muslimchaingmai / ชาติพันธ์ ที่มา มุสลิมเชียงใหม่และภาคเหนือ / ประวัติที่มาของมุสลิม จังหวัด นครสวรรค์

ประวัติที่มาของมุสลิม จังหวัด นครสวรรค์

ประวัติที่มาของมุสลิมในจังหวัดนครสวรรค์ 
 


เมื่อประมาณ 100 ปีเศษที่ผ่านมา ได้มีมุสลิมชาวปาทานครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกในครอบครัว 4-5 คน เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร ได้มาตั้งรกรากที่ตำบลปากน้ำโพ บริเวณด้านหลังอำเภอเมืองปัจจุบัน โดยประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ และฆ่าโค กระบือจำหน่ายในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ ต่อมาได้มีมุสลิมชาวปาทานอพยพมาจากจังหวัดใกล้เคียง เข้ามาอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์อีกหลายครอบครัว และในเวลานั้นตลาดปากน้ำโพการค้าขายดีมาก มีเรือแพผ่านไปมาหนาแน่น บริษัทค้าไม้ซุงของฝรั่งก็มาตั้งทั้ง 2 ฝั่ง แม่น้ำ ดังนั้น มุสลิมปาทานจึงเข้าทำงานกับบริษัทฝรั่งโดยเป็นหัวหน้าคนงานวัดไม้ซุง และเป็นยามดูบริษัทและแพซุงที่พักอยู่ที่ท่าน้ำ ในระยะนั้นได้มีมุสลิมเชื้อสายมลายูจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อพยพขึ้นมาอยู่เป็นหลักแหล่ง อีก 2-3 ครอบครัว โดยอยู่บนเรือนแพในแม่น้ำน่านหน้าวัดตะแบกปัจจุบัน โดยมีอาชีพทำเทียนหอมสำหรับอบขนม เทียนสีผึ้ง และน้ำอบไทย สีผึ้งสำหรับสีปากจำหน่าย ปัจจุบันลูกหลานยังทำอาชีพนี้อยู่และอยู่เรือนแพ ณ ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง 


ส่วนมุสลิมชาวบังกลาเทศที่จังหวัดตาก ได้อพยพลงมาตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกับมุสลิมปาทาน 2-3 ครอบครัว โดยยึดอาชีพขายโรตีกับน้ำชาเป็นร้านเล็ก ๆ ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ ในระยะเวลานั้นได้มีมุสลิมชาวอินเดียเดินทางขึ้นมาจากกรุงเทพมหานคร ได้เปิดห้างขายผ้าที่ใหญ่โตของจังหวัดนี้ (ตั้งอยู่ที่ห้างนาฬิกาเมืองไทยปัจจุบัน) อีกหนึ่งครอบครัว คนเก่าคนแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดรู้จักมุสลิมชาวอินเดียผู้นี้ดีในนาม “นายห้างมูซายี” ได้เลิกกิจการไปในระยะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกลับไปกรุงเทพมหานคร ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2475 ได้มีมุสลิมชาวปาทานหลายครอบครัวจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาทำมาหากินในจังหวัดนครสวรรค์เพิ่มขึ้น เพราะเป็นทำเลที่เหมาะสมแก่การค้าขายและเลี้ยงปศุสัตว์ ส่วนใหญ่จะเดินทางขึ้นมาจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดตาก จังหวัดตากนั้นเป็นประตูที่มุสลิมปาทานเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมากจังหวัดหนึ่ง ในระยะเวลานั้นจังหวัดนครสวรรค์มีมุสลิมทำมาหากินอยู่ประมาณ 7-8 ครอบครัว ประชากรมุสลิมประมาณ 18-20 คน ผู้อาวุโสจึงได้ปรึกษากันเพื่อหาวิธีที่จะสร้างสถานที่นมัสการพระผู้เป็นเจ้า (มัสยิด) และจัดซื้อที่ดินเป็นสุสานขึ้น พี่น้องมุสลิมทุกครอบครัวได้เสียสละเงินตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละครอบครัว เพื่อซื้อที่ดินเพื่อสร้างเป็นมัสยิดและสุสาน เมื่อซื้อที่ดินได้เรียบร้อยแล้ว จึงก่อสร้างมัสยิดขึ้นเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง ที่ดิน 71 ตารางวา (ตั้งอยู่ในที่ที่มัสยิดปากีสถาน นครสวรรค์ ตั้งอยู่ ณ ปัจจุบันนี้) ส่วนสุสานนั้นมีเนื้อที่ 2 ไร่ กับ 2 งานเศษ 


ปัจจุบันสุสานนี้อยู่ด้านหลังโรงแรมสตาร์อินน์ ถนนดาวดึงส์ มัสยิดเรือนไม้นั้น เวลานั้นไม่ได้จดทะเบียนกับทางราชการ พ.ศ. 2500 มุสลิมในจังหวัดมีจำนวนเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีมุสลิมเชื้อสายมลายู บังกลาเทศ พาครอบครัวเข้ามาทำมาหากินในจังหวัดนครสวรรค์อีกหลายครอบครัว เพราะเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินง่าย เหมาะแก่การค้าขาย จึงปักหลักอยู่ ณ จังหวัดนี้ตลอดมา ตัวอาคารไม้มัสยิดเริ่มคับแคบต่อการนมัสการ (ละหมาด) ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ในวันศุกร์ และวันอีด ทั้ง 2 วัน (คือวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และวันเชือดสัตว์พลี) ดังนั้นผู้มีอาวุโสได้ปรึกษากัน และมีความเห็นให้สร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้น ณ ที่เดิมเป็นอาคารคอรกรีตทันสมัย สวยงาม บรรจุผู้เข้ามาทำพิธีละหมาด (นมัสการ) ได้ประมาณ 250 คน โดยให้ชื่อว่า มัสยิดปากีสถาน นครสวรรค์ ได้จดทะเบียนกับอำเภอเมืองนครสวรรค์ถูกต้อง ทำการเปิดป้ายมัสยิดโดยท่านจุฬาต่วน สุวรรณศาสตร์ ซึ่งเป็นจุฬาราชมนตรีในขณะนั้น (พ.ศ.2503) 


ปัจจุบันเปิดให้สัปบุรุษของมัสยิดและผู้เดินทางผ่านไปมาเข้าทำการละหมาดได้ตลอดทั้งวัน 5 เวลาทุกวัน ส่วนวันศุกร์มีละหมาด และมีการบรรยายธรรมเป็นภาษาไทย ส่วนคุตบะฮ์นั้น อ่านเป็นภาษาอาหรับทั้ง 2 ตอน ตามแบบอย่างของท่านศาสดามุหัมมัด คอ์ลฯเวลานี้ทางมัสยิดได้รับบริจาคที่ดินประมาณ 2 ไร่ อยู่ห่างจากมัสยิดประมาณ 3 กิโลเมตร ทางถนนสายไปจังหวัดพิษณุโลกตรงข้ามโรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม มีอาคารสำหรับห้องสอนด้านศาสนา และจัดอบรมเยาวชนในภาคฤดูร้อน 

มุสลิมในจังหวัดนครสวรรค์มีประมาณ 85 ครอบครัว มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลาม 1,216 คน กระจายอยู่ในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัด แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ ชาวมุสลิมจะเดินทางมาร่วมกันทำละหมาดวันศุกร์ และวันสำคัญทางศาสนาที่มัสยิดปากีสถานนครสวรรค์เป็นประจำ คือ วันฮีดละศีลอด หรือวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และวันอีดคุรบาน คือวันเชือดสัตว์พลี 

สถานที่ตั้งมัสยิด จังหวัดนครสวรรค์ 


อยู่เลขที่ 154 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีอิหม่าม ชื่อนายฮัจญีเปิ้ม ปาทาน มีคอเต็บชื่อ นายอับดุลฮามิ อิบราฮิม มีบิหรั่นชื่อ นายเมดาร์ อิสลาม และคณะกรรมการมัสยิดอีก 12 คน101 

ที่มา http://www.nsru.ac.th/culture/nwculture/lesson3/32/325/lesson3256.html

binmusaThu Sep 16 2010 16:20:03 GMT+0700 (ICT)