบ้านที่เชียงราย

ปลายปี 49 วันหนึ่ง นั่งรถประจำทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณอีก 15 กิโลเมตรจะเข้าเขตอำเภอเมือง คนขับหลับในปล่อยรถไปชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ฉันนั่งด้านหน้าเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น แต่ว่าอยู่ในสภาพที่จัดการอะไรไม่ได้สักอย่าง ก็นึกถึงอัลลอฮฺขึ้นมา เข้าใจเลยว่าชีวิตไม่ใช่ของเรา ความตายเป็นเรื่องที่คนควบคุมไม่ได้ ตอนนั้นก็มอบหมายให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับอำนาจของพระเจ้า แล้วใจก็สงบ ไม่รู้สึกกลัว หลังเกิดอุบัติเหตุ รถไม่คว่ำ ได้รับบาดเจ็บแค่ฟกช้ำจากแรงกระแทก แต่อยากเข้ารับอิสลามสุดๆ รู้มาว่าที่เชียงใหม่มีมุสลิมเยอะด้วย ใจหนึ่งก็คิดจะไปมัสยิดไปปรึกษาเรื่องเข้ารับอิสลามเลย แต่ใจหนึ่งก็กังวลสารพัด คิดว่าอยู่บ้าน เป็นมุสลิมยาก สภาพอารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ ไม่นิ่ง กลัวจะปฏิบัติได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ความรู้ก็มีไม่มากพอจะอธิบายสร้างความเข้ากับใครได้ ความสัมพันธ์กับแม่ก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว กลัวจะพูดจากระทบกระทั่งกัน กลัวยายที่อายุกว่า 80 ปี รับไม่ได้แล้วพาลล้มป่วย สุดท้ายก็ได้แต่คิด กลับไปอยู่บ้านตามเดิม แอบวางแผนไว้ว่าจะศึกษาไปก่อน อีกสัก 5 ปี อายุมากขึ้น ออกไปอยู่ที่อื่น แล้วค่อยหาทางเข้ารับอิสลาม

ปี 2550 ได้อัลกุรอานฉบับแปลไทยจากพี่คนหนึ่งที่อยู่เชียงใหม่ ถ้ามีสมาธิก็หยิบมาอ่านบ้าง อ่านทีไรก็ร้องไห้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองผิดที่ไม่กล้าเข้ารับอิสลาม ยังติดอยู่กับการใช้ชีวิตเหลวไหลไร้สาระ ไม่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺจริงๆ แต่เวลาได้ยินข่าวน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟจะระเบิด ก็จะเกิดความรู้สึกกลัววันสิ้นโลกขึ้นมา

ปี 2551 เริ่มรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว (โรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Bipolar Disorder) ทำงานที่ซับซ้อนและงานประจำไม่ได้ หันมาลงทุนทำร้านหนังสือเช่าเล็กๆ ที่บ้าน เหมือนเป็นงานอดิเรก ได้พักผ่อนไปในตัว แต่ทำไปทำมา ยังเครียดไม่หาย เพราะคิดแต่เรื่องหาเงินขยายกิจการวางแผนธุรกิจ ต้องเอาใจลูกค้า ซื้อนิตยสารบันเทิง การ์ตูนญี่ปุ่นเข้าร้านมากขึ้น เกิดความรู้สึกสับสนกับสิ่งที่ทำอยู่ เพราะยิ่งทำก็ยิ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลามไปเรื่อยๆ แล้วภาระหนี้สินก็พันตัว กลัวต้องจมอยู่กับสภาพอย่างนี้ไปอีกนาน ดูไม่มีทางออก ช่วงที่รู้สึกวุ่นวายใจ พอดีกับที่มีผู้ชายเข้ามาจีบเลยคบเป็นแฟน ไม่ได้ยับยั้งชั่งใจ คิดว่าคบเล่นๆ คงไม่เป็นอะไร แต่แล้วปัญหาก็ตามมา เริ่มสำนึกรู้สึกตัวว่ากำลังหลงทาง ห่างจากเป้าหมายชีวิตที่วางไว้ ถัดจากนั้นไม่นาน เพื่อนจากใต้ก็โทรมาถามว่า “เมื่อไหร่เธอจะเข้ารับอิสลาม?” ฉันยังคงปฏิเสธว่าไม่พร้อม แต่ได้ตัดสินใจออกห่างจากสิ่งเหลวไหลไร้สาระเด็ดขาด เริ่มอ่านหนังสือศึกษาศาสนามากขึ้น

ขึ้นปี 2552 มีอินเตอร์เน็ทใช้สะดวก แล้วไปอ่านเจอเรื่องของคุณฮาวาที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแต่สุดท้ายหายได้เพราะอิสลาม (www.islam-talks.com) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ยืนยันและเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉัน ต่อมา ได้สมัครเรียนโครงการ“เรียนรู้อิสลามที่ไม่จำกัด” ของสภายุวมุสลิมโลก(วามีย์) แบบเรียนส่งมาทางไปรษณีย์เป็นวิชาตัฟซีร(บทเรียนจากอัลกุรอาน) จำเป็นต้องอ่านอัลกุรอานเพื่อทำแบบฝึกหัด ยิ่งอ่านก็ยอมจำนนต่อความจริงที่เที่ยงแท้ ได้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง เป็นต้นว่า อัลลอฮฺมีหนึ่งเดียว พระองค์ดำรงอยู่ก่อนทุกสรรพสิ่ง และ เป็นนิรันดร์ อัลลอฮฺไม่เหมือนสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น อัลลอฮฺไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่สิ่งต่างๆ ต้องพึ่งพระองค์ การบ้านของวามีย์ยังมีส่วนที่ให้เขียนคำอ่านอายะฮฺกุรอานเป็นภาษาไทย ฉันไม่รู้ภาษาอาหรับเลยสักนิด ก็เริ่มมองหาคนช่วยเหลือ

19 ก.พ.52 ไปติดต่อที่มัสยิดบ้านเวียงหมอก ห่างจากบ้านไปประมาณ 30 กิโลเมตร ตอนนั่งรถประจำทาง เกิดความรู้สึกวิตกกังวลสารพัด กลัวนั่งเลยป้าย กลัวเขาไม่ต้อนรับ ในใจก็นึกขอให้อัลลอฮฺช่วยเหลือไปตลอดทาง ไปถึง ก็ได้เจอหัวหน้าศูนย์(อาจารย์อิสมาแอล) และภรรยา(กะฮาลีมะฮฺ), ทวีสิทธิ์ หวังสง่า ครูคนใหม่ที่เป็นบัณฑิตจบจากรั้วมหาวิทยาอิสลามยะลา และอาจารย์ชนะ วงค์ศักดิ์ ซึ่งทำงานประจำศูนย์ดูแลมุอัลลัฟ มัสยิดบ้านห้วยมะหินฝน อ.แม่จัน ทุกคนพูดคุยดีให้คำปรึกษา พอฉันได้รู้ว่ามีมุสลิมในพื้นที่อำเภอเชียงของอยู่หลายคนก็ดีใจ คิดว่าถ้าเข้ารับอิสลามจะมีญามาอะฮฺ(กลุ่ม) ไม่โดดเดี่ยว (มัสยิดบ้านเวียงหมอก อยู่ในบริเวณหุบเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนของชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า เป็นมัสยิดเล็กๆ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการอิสลามจังหวัด แต่มีการดำเนินงานในลักษณะองค์กรสงเคราะห์เด็กมุอัลลัฟชาวเขาที่เป็นกำพร้าและ/หรือยากจน ไม่ได้เปิดสอนศาสนากับบุคคลทั่วไป)

วันถัดมา อาการนอนไม่หลับกำเริบ รู้สึกทรมาน ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ใจที่ท้อแท้ก็คิดอยากจะพึ่งยานอนหลับ แต่ใจที่ฝักใฝ่ศาสนาก็ข่มไว้ เลือกเปิดฟังบันทึกเสียงบรรยายจากคอมพิวเตอร์แทน เชคริฎอ ฯบอกว่าอัลกุรอานเป็นยารักษาโรค มีการทดลองให้คนที่เป็นโรคมะเร็งฟังอัลกุรอาน ปรากฏว่าผลการรักษาดีขึ้น ทั้งในคนที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม ก็เอาอย่างบ้าง เปิดอัลกุรอานฟัง จนหลับได้ในที่สุด ทำได้อยู่สองวัน ลำโพงที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์ก็เสีย ฉันก็เริ่มขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ขอให้หายจากอาการพวกนี้ ขอให้ความสัมพันธ์กับแม่ดีขึ้น ขอให้ฉันได้เป็นมุสลิม นอนอยู่ก็ท่อง “ลาอิลาฮะฮฺ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด รอซูลลุลลอฮฺ” สลับกับคำแปลภาษาไทย ท่องไปจนหลับสนิท ไม่ต้องพึ่งยาแม้แต่เม็ดเดียว!

25 ก.พ. 52 อาจารย์ชนะ ติดต่อมา สอนให้กล่าวชาฮาดะฮฺ พอพูดตามจบ แกก็บอกว่า “ตอนนี้เธอเข้ารับอิสลามแล้วนะ อาจารย์เป็นพยาน” ฉันรู้สึกเหมือนโดนมัดมือชกเพราะไม่ได้เตรียมตัว ทราบมาว่าการกล่าวคำปฏิญาณตนนั้น จะต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ใจ ถ้ามีการบังคับ หรือ พูดเล่นๆ ถือเป็นโมฆะ อัลลอฮฺไม่ทรงรับ หนำซ้ำจะโดนข้อหาเป็นคนมุนาฟิก(กลับกลอก) แต่อย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ช่วยทำให้ความรู้สึกกลัวที่จะกล่าวปฏิญาณตนหายเป็นปลิดทิ้ง มาคิดทบทวนว่า จริงๆ แล้วความหมายของคำว่า “อิสลาม” คือ ความสงบสันติ ฉะนั้น การที่ฉันจะยอมรับว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ก็ไม่ใช่เรื่องคอบาดตายอะไรเลย เพราะศาสนาของอัลลอฮฺเป็นทางนำแก้ปัญหาชีวิต และความศรัทธาต่ออัลลอฮฺที่อยู่ในใจของฉันก็ไม่มีใครมาแย่งไปได้ คิดได้ดังนั้น ก็ซักซ้อมการอาบน้ำหลังกล่าวชาฮาดะฮฺ 2-3 รอบ ช่วงเย็นก็หาที่สงบๆ ในบริเวณบ้านกล่าวคำปฏิญาณตน แล้วอาบน้ำตามขั้นตอน เป็นอันเสร็จพิธี

ชีวิตของมุสลิมใหม่
เหมือนเกิดใหม่จริงๆ อัลฮัมดุลลิลละฮฺ(มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ) ความเศร้าหมอง ความวิตกกังวลที่ตกตะกอนอยู่ในใจมานานหลายปีได้มลายหายไป หลับได้เต็มตา ฝันร้ายก็ไม่มี อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในตอนเช้าของวันก็ไม่ปรากฏ สัปดาห์แรก เริ่มตื่นตอนตี่สี่ สมองแจ่มใส มีสมาธิอ่านหนังสือ ฟังบรรยายเรื่องการละหมาด เริ่มจากหัดอาบน้ำละหมาด 5 เวลา ขยับไปฝึกท่าทางการละหมาด จากนั้นพอได้ละหมาดทุกวัน กล้ามเนื้อที่ตึงก็คลาย เส้นเอ็นยืดหยุ่น อาการปวดบริเวณคอ หลัง ไหล่ สะโพก ค่อยๆ ดีขึ้น เพราะปกติจะนั่งทำงานนานๆ ไม่เปลี่ยนท่าทางอิริยาบถ เริ่มรู้สึกอยาก(กิน)อาหาร ขับถ่ายเป็นเวลา แรกๆ มีปัญหาเรื่องการผายลม เพราะระบบย่อยอาหารไม่ดี ทำให้เสียน้ำละหมาด แต่ก็ผ่านบททดสอบตรงนั้นมาได้ 3 เดือนผ่านไป สุขภาพดีขึ้นทันตา ไม่ต้องพึ่งยาเคมีสักขนาน อัลฮัมดุลลิลละฮฺ ส่วนเรื่องการหลงลืม และการทำงานผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ยังมีอยู่ แต่ไม่โมโหหงุดหงิด ไม่โทษตัวเองเหมือนที่ผ่านมา เพียงยิ้มให้ตัวเอง ขอดุอาจากอัลลอฮฺ แล้วลงมือทำใหม่ เพราะความสำเร็จของทุกการงานนั้นขึ้นอยู่กับพระองค์ จึงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ต้องกลัว ดังที่ในอัลกุรอานระบุไว้ว่า “หากว่าอัลลอฮ์ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าก็ไม่มีผู้ใดชนะพวกเจ้าได้ และหากพระองค์ทรงทอดทิ้งพวกเจ้าแล้ว ก็ผู้ใดเล่าจะช่วยเหลือพวกเจ้าได้หลังจากพระองค์ และแด่อัลลอฮ์นั้น ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงมอบหมายเถิด” (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน/160)

ครอบครัวไม่ต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามทั้งหมด เช่น ญาติเลี้ยงหมากันแทบทุกบ้าน ถ้าเรื่องไหนที่เขารู้สึกว่าจะกระทบกับฉัน เขาก็จะสอบถาม ฉันก็อธิบาย เรื่องไหนที่ยังไม่รู้ก็ไปหาข้อมูล ทุกคำถามจะมีคำตอบเสมอ อิสลามมีเหตุผล มีที่มาที่ไป มุสลิมสามารถอยู่ร่วมกับคนในความเชื่ออื่นได้ เพราะการทำอิบาดะฮฺ(การแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ) เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็จะบอกกันว่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี เชื่ออะไรยึดอะไรแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ กับชุมชนแวดล้อมก็ไม่มีปัญหากดดัน เพราะแม่ ลุง ป้าสะใภ้ เป็นข้าราชการครูบำนาญ มีคนรู้จักเยอะ ถ้าคนในครอบครัวไม่มีปัญหา คนอื่นก็ไม่กล้าว่าอะไร อัลฮัมดุลิลละฮฺ ขอบคุณที่พระองค์ทรงตอบรับคำวิงวอนของบ่าวผู้ต่ำต้อยคนนี้

ขอชูโกรต่ออัลลอฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปราณี และขอพระองค์ทรงโปรดประทานความดีงามทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แก่บรรดามุสลิมะฮฺและมุสลิมีนที่มีส่วนร่วมชักนำฉันให้มาสู่วิถีอิสลาม และขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พวกเราห่างไกลจากสิ่งทั่วร้ายทั้งปวงด้วยเทอญ อามีน

สุดท้ายนี้อยากฝากความห่วงใยถึง คุณๆ ที่กำลังมีประสบปัญหาคล้ายคลึงกับฉันในอดีต ถ้าคุณกำลังอ่านเรื่องราวของฉัน เหมือนกับที่ฉันได้อ่านเรื่องราวของคุณฮาวา โปรดเชื่อมั่นเถิดว่านี่คือสัญญาทางนำ(ฮิดายะฮฺ)จากพระผู้อภิบาล พระผู้สร้างที่รอบรู้ทุกเรื่องราวของมนุษย์ มาบำบัดชีวิตด้วยอิสลามกันเถิด
 
 

ที่มาของบทความ
อิสามคือทางรอด
http://www.islam-talks.com/index.php/whyislam/65-new-muslim/47-happ...

binmusaWed Aug 25 2010 10:10:43 GMT+0700 (ICT)