muslimchaingmai / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / ภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย (อินฟาร)

ภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย (อินฟาร)

บทเรียนชีวิต, ความคิดหนุ่มมุสลิมเหนือชื่อ...อิรฟาร
Posted by ปราณชลี ,
พิมพ์หน้านี้

                                   
           
           
เราเจอกันบนถนนสายหนึ่งแถบชุมชนมุสลิมช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่
           
เขาขี่มอเตอร์ไซด์คู่ชีพมาตามนัดหมาย รับหน้าที่เป็นผู้นำทางคณะของเราเดินทางไปด้วยกันยังมัสยิดช้างคลานเพื่อพบปะพูดคุยกับโต๊ะอิหม่ามผู้ดูแลมัสยิด
           
ท่าทีสุดนอบน้อม, คำพูดแสนสุภาพ ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มมุสลิมคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าคนนี้จะเคยสร้างวีรกรรมสุดห้าวหาญจนเฉียดคุกมาแล้ว แต่ด้วยความช่วยเหลือของใครหลายคน และความมุ่งมั่นตั้งใจมีปณิธานแน่วแน่ในศรัทธาของชีวิต เขาดำรงความฝันในการต่อสู้ไว้อย่างเหนียวแน่น
           
แต่แทนที่จะกระทำด้วยกำลังหรือความรุนแรงดังเช่นเก่าก่อน ถึงขั้นนำน้ำมันใส่ขวดขว้างใส่สถานกงสุลอเมริกัน ในเมืองเชียงใหม่ เพียงเพราะไม่พอใจวิธีปฏิบัติของอเมริกาต่ออิรัก เขาหันกลับมาใช้ปัญญา ความคิด และความยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่มุ่งหวังด้วยวัยของคนหนุ่มเพียง ๒๕ ปี
           
ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์น่าจะช่วยเมืองไทยได้ อย่างนักการเมืองเป็นอีกแบบหนึ่ง โกงได้ก็โกงกันไป แต่เมืองไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด ถ้ามองอย่างสมัยเราออกค่าย ในหลวงก็เหมือนออกค่ายตลอด น่าชื่นชมมาก ถ้าเราทุกคนยึดในหลวงเป็นต้นแบบ คงช่วยประเทศไทยได้เยอะมากด้วยแววตา, ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่า เขาศรัทธาในสิ่งที่เขาพูด-อย่างสุดใจ
           
.....................................................................
           
ที่พิษณุโลก, พ่อของ อิรฟารหรือปิ่นหรือชื่อเต็มคือนายภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย นับถือศาสนาพุทธมาก่อน แต่เมื่อมาแต่งงานกับแม่ซึ่งนับถืออิสลาม จึงรับศาสนาอิสลามเป็นแก่นชีวิต
           
ตอนเด็กขณะที่เรียนอยู่ที่พิษณุโลก พอวันเสาร์ผมจะเรียนเรื่องหลักศาสนาอิสลาม เช่น จะละหมาดอย่างไร หลักปฏิบัติทางศาสนามีอะไรบ้าง พ่อรับอิสลามเพราะมาแต่งงานกับแม่ ก็เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน หลักๆ แม่จะเป็นคนสอน สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในหลักศาสนาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากแม่ ฟังมาเรียนมาตลอด ก็รู้สึกว่าใช่แน่ๆ
           
เด็กน้อยอิรฟาร ถูกปลูกฝังเรื่องศรัทธาในศาสนาเช่นมุสลิมทั่วโลกอย่างที่เรียกกันว่า ชีวิตคือศาสนา ศาสนาคือชีวิตขณะเดียวกันเขาเรียนหนังสือสายสามัญเช่นเด็กนักเรียนทั่วไปอยู่ที่พิษณุโลกจนถึง ม.๑ จึงย้ายมาเรียนต่อที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เพราะแม่ไปเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น กระทั่งจบ ม.๖ จึงได้โควต้าไปเรียนต่อคณะอุตสาหกรรมอาหาร (Food Science) ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
           
ตอนอยู่สุโขทัย เวลาไปโรงเรียนมีเพียงผมกับพี่ที่เป็นมุสลิม นอกนั้นเป็นพุทธหมด แต่ไม่มีปัญหาอะไรในสังคมรวมหมู่ พอมาอยู่เชียงใหม่ช่วงแรกๆ ต้องปรับตัวบ้าง ที่นี่โดยสภาพแวดล้อมแล้วเราก็เป็นคนกลุ่มน้อยเหมือนกัน ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่เชียงใหม่นักศึกษามุสลิมจะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เกาะกันเป็นกลุ่ม มีชมรมมุสลิม มีพี่ๆ คอยดูแลเทคแคร์ให้พออบอุ่น สามปีสี่ปีก็ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือกันเท่าที่พอมีกำลัง
           
เส้นทางชีวิตของ อิรฟาร ในฐานะนักศึกษาแม่โจ้ น่าจะเป็นเส้นทางที่มีอนาคตสดใสรออยู่ ด้วยความมุ่งมั่นในการเรียนและใส่ใจทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันจนแทบหักเหชะตาชีวิตไปอีกด้านหนึ่ง เพียงเพราะเขาลงมือกระทำการเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ณ เวลานั้น
           
มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิรักซึ่งก่อความตึงเครียดมาโดยตลอด!!
           
กระทั่งวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้บังคับเครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์และอาคารกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
           
เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่ง คำถามคาใจมากมาย และหนึ่งในคนที่ตั้งคำถามก็คืออิรฟารนั่นเอง !!
           
           
ต่อมาด้วยผลพวงจากเหตุการณ์ ๙/๑๑ ได้นำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย และถึงจุดหักเหสำคัญเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง แต่ในที่สุดไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก แถมประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างถึงที่สุด
           
ช่วงที่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ออกแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก เป็นห้วงขณะที่ อิรฟาร เรียนอยู่ปี ๓ ที่แม่โจ้ และอยู่ในช่วงฝึกงาน เขาสั่งสมความรู้และได้ศึกษาเหตุการณ์มาเรื่อยๆ จนมีชุดคำตอบอยู่ในใจแล้ว
           
หลังจากที่บุชออกมาแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก ตามความคิดของผมไม่อยากให้ทำเพราะรู้อยู่แล้วว่าเข้าไปก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ จึงปรึกษาทางกลุ่มผู้นำศาสนาที่เชียงใหม่เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน เขาบอกว่าทางคณะกรรมการกลางอิสลามที่กรุงเทพฯ ดำเนินการแล้ว ทางเชียงใหม่เลยไม่ทำ แต่ผมเองอยากให้เขารู้ว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ด้วย จึงส่งจดหมายเข้าไปที่สถานกงสุลอเมริกัน ถนนช้างม่อย เชียงใหม่ วิธีที่ผมส่งคือเขียนจดหมายใส่ไว้ในขวดแล้วนำไปโยนเข้าไป เนื้อหาบอกว่าให้หยุดการกระทำเสีย หากไม่หยุดจะบุกไปเผาสถานกงสุลฯ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะเผาจริงๆ แต่อยากให้เขาหยุด เขาน่าจะห่วงคนของเขาบ้าง แต่ในที่สุดเขาก็บุกเข้าอิรักจนได้ ในขณะที่เรื่องทุกอย่างเงียบหายไป
           
๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ หลังผ่านพ้นเส้นตายเพียงไม่กี่ชั่วโมง สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรัก โดยพุ่งเป้าที่ระบบและศูนย์การควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสารของอิรักโดยเน้นเป้าหมายที่ผู้นำของอิรักโดยตรง
            ๒๑ มีนาคม-๙ เมษายน ๒๕๔๖ สหรัฐฯ และอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดระบอบการปกครองของซัดดัม
           
ขณะที่อเมริกายังบุกอิรักอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นช่วง เดือนรอมฎอนเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก อิรฟาร จึงตัดสินใจอีกครั้งขณะดำรงตำแหน่งอุปนายกภาคเหนือของสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิม
           
มันเป็นความกดดันส่วนตัวของผมด้วย เพราะตอนนั้นผมมีตำแหน่งอยู่ เหมือนเป็นผู้นำเขาแต่เราทำอะไรไม่ได้ ทำในสิ่งที่เราอยากทำไม่ได้ เรารู้ว่าการเดินขบวนหรือทำอะไรก็ตามมันไม่มีผล แต่อยากให้เขาเข้าใจเราบ้าง จึงตัดสินใจใช้วิธีนำขวดใส่น้ำมันไปโยนใส่สถานกงสุลอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง
           
ผลต่อเนื่องที่ตามต่อมา อิรฟาร ถูกจับและถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและข้อหาเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง ต้องสู้คดีอยู่ ๒ ปี โดยในเบื้องต้นเขาปฏิเสธทุกข้อหาเนื่องจากมีผู้ให้คำแนะนำว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีรอให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน เพราะตอนนั้นใกล้จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
           
ขณะเดียวกันในระหว่างนั้น อิรฟาร ใกล้จะสำเร็จการศึกษาในระยะเวลา ๔ ปีพอดี และอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไฟเขียวให้เรียนต่อได้ไม่ถึงขั้นต้องไล่ออก เพราะทางผู้ใหญ่ที่นับถือหลายคนช่วยอธิบายเหตุผลให้อธิการบดีฯ เข้าใจว่าประเด็นที่ทำไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นไปฆ่าคน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ จนในที่สุดอธิการฯ เข้าใจและให้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี หลังจากนั้นให้เรียนต่อปริญญาโทเพื่อรักษาภาพของนักศึกษาเพื่อการสู้คดีด้วย
           
ก็หาคณะที่อยากเรียนแต่เราสมัครไม่ทัน อาจารย์ให้ไปดูสาขาที่อยากเรียนเพิ่ม ไปเจอสาขาวิชาพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หรือคณะปฏิบัติการทางการเกษตร หลักสูตร ๒ ปี ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ผมศึกษาดูแล้วเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องโครงการพระราชดำริต่างๆ การวางแผนพัฒนาอย่างไรเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคม ได้เรียนทฤษฎีแต่ละวิชาเรียนที่เกี่ยวกับปรัชญาการพัฒนา การวิเคราะห์พื้นที่พัฒนา การบริหารโครงการพัฒนา ผมว่าดีมาก อย่างเราทำงานก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ได้เยอะ เหมือนปิรามิดหัวกลับทำให้มองภาพกว้างขึ้น รู้อะไรกว้างขึ้น
           
           
และ, ในที่สุดช่วงเรียนใกล้จะจบระดับปริญญาโท อิรฟาร ตัดสินใจยอมรับสารภาพในสิ่งที่ได้กระทำ !!
           
เราดูว่ายอมรับแล้วจะติดคุกไหมหรือต้องรอลงอาญา เพราะจะมีผลกระทบกับเราโดยตรง เครียดด้วย ถ้ารอแล้วเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายก็ไม่เป็นไร เพราะโดยส่วนตัวเราไม่มีอะไรอยู่แล้ว ก็คุยปรึกษากับทนายจนตัดสินใจรับสารภาพ กระทั่งศาลตัดสินให้รอลงอาญาสองปี ต้องคุมประพฤติด้วย ตอนนั้นพี่ๆ ที่เรียนด้วยกันก็เข้าใจ คอยให้กำลังใจ ส่วนสังคมภายนอกนั้นตอนเกิดเหตุใหม่ๆ จะมองเราว่าเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า อย่างเมื่อก่อนเข้าไปที่ไหนเขาต้อนรับ แต่พอมีเหตุเขาก็กลัวว่าเข้ามาแล้วเขาจะเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบเราตลอด อย่างเมื่อก่อนผมจะไปช่วยงานมัสยิดตลอด หลังๆ มาก็ค่อยๆ หายไป เรารู้ตัวไปโดยปริยายเพราะผมไปที่ไหนก็มักจะโดนตรวจหมด
           
ห้วงระหว่างความเป็นความตายของชีวิตวัยหนุ่มว่าจะเดินไปสู่หนใด? อิรฟาร ได้รับการชักชวนจากนักศึกษารุ่นพี่ให้ไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ๖ เดือน เป็นการทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเมล็ดพืชจำพวกยูคาลิปตัสแถวห้วยแก้ว เมื่อจบโครงการแล้วรุ่นพี่อีกคนแนะนำให้ไปทำงานช่วยวิจัยที่ดอยอ่างขาง แม่แจ่ม และตามด้วยงานวิจัยที่สวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเพิ่งหมดสัญญาไป
           
ตอนจบใหม่ๆ ผมเคยคิดจะลงไปทำงานที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ทำเรื่องไว้หมดแล้ว ได้ไปแน่ แต่แม่ไม่ให้ไปเพราะกลัว ตอนนั้นปี ๒๕๔๙ เหตุการณ์ในพื้นที่เริ่มรุนแรงแล้ว แต่โดยส่วนตัวอยากลงไปช่วย เราอยากรู้ว่าหากลงไปพัฒนาพื้นที่อย่างที่เราฟังมา รู้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ข่มเหงชาวบ้าน เราเองไปทำหน้าที่ในฐานะคนของรัฐก็น่าจะมีส่วนช่วยให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นได้ เพราะมีแต่คนไม่อยากลงไป แต่ผมมองเรื่องการทำงานมากกว่า อาจารย์ที่เคารพนับถือก็เห็นดีด้วยเพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่ แต่ตอนหลังอาจารย์บอกว่าให้ฝึกงานที่เชียงใหม่ให้เก่งๆ ก่อน
           
เหตุผลประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะคำทัดทานจากมารดาบังเกิดเกล้า ทำให้เขาต้องตัดสินใจเบนเส้นทางชีวิตใหม่ เพราะเขามีความเชื่อว่า สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา เมื่อแม่ไม่ยอมไม่เห็นด้วย คนเป็นลูกก็ไม่ควรจะฝืนกระทำ
           
ต่อมาด้วยข้อจำกัดในการหางานของเด็กจบใหม่ทำให้ อิรฟาร ได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ว่า มนุษย์ ๖ เดือนเนื่องจากงานแต่ละแห่งที่ได้ทำเป็นเพียงงานช่วงสั้นๆ ไม่ใช่งานประจำที่สามารถลงหลักปักฐานได้แน่นอนในระยะยาว
           
ความจริงแล้วเรื่องนี้รัฐน่าจะมีนโยบายรองรับนักศึกษาที่จบมาใหม่ๆ คือจบแล้วมีงานทำเลย อย่างที่มาเลเซียหรือดูไบ เขาจะตั้งโครงการไว้ก่อนเลยว่ามีบริษัทไหนต้องการคนงานจบด้านไหนก็วางไว้ที่มหาวิทยาลัยเลย ผมเองกลายเป็นคนไม่มีงานประจำทำทั้งที่เรียนจบมาสูงพอสมควร
           
อย่างไรก็ตาม แม้นจะไม่มีฐานะมั่นคงอะไรนัก แต่สิ่งที่ อิรฟาร ยังปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดมา คือการช่วยดูแลพี่น้องมุสลิมที่เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาศึกษาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ จนตั้งก่อตั้งเป็นชมรมมุสลิมที่คอยให้ความช่วยเหลือกันได้สำหรับคนไกลบ้าน
           
เป็นความผูกพันครับ เหมือนว่าเรามีวันนี้ก็เพราะชมรมฯ นี้ อย่างถ้าเราไม่เจอชมรมฯ นี้ก่อนอาจหลุดไปก็ได้ ตอนเข้าปีหนึ่งมีเด็กหลุดไปบ้างเหมือนกัน ทำอะไรไม่ดีไปบ้าง พอมาเจอชมรมฯ เจอรุ่นพี่ ได้มาคุยมาแลกเปลี่ยนกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนเราอยากให้มีตรงนี้เพื่อคอยสร้างคนรุ่นต่อไปให้โชคดีเหมือนเรา มันเป็นหน้าที่ว่าเราอยู่ตรงนี้ เราต้องช่วย รุ่นพี่เก่าๆ ช่วยเราไว้เยอะเราก็ประทับใจ เรารู้ว่าทำยังไงให้น้องประทับใจ เรารู้สึกดีด้วยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ
           
นอกเหนือจากนี้ เขายังรับเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ตามบ้าน หากบ้านไหนไม่มีเงินเขาพร้อมจะสอนให้ฟรี และโดยส่วนตัวยังเลี้ยงแพะเพื่อสร้างรายได้เสริมให้ตัวเองบ้าง เหมือนการดำเนินรอยตามวิถีและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเคร่งครัด ส่วนเวลาว่างเขาจะคอยติดตามเหตุการณ์เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่เสมอเพราะมีความเป็นห่วงบ่วงใยทุกคนในพื้นที่ พร้อมกับอ่านหนังสือวิชาการต่างๆ นอกเหนือจากที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะงานที่เกี่ยวเนื่องกับการทำวิจัยที่รับผิดชอบ
           
           
นับเป็นความโชคดี ตอนนี้ผมได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่มาเลเซียเป็นเวลาสองเดือน เป็นทุนขององค์กรแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย เขาดูแลค่าใช้จ่าย ค่าที่อยู่ที่พักฟรีหมด เรียนลงลึกด้านศาสนาและการปฏิบัติ เรียนเสร็จผมก็หวังจะนำมาเผยแพร่ในชุมชน ไปเรียนกันมาหลายรุ่นแล้ว ผมเองได้รับคำแนะนำมาอีกทีหนึ่ง คนที่เคยไปเขารับรองให้
           
อิรฟาร มองว่า การที่มีโอกาสได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาที่มาเลเซีย จะเป็นช่องทางเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง เป็นการสร้างโอกาสเรื่องภาษา การเรียนรู้วัฒนธรรม กลับมาเมืองไทยแล้วจะทำให้มีโอกาสที่ดีขึ้น เขามุ่งหวังอยากทำงานด้านการพัฒนา ช่วยเหลือสังคม โดยที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย
           
...................................................................
           
หลังเยี่ยมเยียนมัสยิดช้างคลานและร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในร้านอาหารมุสลิมข้างมัสยิด พวกเราต่างพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยความเป็นมิตร แม้นจะรู้จักกันได้ไม่นาน ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมคณะแอบชื่นชมความคิดของคนวัยหนุ่มที่ผ่านบทเรียนร้าวรานในชีวิตจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด
           
แต่ในวันนี้เขามีท่าทีสุขุม เยือกเย็น และความคิดเต็มไปด้วย ความใฝ่ฝันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง
           
ถึงตอนนี้เคยมองย้อนกลับไปไหมว่าถ้าเลือกได้ ในเวลานั้นจะทำเหมือนที่ได้ทำไปแล้วหรือไม่ข้าพเจ้าโยนคำถาม
           
นิ่งไปพักหนึ่ง เขาให้คำตอบพร้อมแววตาที่เปี่ยมประกายว่า ผมมองว่าถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานกงสุลอเมริกัน แต่จะไม่ใช้วิธีรุนแรงอย่างที่ทำมาแล้ว คงไม่ใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย อาจมีเดินขบวนบ้างอะไรบ้างก็ว่ากันไปตามสิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาผมพบว่าทำไปแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่กลับเสียทั้งเงินทอง เงินประกันตัว พ่อแม่หมดเงินไปเยอะ ต้องไปกู้เขามา แถมเรายังทำให้เขาเสียใจอีก ทุกฝ่ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะมีก็แต่ความสูญเสีย
           
ข้าพเจ้าถามย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บทเรียนอะไรแก่ชีวิตบ้าง?
           
คิดก่อนทำครับเขาตอบ ก่อนเราจะร่ำลาจากกัน...ด้วยมิตรภาพและรอยยิ้มอันแสนสุข.
           
เผยแพร่ครั้งแรก : ศูนย์ข่าวชายแดนใต้ www.stbnews.net
           
           

ที่มา http://www.oknation.net/blog/narapong-sak/2007/11/13/entry-1

binmusaSat Apr 10 2010 09:42:51 GMT+0700 (ICT)