muslimchaingmai / ศาลาพักใจ / วังสราญรมย์ ในแบบที่คุณไม่รู้จักมาก่อน...

วังสราญรมย์ ในแบบที่คุณไม่รู้จักมาก่อน...

 

ขอเกริ่นหน่อยนะค้าบว่า บทความนี้เฮนรี่เป็นคนทำขึ้นและรวบรวมมาจากหลายที่มา ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี แค่อยากชี้ให้เห็นอีกแง่มุมของ "วังสราญรมย์" ที่ไม่ใช่แหล่งขายประเวณีแต่อย่างเดียวค้าบ
 
เฮนรี่เคยสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงได้ขาย หรือเรียกได้ว่าตั้งแผงกันมาช้านาน โดยที่ สราญรมย์และรอบกำแพงวัดพระแก้วนั้น เป็นแหล่งชายขายบริการ และที่ไม่ไกลจากนั้นเลย คือคลองหลอด ราชดำเนินกลาง และสนามหลวง แหล่งขายบริการของผู้หญิงหากินตอนกลางคืน
 
สถานที่อันเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพ กลายเป็นสถานที่สำหรับแบบนี้หรือ ??? ผมไม่ได้คิดดูหมิ่นอาชีพของเขา เพราะผมคิดว่าเขาคงหมดซึ่งหนทางทำมาหากิน ผมเห็นใจด้วยซ้ำ ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอก แต่สถานที่แห่งนั้นเป็นแหล่งเพราะเชิ้อ HIV ชั้นดี สำหรับคนที่มักมากและไม่ยั้งคิดค้าบ
 
ด้วยความที่ว่า บ้านเฮนรี่อยู่เขตพระนคร กทม(ไม่บอกนะที่ไหน แต่บอกได้ว่าเดินไปที่แห่งนั้นยังได้ อิอิ) ผมจึงมาถึงบางอ้อที่ว่า "สราญรมย์ และ บริเวณโดยรอบใกล้เคียง" เป็นทำเลเหมาะในการประกอบธุรกิจขายน้ำ เนื่องจากเงียบ สงบจนน่ากลัว การเดินทาง และการจราจรแถวนั้นยามค่ำคืน ช่างเปลี่ยวและวังเวง แถมทั้ง มิจฉาชีพ ยังแฝงตัวมาในคราบขายบริการเสมอ..... พ่อของเฮนรี่เล่าให้ฟังว่า อดีตที่สวนสาธารณะสราญรมย์ เป็นแหล่งนัดพบของพวก ชายรักชาย หรือไม่ก็ ชายหญิงมาลักลอบได้เสียกันจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วค้าบ....เอาเป็นว่าเฮนรี่อยากจะสะท้อนอีกแง่มุมของ สถานที่แห่งนี้ผ่านตัวอักษรและให้เยาวชนรุ่นต่อๆไปได้รับทราบข้อมูลอันแท้จริงค้าบผม...^_^
 
 
 
พระราชวังสราญรมย์ เป็นวังที่ตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง กับวัดราชประดิษฐ์ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นบ้านพักรับรองพระราชอาคันตุกะ
พระราชวังสราญรมย์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น ออกแบบโดย เฮนรี อาลาบาศเตอร์เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2409 โดยมีเจ้าพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (เพ็ง) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อใช้เป็นที่ประทับ พระราชทานนามว่า สราญรมย์ แต่เสด็จสวรรคตก่อนที่จะสร้างเสร็จ
ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานวังสราญรมย์ให้เป็นที่ประทับชั่วคราว ของเจ้านายเมื่อแรกออกจากวังหลวง ก่อนที่วังประทับถาวรจะก่อสร้างแล้วเสร็จ อาทิเช่นเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงประทับเมื่อ พ.ศ. 2419 - 2424 ระหว่างก่อสร้างวังบูรพาภิรมย์ ต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ เช่น อาทิ เจ้าชายแห่งญี่ปุ่น มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย (พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2)เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ พระราชอาคันตุกะพระองค์แรกที่เข้ามาประทับคือ เจ้าชายออสการ์ เมื่อ พ.ศ. 2427
เมื่อ พ.ศ. 2428 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงขอพระราชทานวังสราญรมย์ ให้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาจึงย้ายไปที่ตึกราชวัลลภ ในพระบรมมหาราชวัง ใน พ.ศ. 2430 วังสราญรมย์ จึงใช้เป็นบ้านพักรับรองพระราชอาคันตุกะ เรื่อยมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์โปรดให้เรียก "วังสราญรมย์" เป็น "พระราชวังสราญรมย์" ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2459
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ให้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศ อีกครั้ง เนื่องจาก ตึกราชวัลลภ ในพระบรมมหาราชวังชำรุดทรุดโทรมลงมาก และใช้เป็นที่ทำการถาวรจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้พระราชวังสราญรมย์ยังเคยเป็นสถานที่ที่ชาติสมาชิกก่อตั้งอาเซียน 5 ประเทศ อันได้แก่ ไทยมาเลเซียสิงคโปร์อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ลงนามในปฏิญญากรุงเทพ หรือ ปฏิญญาอาเซียน ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ทำให้อาเซียนถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการ

 
วังสราญรมย์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2409 ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชดำริที่จะใช้เป็นที่ประทับภายหลังจากทรงสละราชสมบัติแก่ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชโอรส ซึ่งบริเวณที่โปรดฯ ให้สร้างนี้อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับวัดราชประดิษฐ์ โปรดฯ ให้เจ้าพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (เพ็ง) เป็นผู้ดูแลงานก่อสร้าง พระราชทานนามว่า "สราญรมย์" แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

 
การก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชประสงค์จะพระราชทานวังสราญรมย์ให้เป็นที่ประทับของเจ้านายเมื่อแรกออกจากวังก่อนที่วังประทับถาวรจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ต่อมาภายหลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมและตกแต่งวังสราญรมย์เพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่วังสราญรมย์ได้รับหน้าที่เป็น "บ้านพักรับรอง" ของพระราชอาคันตุกะสำคัญ อาทิ เจ้าชายแห่งญี่ปุ่น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เมื่อครั้งยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรุสเซีย เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวังสราญรมย์ อันทำให้สถานที่นี้กลายมาเป็นที่ทำการกระทรวงแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ เกิดขึ้นเมื่อ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรปการ (พระยศในขณะนั้น) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในปี พ.ศ. 2428 ได้กราบบังคมทูลพระประสงค์ขอมีที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศขึ้นโดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ให้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศ ในปีนั้นเอง

กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำการอยู่ ณ วังสราญรมย์ได้ราว 2 ปี ก็ได้ย้ายไปทำการที่ตึกราชวัลลภในพระบรมมหาราชวัง ส่วนวังสราญรมย์นั้น ก็ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นบ้านพักรับรองพระราชอาคันตุกะอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 
ต่อมาในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตึกราชวัลลภชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ให้กลับมาเป็นที่ทำการถาวรของกระทรวงการต่างประเทศดังเดิม

วังสราญรมย์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น ออกแบบโดย เฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ลักษณะอาคารดั้งเดิมนั้น มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรบรรยายไว้โดยเจ้าชายออสการ์ พระราชอาคันตุกะพระองค์แรกที่เข้ามาประทับใน พ.ศ. 2427 ว่า

"วังสราญรมยา ซึ่งเป็นบ้านของพวกเรานี้ เป็นตึกแบบตะวันออก มีลานกว้างอยู่หลายแห่ง พื้นเป็นหินอ่อน มีเสาเรียงเป็นแถว บริวารของเราอยู่ตามห้องซึ่งจะมองลงมาข้างล่างเห็นเป็นชาลาโล่ง รอบชาลาเป็นระเบียงมีหลังคาคลุม แบ่งออกเป็นสี่ตอน เพราะมีระเบียงอื่นตัดผ่าน เราจึงได้อยู่รวมกันในที่แห่งเดียวกันนี้ และอาจมาพบปะกันได้ตามระเบียงที่ร่มเย็นสบาย ซึ่งเขาจัดวางเก้าอี้ไว้ให้ หรือไม่ก็ไปพบกันในห้องบิลเลียด?บริเวณ ?วังของเรา? ตามที่เราเรียกกันนี้ มีอุทยานงามแปลกตา มีที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น กวาง ลิง เสือดำตัวหนึ่ง กับสัตว์สี่เท้าอื่นๆ รวมทั้งนกด้วย"

 
วังแห่งนี้ เคยได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2441 โดยใช้เวลาประมาณหนึ่งปีมี นายคาร์โล อาแลกรี ชาวอิตาลี เป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง โดยกรมโยธาธิการเป็นผู้ดำเนินการ โดยด้านหน้าของวังซึ่งเป็นส่วนที่ทำขึ้นใหม่ในครั้งนั้น ประกอบด้วยมุข 3 ด้าน ที่หน้าจั่วกลางซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักมีตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประกอบไปด้วย พระมหามงกุฏ แวดล้อมด้วยเบญจปฎลเศวตฉัตร 1 คู่ อยู่ด้านบน ด้านล่างเป็นตราไอยราพต (ช้าง 3 เศียร) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 4 อันมีความหมายถึงพระราชอาณาจักร ส่วนล่างสุดเป็นราชสีห์และคชสีห์

 
มุขอีกสองด้านซึ่งเป็นปีกอาคารด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นจั่วรูปสามเหลี่ยม มีตราพระเกี้ยวอยู่ตรงกลาง มุขทั้งสามนี้ชั้นบน ทำเป็นระเบียง มีเสารับหน้าบัน ภายในตัวอาคารมีสนามตรงกลาง มีประติมากรรมประกอบน้ำพุซึ่งเป็นของเดิมแต่ครั้งเริ่มสร้าง ทางเดินชั้นบนเป็นระเบียงยาวเดินได้ตลอด ชั้นล่างมีคูหาเป็นช่อง มีประดับลายฉลุไม้ที่ชายคา ภายในวังสราญรมย์ประกอบด้วยห้องซึ่งมีความงดงามอลังการอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชั้นบนซึ่งเคยใช้เป็นห้องพักของพระราชอาคันตุกะหรือที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์มาก่อน

 
บริเวณคอร์ทภายในซึ่งเป็นลานโล่งกว้าง มีประติมากรรมน้ำพุประดับ

ห้องที่เปรียบเสมือน ท้องพระโรง ของวังสราญรมย์ ใช้เป็นห้องสำหรับลงนามในสนธิสัญญาสำคัญต่างๆ ที่หน้าห้องมี"ประตูบัวแก้ว" เป็นบานประตูไม้สัก 4 ชิ้น ส่วนบนเป็นรูปโค้ง มีลายแกะสลักฉลุสีทองเป็นตราบัวแก้วใหญ่ ตราบัวแก้วน้อยและดอกบัวหลวง

 
ประตูบัวแก้ว
งดงามและสูงค่าด้วยการแกะสลักลวดลายฉลุทอง ถือเป็นของสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ ติดตั้งอยู่ระหว่างตึกเก่าและตึกใหม่ ภาพที่เห็นเป็นด้านของตึกใหม่ เมื่อเปิดประตูผ่านเข้าไปจะเป็นห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นท้องพระโรงของวัง

ห้องเทววงศ์ อยู่ถัดจากท้องพระโรง ขนานนามไว้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระบิดาแห่งการทูตไทย ภายในห้องมีภาพเขียนเก่าของอิตาลีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซื้อกลับมาเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2

 
ภายในห้องเทววงศ์ ฝ้าเพดานแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมด้วยไม้และเดินคิ้วทอง ผนังประดับภาพเขียนฝีมือช่างชาวอิตาเลียนซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงซื้อกลับมาเมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรป รูปปั้นหินอ่อนสลักที่เห็นด้านขวาของภาพเป็นพระรูปของกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ พระบิดาแห่งการทูตไทย

ห้องไตรทศ ขนานนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย พระโอรสในกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสืบจากพระบิดาเมื่อ พ.ศ. 2466 เดิมเคยใช้เป็นห้องทำงานของปลัดทูลฉลอง และต่อมาได้ใช้เป็นห้องรับรองและห้องประชุมของกระทรวงฯ

 
บริเวณมุมรับแขกภายในห้องไตรทศ เดิมใช้เป็นห้องทำงานของปลัดทูลฉลอง

 
ภายในห้องโถงใหญ่ซึ่งเปรียบเสมือนท้องพระโรงของวัง งามเด่นด้วยโทนสีเหลืองทอง และฝีมือแกะสลักลวดลายฉลุไม้ประดับตามเพดานและช่องลม

 
 

 
ความงดงามแห่งศิลปสถาปัตยกรรมที่เลิศล้ำของแผ่นดินชิ้นนี้ เป็นเสมือนจารึกแห่งอดีตที่จะคงอยู่และสืบทอดต่อเนื่องไปภายหน้า เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าหน้าสำคัญของสยามประเทศสู่ชาวไทยรุ่นลูกรุ่นหลานในวันนี้และวันข้างหน้า
 
 
 
สุดท้ายเฮนรี่ขอนำเสนอในแง่มุม ของชายขายบริการในละแวกนั้น เพื่อที่จะได้เนื้อหาทุกแง่ ได้มุมมองใหม่ๆค้าบ
 
 
วันนี้ด้วยสังคมที่เปิด กว้าง ยอมรับรสนิยมกามารมณ์ส่วนตัวมากขึ้นเท่าใด จำนวน "เซลส์" ที่เคยมีบริการกันแบบ "ลับเฉพาะ" ในสถานบริการบางแห่ง จึงพัฒนาแพร่ขยายมาถึงขั้นมี "นายบริการทางโทรศัพท์"....."เซลล์" หรือ "ธุรกิจโสเภณีชาย" ไปไกลกว่าที่คนนอกวงการคาดคิด เพราะมีบริ การแบบ "ฟูลออพชั่น" ทั้งเป็นแบบเพื่อนเที่ยว เพื่อนออกงานสังคม และเพื่อนนอน ยิ่งกว่านั้นวันนี้ "โสเภณีชาย" ไม่เพียงขายตัวกับเกย์ หากแต่รวมไปถึงการขายตัวให้กับบรรดาสาวแก่แม่ม่ายใน "แวดวงไฮโซ"!!!
ปัจจุบัน "ตลาดกาม" แห่งนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ครั้งหนึ่งจะมีเพียงการขายตัวธรรมดา ตกลงราคากันข้างทาง ถูกใจก็ขึ้นรถไปกับลูกค้า แต่งตัวตามแฟชั่นทั่วไปเท่านั้นไม่ได้เน้นอะ ไรมากมายนัก แต่ทุกวันนี้ "โสเภณีชาย" ย่านนี้มีการพัฒนามากขึ้น บางคนผูกไทใส่สูท รูปร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลา การพูดจาสื่อสารสุภาพ อีกทั้งมี "โปรโมชั่น" ใหม่ๆให้ลูกค้า

 
 
"แมค" หนุ่มวัย 22 ปี รูปร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลา แต่งกายสะอาดตา หนึ่งใน "โสเภณีชาย" ที่ยึด "วังสราญรมย์" เป็นแหล่งทำมาหากิน บอกว่า อัตราค่าบริการของเขาอยู่ที่ 500 บาท เพิ่มเวลาให้จากเดิม 2 ชั่วโมง เป็น 3 ชั่วโมง หากให้บริการต่อเนื่องได้ "ไม่ถึง 30 นาที ยินดีคืนเงิน" หรือ "ฟรี" สำหรับลูกค้าผู้หญิงและลูกค้าเพศชายที่เป็นฝ่ายรับ แต่สำหรับลูกค้า "ชาวต่างชาติ" เขาจะเพิ่มราคาเป็น 800 บาท ไม่รวมค่าห้องพักที่จะต้องตกเป็นภาระของลูกค้า


ส่วน "ลูกค้า" มีมากหน้าหลายตา บางคนขับรถยนต์ยี่ห้อดีราคาหลักล้าน บางคนนั่งแท็กซี่ บางคนขี่รถจักรยานยนต์ บางรายให้เจ้าหน้าที่จากโรงแรมขับรถมารับถึงที่ สำหรับลูกค้าผู้ชายที่นิยมชายด้วยกัน อายุเฉลี่ยประมาณ 25 ปีขึ้นไป ขณะที่ผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการน้อยกว่าอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไปเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะ "เมา" มาแล้วแทบทั้งสิ้น


"ผมเข้ามาหากินอยู่บริเวณ นี้นานหลายเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ขายบริการอยู่แถบถนนสีลม แต่ด้วยการที่มีคนเข้ามายึดอาชีพนี้เยอะ มีเด็กรุ่นใหม่หน้าตาดี ทำให้รายได้น้อยลง จึงตัดสินใจออกมาหากินแบบอิสระ ตอนอยู่ร้านแห่งหนึ่งแถวสีลม คืนหนึ่งๆผมได้แค่ 800 บาท โดนตัดหัวคิวครึ่งต่อครึ่ง อีกทั้งคนเชียร์แขกถ้าไม่ให้เขา เขาก็จะเชียร์คนอื่น ผมออกมาหากินข้างนอกดีกว่า" แมค กล่าว
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในอนาคต "แมค" และผองเพื่อนร่วมอาชีพ "โสเภณีชาย" อาจจะต้องได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะนอกเหนือจาก 


"เด็กใหม่" ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่แล้ว ขณะนี้พบว่า "ชาว ต่างชาติ" โดยเฉพาะประเภท "นิโกร" กำลังคืบคลานเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากพวกเขา เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากลูกค้า


จากการสำรวจผนวกกับงานวิจัยหลายๆชิ้น พบว่า ปัจจุบันจำนวน "โสเภณีชาย" มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผู้ชายที่ขายบริการจะมีอายุตั้งแต่ 12-35 ปี กลุ่มเด็กที่มีอายุ 12-13 ปี จะขายบริการให้กับผู้ ชายต่างชาติ ส่วนผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 18-35 ปี จะขายบริการให้กับกลุ่มหญิงไทยและต่างชาติ "ผู้ชายขายบริการ" ส่วนใหญ่จะมีหน้าตาดี มีการศึกษา เป็นพนักงานบริษัท และนักศึกษา ที่ต้องการรายได้เสริม หรือ "กลุ่มเด็กเร่ร่อน"


"ผู้ชายไทย" ค่อนข้างได้รับความนิยมจาก "หญิงต่างชาติ" โดย เฉพาะญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อลือชาถึงขั้น "เหมาทัวร์" มาใช้บริการ เพราะผู้ชายไทยเอาใจเก่ง.....ที่สำคัญ ราคาแบบไทย เมื่อคิดเป็นเงินเยน "ไม่แพง"!!!
กลับกันรสนิยมลูกค้า "หญิงไทย" กลุ่มที่มีอายุมากและฐานะร่ำรวย จะนิยม "ผู้ชายต่างชาติ" โดยเฉพาะขณะนี้เน้นไปที่ "หนุ่มนิโกร" เพราะเชื่อกันว่าร่างกายแข็งแรง บึกบึน มีความโลดโผน รุน แรง.....


"ทำเลที่นิโกรเหล่านี้เตร็ดเตร่จะอยู่แถวๆ ซ.นานา สุขุมวิท สินค้าดี ตลาดต้องการ ทั้งยังมีจำ นวนไม่มาก ค่าบริการหนุ่มนิโกรจึงค่อนข้างแพงมาก แพงที่สุดประมาณครั้งละ 7,000 บาท เทียบกับผู้ชายไทยมาตรฐานเดียวกัน ไม่เกิน 5,000 บาท และ 7,000 บาทนี้ เป็นแค่ค่าตัว ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม ค่าที่พัก เบ็ดเสร็จแล้วต่อครั้งประมาณ 2-3 ชั่วโมง การใช้บริการจากหนุ่มนิโกร จะมีค่าใช้จ่ายถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งบริการหนุ่มผิวดำราคาแพงขนาดนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องเป็นไฮโซ มีเงินเหลือใช้ ไม่ใช่สิน ค้าสำหรับหญิงไทยทั่วไปที่มีฐานะระดับขั้นพอมีหยิบฉวย" แหล่งข่าวจากตำรวจท่องเที่ยว ให้ข้อ มูล


แหล่งข่าวรายเดิม ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับ "ลูกค้าไฮโซ" ที่นิยมชมชอบซื้อบริการทางเพศ "หนุ่มนิโกร" ก็ไม่ใช่ประเภทอ้วนฉุ อายุมาก หรือหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นจะหน้าตาดี รูปร่างไม่ธรรมดา แถมอายุอานามไม่ได้มากมายอย่างที่คิด เท่าที่ทราบเคยมีถึงขนาดบางครั้งอายุแค่ 20 ปีก็มี ซึ่งหลายคนคงเกิดคำถามว่าแล้วด้วยสภาพเช่นนี้ ทำไมผู้หญิงเหล่านี้ยังต้องออกมาหาความสำราญนอกบ้าน ถึงขั้นต้อง "ซื้อบริการทางเพศ".....




สุดท้ายนะค้าบ เฮนรี่ขอบอกว่า ถ้าอยากจะไปซื้อบริการ หรืออยากลองไปดูสถานที่จริงๆ ผมขอให้ระวังมิจฉาชีพ และ HIV ด้วยนะค้าบ...



ขอขอบคุณ
http://th.wikipedia.org
www.homedd.com 
บทความจากแนวหน้า
และภาพประกอบจาก Google

 
สำหรับข้อมูลดีๆค้าบ
 
เฮนรี่ขอฝากเวปไซต์ที่รวบรวมเนื้อหาสาระไว้มากมาย
เข้าไปอ่านกันได้ฟรีๆค้าบผม.......
 
จิ้ม>>คลับของคนมีคลาส
http://board.postjung.com/506325.html

 

rammaWed Sep 22 2010 16:55:24 GMT+0700 (ICT)