muslimchaingmai / ศาลาพักใจ / ว่าอย่างไรกับเกย์ ในโลกมุสลิม

ว่าอย่างไรกับเกย์ ในโลกมุสลิม





หลายคนคงทราบดีอยู่ แล้วว่าศาสนาอิสลามถือว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นบาป และเนื่องจากกฎหมายของประเทศมุสลิมมีพื้นฐานมาจากกฎหมายศาสนา ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายประเทศมุสลิมมักจะมีบทลงโทษสำหรับกลุ่มคนรักเพศ เดียวกัน ในเมื่อมีกฎหมายควบคุมแล้ว ถามว่ายังีพฤติกรรมดังกล่าวอยู่อีกหรือ คำตอบคือมีครับ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีมานานนม มีในทุกสังคม มีในทุกชนชั้น ดังนั้นเราจะมาดูว่ากฎหมายในแต่ละประเทศเขาว่าอย่างไร และในความเป็นจริงของสังคมมันเป็นอย่างไร

 

เซเนกัล (Senegal)

ว่ากันตามกฎหมาย: ติดคุก ๑ – ๕ ปี ปรับเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ – ๑.๕ ล้านฟรังค์ โทษขั้นสูงสุดจะถูกนำมาใช้ถ้าคู่ขาคนใดคนหนึ่งอายุต่ำกว่า ๒๑

ว่ากันตามความเป็นจริง: การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมหย่อนยานกว่าประเทศมุสลิมอื่น (การค้าประเวณีถูกกฎหมาย และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองก็เผยเนื้อหนังมังสามากกว่า) ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสแห่งนี้ กลุ่ม GLBT*เคยร่วมกันตั้งองค์กรผู้รักเพศเดียวกันขึ้นมา แต่ต่อมาก็ถูกรัฐบาลปิดไป

*GLBT = Gay, Lesbian, Bisexual, and Transgender


ตูนีเซีย (Tunisia)

ว่ากันตามกฎหมาย: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีโทษจำคุกสามปี

ว่ากันตามความเป็นจริง: แม้จะถูกตำรวจและทางราชการตามรังควาญอยู่บ้าง แต่ก็มีชายขายเซ็กส์ (Male Sex Worker) อยู่ตามถนนในเมืองตูนิส ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน*ปรากฏตัวในภาพยนตร์ภายในประเทศ เช่น เรื่อง Satin Rouge ในปี ๒๐๐๒ จนกลายเป็นหัวข้อถกเถียงไปทั่วประเทศ สามารถพบเจอเกย์ชาวฝรั่งเศสอยู่ทั่วไปในเมืองตูนิส และตามชายหาด

*ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ครับ เลยไม่รู้ว่าตัวละครในเรื่องเป็นGLBT อย่างไหน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า gay character ผมจึงแปลกลาง ๆ ว่า “ตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน”


โมรอกโค (Morocco)

ว่ากันตามกฎหมาย: มีโทษจำคุกถึงสามปี และเสียค่าปรับ โทษฐาน “กระทำการลามกกับเพศเดียวกันและมีพฤติกรรมผิดธรรมชาติ”

ว่ากันตามความเป็นจริง: การดำเนินการต่อต้านเกย์เพิ่มมากขึ้นในช่วนสองสามปีที่ผ่านมา แต่ในเมืองใหญ่อย่าง Marrakech Tangier และ Essaouirah กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่เกย์ (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส) และมีโสเภณีชายอยู่ทั่วไป มีรายงานว่ากษัตริย์องค์ปัจจุบัน โมฮัมเม็ดที่ ๖ (Mohammed VI) ถูกพบในบาร์เกย์ของสไตล์ยุโรปหลายแห่งก่อนได้รับราชสมบัติ

จตุรัสในเมืองมาราเคช...สวยดี

 
จอร์แดน (Jordan)

ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีข้อห้ามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันตามกฎหมาย แต่คนที่เป็น GLBT จะถูกลี้ภัย*ไปยังประเทศอื่น

ว่ากันตามความเป็นจริง: ใน บรรดาประเทศมุสลิม จอร์แดนถือว่าเป็นประเทศที่ใจกว้างกับกลุ่มคนรักเพศเดียวกันมากที่สุด ประเทศหนึ่ง คาเฟ่และที่สถานที่ชุมนุมของชาวเกย์มีอยู่ทั่วไปในกรุงอัมมาน (Amman) ซึ่งเป็นเมืองหลวง

*ขออภัยอย่างรุนแรง asylum แปลได้ว่า ที่ลี้ภัยด้วย ไม่ใช่โรงพยาบาลบ้าอย่างเดียว ตอนแรกแปลว่าโรงพยาบาลบ้าเฉยเลย ...อ๊ายอาย


อียิปต์ (Egypt)

ว่ากันตามกฎหมาย: ในทางเทคนิครักเพศเดียวกันไม่ผิดกฎหมาย แต่กลับถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดในข้อหาลุ่มหลงในโลกียวิสัย ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Hosni Mubarak รัฐบาลก็เริ่มดำเนินการต่อต้านเกย์ การจับกุมครั้งใหญ่เรียกว่า “Cairo 52”* เกิดขึ้นบนเรือจัดงานเลี้ยงสำหรับเกย์ที่จอดอยู่ริมแม่น้ำไนล์ ในปี ๒๐๐๑ เป็นตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด ๒๓ คนจาก ๕๒ คนที่ถูกจับกุม ติดคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี บางส่วนที่หลบหนีไปได้ก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศไปเลย ในปี ๒๐๐๔ เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ปี ถูกพิพากษาให้จำคุก ๑๗ ปีในหลายข้อหาที่พัวพันกับการลงประวัติของตนในเว็บไซต์หาคู่สำหรับเกย์ ...ซวยมากเลยน้องเอ๋ย พี่ล่ะเศร้าใจแทนจริง ๆ....

ว่ากันตามความเป็นจริง: อียิปต์เป็นศูนย์กลางแห่งสื่อในโลกมุสลิม ดังนั้นตัวละครเกย์จึงหาทางปรากฏตัวในนิยาย หรือแผ่นฟิล์มในประเทศได้ไม่ยาก อย่างน้อยก็ภายในสังคมกรุงไคโร การออกล่าหนุ่ม ๆ มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในเขตที่นักท่องเที่ยวเยอะ และสถานที่ชุมชุมชาวเกย์ในเขตเมืองหลวงก็ยังมีอยู่

*คดี Cairo 52 หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดียนะครับ มีรายละเอียดต่างกันเยอะเลยhttp://en.wikipedia.org/wiki/Cairo_52

ซาอุดิอาระเบีย (Saudi Arabia)

ว่ากันตามกฎหมาย: ชารีอะฮฺ หรือกฎหมายอิสลาม เป็นกฎหมายประจำชาติ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีบทลงโทษถึงตาย (โดยการปาหินใส่ แต่ก็มีบางรายงานกล่าวถึงการตัดหัวด้วย) เฆี่ยน ๑๐๐ ที* หรือจำคุก

ว่ากันตามความเป็นจริง: แม้ว่าจะเป็นประเทศหัวอนุรักษ์นิยมที่สุดในโลกมุสลิม แต่การแบ่งแยกเพศชาย-หญิงอย่างเข้มงวด** และจำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศจำนวนมากที่เป็นชายโสด แสดงให้เห็นถึงการจำยอมต่อพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้ในหลายระดับ การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันอย่างเงียบ ๆ และงานเลี้ยงแบบเถิดเทิงสุดเหวี่ยงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในกรุงริยาด (Riyadh) และเมืองอื่น ๆ

*ล่าสุดเมื่อตุลาคม ๒๐๐๗ เด็กหนุ่มสองคนถูกเฆี่ยน ๗,๐๐๐ ครั้งลองค้นคำว่า “7000 lashes” ดูถ้าอยากอ่านรายละเอียด

**การ แบ่งแยกชาย-หญิงอย่างเข้มงวดทำให้เกิดพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้ เนื่องจากเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ชายหนุ่มยอมต้องหาที่ระบายอารมณ์ทางเพศ แต่การแยกชายหญิงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้หญิงได้นอกจากจะแต่งงานเป็น เรื่องเป็นราวไป ชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์จึงต้องหันมา “เล่นเพื่อน” หรือบางทีก็โดน “เพื่อนเล่น” หรือบางกรณีอาจจะเป็นชายหนุ่มอยากจะ “เล่นเพื่อน” ก็เลยต้องให้ “เพื่อนเล่น” เสียก่อนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน คำอธิบายนี้คล้ายกับคำอธิบายเรื่องรักเพศเดียวกันในสมัยกรีก(ที่ดูมาจากสารคดี) ชายกรีกมีค่านิยมแต่งงานกับสาวพรหมจรรย์ แต่สาว ๆ กรีกจะรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวันแต่งฯ ได้ก็ต่อเมื่อ หนุ่มกรีกหันไป “เล่นเพื่อน” ไปพลาง ๆ ก่อน

อิรัก (Iraq)

ว่ากันตามกฎหมาย: ความโกลาหลในอิรัก ภายใต้การควบคุมของอเมริกาทำให้นโยบายราชการต่าง ๆ ไม่มีความชัดเจน ช่วงก่อนสงครามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่อนุมัติในผู้ใหญ่ แต่หลังจากการล้มล้างอำนาจของซัดดัม ฮุสเซน พฤติกรรมรักเพศเดียวกันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจนกระทั่งปัจจุบัน

ว่ากันตามความเป็นจริง: กลุ่มล่าสังหาร(Death Squad)*มุ่งเป้าไปที่เกย์และเลสเบี้ยน แต่มีเซฟเฮ้าส์ (Safe Houses) สำหรับเกย์และเลสเบี้ยนที่ต้องการสถานที่ลี้ภัย การออกล่าหนุ่มและนัดเดทกันทางอินเตอร์เน็ตในแถบเคอร์ดิสถาน (Kurdistan) จะปลอดภัยกว่า (เคอร์ดิสถานเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของอิรัก ใช้ธงคนละผืนด้วย น่าจะเป็นรัฐอิสระแบบหนึ่ง)

*Death Squad ดำเนินการทำลายล้างเกย์ภายใต้แคมเปญ “Sexual Cleansing” ถ้าเป็นเกย์ที่ดูภายนอกแมน ๆ จะไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่ถ้าตุ้งติ้ง หรือแต่งตัวเนี้ยบเกินอาจเป็นอันตรายได้ กลวิธีของกลุ่มนี้มีตั้งแต่การทำร้ายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเกย์ตามถนน ไปจนถึงเข้าหาเกย์โดยแสร้งว่าตัวเองก็เป็นเกย์เหมือนกัน สุดท้ายพอเหยื่อแสดงตัวก็จัดการซะ

การฆ่าของ Death Squad ดังกล่าวมาจากแนวคิดผิด ๆ ว่า พฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่รับมาจากตะวันตก (โลกมุสลิมต่อต้านแนวคิดตะวันตกมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) และเป็นการชักนำมาโดยไชตอน(ซาตาน) แต่อันที่จริงตามวรรณคดีเก่า ๆ ของโลกอาหรับก็มีพฤติกรรมเหล่านี้ปรากฏมาตลอด แนวคิดที่ว่ารับมาจากตะวันตกจึงเป็นความเข้าใจผิด และเนื่องจากความโกลาหลหลังสงคราม Death Squad จึงฉวยโอกาสตั้งศาลเตี้ยได้ง่าย เพราะระบบกฎหมาย นโยบายการเมืองต่าง ๆ อย่างไม่เข้าที่เข้าทางดี

คราวหน้ามาต่อกับภาค ๒: ตุรกี อัฟกานิสถาน มาเลเซีย อินโดนิเซีย อิหร่าน ปากีสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรต

 

ตุรกี (Turkey)

ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีกฎหมายต่อต้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เพราะตุรกีเป็นประเทศมุสลิมที่มีระบบการปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา
(Secular Government) และมีเสรีภาพมากที่สุดในบรรดาประเทศมุสลิม

ว่ากันตามความเป็นจริง: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศมานานแล้ว ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวของกลุ่มเกย์จากยุโรปกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในเมืองอิสตันบูล
(Istunbul) และเมืองบ้านพักตากอากาศริมทะเลอย่าง เมืองโบดรัม (Bodrum) ความฝันอยากจะเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปผลักดันให้สร้างเสรีภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันพวกหัวอนุรักษ์เคร่งศาสนาก็กำลังเพิ่มฐานอำนาจในสังคม


อัฟกานิสถาน (Afganistan)

ว่ากันตามกฎหมาย: "จำคุกระยะยาว" ตามกฎหมายแพ่ง แต่ก่อนหน้านี้ภายใต้การปกครอง
ของกลุ่มตาลีบัน มีการนำชารีอะฮฺ (หรือกฎหมายอิสลาม) มาใช้ โดยกำหนดโทษประหารแก่
ผู้มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการพังกำแพงลงมาทับผู้ต้องหาให้ตายด้วย

ว่ากันตามความเป็นจริง: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศนี้มานานแล้วโดย
เฉพาะในเขตชนเผ่าเพชตุน (Pashtun) ทางตอนใต้ เมืองกันดาฮาร์ (Kandahar) มีชื่อเสียง
ด้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกันมานานแล้ว นอกจากนี้ทางตอนเหนือของประเทศก็ยังมีชื่อเรื่อง
นักเต้นระบำชาย* ที่เป็นโสเภณีไปในตัวอีกด้วย

* ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า bacha bereesh หรือเด็กหนุ่มผู้ไร้หนวดเครา
เด็กพวกนี้จะแต่งหญิงเต้นรำในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน และอาจจะเลยเถิดไปถึง
การเสียตัวให้แก่ "ผู้อุปถัมภ์" ของตนอีกด้วย

 

มาเลเซีย (Malaysia)

ว่ากันตามกฎหมาย: โทษอาญาระดับประเทศคือจำคุกยี่สิบปีและเฆี่ยนโทษฐานมีเพศสัมพันธ์
ทางประตูหลัง (ดังนั้นเลสเบี้ยนจึงดูเหมือนจะไม่ติดร่างแหไปด้วย) แต่ในระดับท้องถิ่น
มีการใช้ชารีอะฮฺ ทั้งเกย์และเลสเบี้ยนต้องถูกจำคุกสามปี ถูกเฆี่ยน และต้องจ่ายค่าปรับ
ในทศวรรษที่ ๙๐ มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเมื่อนาย อันวา อิบรอฮิม รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี
ถูกพิพากษาให้จำคุก ๙ ปี ฐานมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลัง แต่หลังจากรับโทษไปได้ ๔ ปี
ข้อกล่าวหาก็ถูกยกเลิก

ว่ากันตามความเป็นจริง: เกย์และเลสเบี้ยถูกตามรังควานจากรัฐบาลที่ใจแคบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่น การปรามปรามสถานที่ชุมนุมเกย์อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามฉากชีวิตชาวเกย์และเลสเบี้ยน
ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ในผับ บาร์ และซาวน่า อุตสาหกรรมที่ไฮเทค
ส่งผลให้เกิดเกย์ที่แสดงตัวให้เห็นเพียงครึ่งเดียว*ในกลุ่มชนชั้นกลาง

* งงมั้ยครับ มันมาจาก semi-visible gay ไม่รู้จะแปลว่ายังไง แต่น่าจะเป็น
พวกมีชีวิตสองด้านนะครับ ด้านหนึ่งทำงานและใช้ชีวิตตามครรลองศาสนา
อีกด้านก็สุดเหวี่ยงกับชีวิตเกย์ ๆ

 
อิหร่าน (Iran)

ว่ากันตามกฎหมาย: ถ้าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริง กฎหมายชารีอะฮฺระบุโทษไว้ว่า เกย์ต้องโทษประหาร เลสเบี้ยนถูกโบยร้อยครั้ง (และจะถูกประหารถ้าต้องโทษนี้เป็นครั้งที่สี่) องค์กรสิทธิมนุษยชนทำสารคดีเรื่องการประหารชีวิต รวมทั้งคดีที่เด็กหนุ่มสองคนถูกแขวนคอ*ในปี ๒๐๐๕ ผู้พิพากษากำหนดให้มีการทรมาน และจำคุกด้วย ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ๒๐๐๗ มีการปราบปราม “พฤติกรรมไร้ศีลธรรม” อย่างรุนแรงรวมทั้ง การจับกุมข้อหาแต่งกายผิดเพศของตนด้วย (โดยถือว่าเป็นลักษณะพฤติกรรมของเกย์และเลสเบี้ยน)

ว่ากันตามความเป็นจริง: เกย์ชาวอิหร่านจำนวนมากกำลังหาที่ลี้ภัยเพื่อหนีจากการทรมานและการจำคุกในประเทศ แม้ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกย์อิหร่านจะถูกปราบปราม แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าดำเนินการเป็นขบวนการใต้ดินในกรุงเตหะราน โดยมีการประชุมลับและออกหนังสือลับ ๆ ผู้นำการต่อสู้เพื่อเกย์ชาวอิหร่านบางคนถูกเนรเทศไปแล้ว

* คดีเด็กหนุ่มถูกแขวนคนนั่น จำได้ว่าเห็นครั้งแรกในฟอร์เวิร์ดเมล เศร้าใจจริง ๆ


ปากีสถาน (Pakistan)

ว่ากันตามกฎหมาย: ภายใต้กฎหมายชารีอะฮฺที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในปี ๑๙๙๐ พฤติกรรมรักเพศเดียวกันต้องถูกลงโทษโดยการปาก้อนหินใส่จนตาย (แทบจะไม่เคยบังคับใช้จริง) หรือเฆี่ยนร้อยครั้ง และภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งในปี ๑๘๖๐ กล่าวว่า “ความสุขทางเพศที่ละเมิดกฎธรรมชาติ” จะต้องถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต

ว่ากันตามความเป็นจริง: การ ให้สินบน การข่มขู่ การแบล็คเมล* และการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นในบางครั้ง อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกชาย-หญิงชัดเจนก็แสดงถึงการยอมรับสภาพการมีพฤติกรรม รักเพศเดียวกันไปในตัว** หนำซ้ำประเทศนี้ยังมีพิธีกรรายการทีวีชื่อดังเป็นกะเทยแต่งหญิงนามว่า Begum Nawazis Ali ด้วยนะจ๊ะ

* ทำนองว่า “ฉันรู้นะว่าแกเป็นเกย์ จ่ายฉันมา ไม่งั้นฉันจะแจ้งจับแก”

** อธิบายไปแล้วในเรื่องของประเทศซาอุฯ ว่าทำไมการแบ่งชาย-หญิงจึงทำให้เกิดพฤติกรรมนี้


อินโดนีเซีย (Indonesia)

ว่ากันตามกฎหมาย: ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านเกย์ระดับชาติ แต่ในบางเมืองบางจังหวัดมีกฎหมายชารีอะฮฺบังคับใช้

ว่ากันตามความเป็นจริง: บาหลีเป็นเขตชาวพุทธและเมืองท่องเที่ยว จึงเป็นส่วนที่มีเสรีภาพมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ มีชาวต่างชาติที่เป็น GLBT เข้ามาพักอาศัยตลอดทั้งปี โดยจำนวนมากมาจากเจ้าอาณานิคมเก่าอย่างฮอลแลนด์



สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)

ว่ากันตามกฎหมาย: กฎหมายของสหพันธรัฐระบุโทษประหาร (แทบไม่เคยบังคับใช้) ในขณะที่กฎหมายเขตปกครองเอมิเรต (อย่างใน ดูไบ) ระบุโทษจำคุกสูงสุด ๑๔ ปี อัยการจะเป็นคนเลือกว่าจะใช้กฎหมายสหพันธรัฐ หรือกฎหมายเขตปกครองเอมิเรต หรือกฎหมายชารีอะฮฺ ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายห้ามรักเพศเดียวกัน ครอบคลุมถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า* ในปี ๒๐๐๖ ชาย ๑๑ คนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาห้าปี ด้วยข้อหาเข้าร่วมงานแต่งฯเกย์

ว่ากันตามความเป็นจริง: นักท่องเที่ยวเกย์ได้รับการปฏิบัติต่างออกไป เมืองอบูดาบี และดูไบเปลี่ยนโฉมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มเกย์เข้ามาด้วย อันที่จริงแล้วในดูไบมีทั้งคลับเกย์ และชายหาดเกย์ นอกจากนี้สายการบินเอมิเรตส์ยังเข้าร่วมงาน Gay Life Travel Expo อีกด้วย

* ใช้คำว่า “Sodomy” อ้างถึงเมืองโซดอมในพระคัมภีร์ (ทั้งยิว คริสต์ และอิสลามมีเรื่องการทำลายเมือง Sodom) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมชายรักชายอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ไม่แน่ชัดว่ากฎหมายครอบคลุมไปถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า 
 
credit
http://www.gconnex.com/philosophy-religion/t525/

binmusaFri Oct 01 2010 10:12:07 GMT+0700 (ICT)