muslimchaingmai / ศาลาพักใจ / เรื่องดีๆ ของ การ มองโลกในแง่ดี

เรื่องดีๆ ของ การ มองโลกในแง่ดี

 

มองโลกในแง่ดี

 

ผม(หมอไพศาล) มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อสมชาย เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ชอบมองโลกในแง่ดี และมีอารมณ์ดีตลอดเวลา ทุกครั้ง ถ้ามีใครถาม เขาจะตอบว่า "ถ้ามีแฝดอีกคน คงดีกว่านี้" ลูกน้องทุกคนจึงรักในความเป็นผู้นำของเขา ถ้าลูกน้องคนไหนกำลังมีปัญหา เขาจะอยู่ใกล้ๆ และคอยปลอบให้รู้ว่า จะมองเห็นสิ่งที่ดีจากเรื่องร้ายๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

วันหนึ่งผมอดสงสัยไม่ได้ จึงถามเขา

 

"เอ็งมีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า ถึงได้มีอารมณ์ดีอย่างนี้ได้ตลอดเวลา?"

 

เขาตอบว่า "ทุกวันตอนเช้า ข้าจะถามตัวเอง วันนี้จะเลือกเป็นคนอารมณ์ดี หรืออารมณ์ร้าย ข้าจะเลือกข้อหนึ่งทุกที ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ข้ามีสิทธิ์ที่จะเลือก ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ หรือเลือกเรียนรู้จากเหตุการณ์ ทุกครั้งที่มีใครบ่นให้ฟัง ข้ามีสิทธิ์เลือกที่จะรับคำบ่น หรือชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดีกว่า สุดท้าย ข้ามักจะเลือกด้านดีของชีวิตเสมอ"

 

ผมแย้งกลับไป "แต่อะไรๆ ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นนะซิ"

 

"ถูกต้อง ชีวิตคือการเลือก เมื่อเอ็งตัดสิ่งต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป สุดท้ายจะเลือกแค่การเลือก เอ็งมีสิทธิ์ที่จะเลือก ตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่า จะทำให้คนอื่นตอบสนองอารมณ์เอ็งได้อย่างไร เอ็งมีสิทธิ์เลือก ที่จะสบายใจ หรือหัวเสียตลอดเวลาได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า เอ็งจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร?" เขาตอบ

 

หลังจากนั้นไม่นาน ผมได้รับข่าวร้าย เพื่อนผมคนนี้ ถูกโจรยิงขณะเข้าปล้นร้านอาหารของเขา และได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคยังดีที่มีคนมาพบ และนำส่งโรงพยาบาลทัน หลังจากการผ่าตัดนานกว่า 18 ชั่วโมงผ่านไป และนอนพักรักษาตัวเป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ หมอก็อนุญาตให้เขากลับบ้านได้ ในระหว่างที่ผมไปเยี่ยม ผมถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

 

เขาตอบ "ถ้ามีแฝดอีกคน คงดีกว่านี้แน่" และถามผม "เอ็งอยากดูบาดแผลหรือเปล่า"

 

"ไม่ๆ...แต่อยากรู้ เอ็งผ่านเรื่องร้ายๆ อย่างนี้มาได้อย่างไร?"

 

"สิ่งแรกที่ข้านึกได้คือ น่าจะล็อคประตูหลังร้านไว้" สมชายว่า "แต่หลังจากถูกยิง ขณะที่นอนอยู่บนพื้น ข้าบอกตัวเองว่า ข้าเหลือทางเลือกเพียงสองทาง คือมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาย แน่นอนที่สุด ข้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่"

 

"แล้วไม่รู้สึกกลัวบ้างเลยหรือ?" ผมถาม

 

"พวกที่มาช่วยเก่งมาก พวกเขาบอกข้าตลอดเวลา ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างต้องเรียบร้อย แต่ระหว่างที่ข้าถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด ข้ามองเห็นสีหน้าของหมอ และพยาบาลแล้ว รู้สึกได้จากสายตาของพวกเขาว่า ข้ากำลังจะตาย เลยบอกตัวเองทันที ต้องทำอะไรสักอย่าง"

 

"แล้วเอ็งทำอะไร?" ผมถาม

 

"ข้าโชคดี ที่ยังมีลมหายใจ และพอจะมีแรงถามหมอ กระสุนโดนจุดสำคัญหรือเปล่าครับหมอ"

 

"หมอตอบว่า โชคยังดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ แต่คงต้องตัดแขนออกไปข้างหนึ่ง เพราะเลือดไม่ได้ไปเลี้ยงที่แขนซ้ายนานกว่าชั่วโมง"

 

"แล้วเอ็งจะทำยังไงผมถาม

 

สมชายตอบ "โชคยังดีที่ข้าเหลือแขนขวาอีกข้าง ทำให้ข้ามีกำลังใจต่อไป พอดีมีนางพยาบาลคนหนึ่งตะโกนถาม แพ้อะไรหรือเปล่า ข้าก็ร้องบอก หมอ หมอ ผมแพ้อยู่อย่างหนึ่งครับ"

 

"ทั้งหมอ และพยาบาลหยุดชะงัก ทั้งห้องเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบ ข้ากัดฟันหายใจเข้าลึกๆ บอกว่า ผมแพ้หัวลูกปืนครับ" สมชายเล่าต่อ "ทุกคนทั้งหมอและพยาบาลหัวเราะออกมาดังลั่นไปหมด จากนั้น ข้าก็บอกหมอ ผมอยากมีชีวิตอยู่ ช่วยกรุณาผ่าตัดอย่างคนมีชีวิต ไม่ใช่อย่างคนที่ตายไปแล้ว"

 

ในที่สุดการผ่าตัดก็สำเร็จ หมอสามารถช่วยชีวิตของสมชายเพื่อนผมไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์ และสมชายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะเขาเลือกที่จะคิดในสิ่งที่ดี

 

ข้อคิดจากเรื่องนี้ก็คือ

 

"คุณมีสิทธิ์ที่จะชื่นชมกับชีวิต ในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตขมขื่นได้ด้วยความคิดในแง่บวกของคุณเอง ถ้าคุณจัดการเรื่องนี้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเสมอไป"
 
 
 

นิทานเรื่อง มองโลกในแง่ดี

 

กาลครั้งหนึ่ง มีนครอยู่นครหนึ่ง มีกษัตริย์ทรงโปรดปรานการท่องป่าล่าสัตว์เป็นอันมาก กษัตริย์ทรงมีมหาดเล็กคู่ใจเป็นที่ปรึกษาอยู่คนหนึ่ง

 

วันหนึ่งได้เกิดกบฏขึ้นภายในพระนคร มีคนลุกฮือขึ้นจะโค่นอำนาจกษัตริย์ ซึ่งก็มีแววจะชนะซะด้วย

 

เมื่อกองทัพกบฏประชิดเมือง กษัตริย์ก็ได้ปรึกษากับคนสนิท ซึ่งรวมไปถึงมหาดเล็กคู่ใจด้วย กษัตริย์ถามว่า

 

"เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้"

 

"ดีพะยะค่ะ"

 

"ดียังไง"

 

"สถานการณ์เวลานี้แม้จะดูไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่า ใครบ้างที่จงรักภักดีกับเรา ใครที่คิดจะแปรพรรคไปด้านโน้น ซึ่งหากเราปราบกบฏครานี้ลงได้ พระองค์ก็จะเหลือแต่ผู้ที่จงรักภักดี ทำให้ไม่ต้องกังวลพระทัยอีกต่อไปพะยะค่ะ"

 

"อืม นั่นสินะ" กษัตริย์ทรงมีกำลังใจเป็นอันมาก และปราบกบฏลงสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นานพอย่างเข้าหน้าฝน ฝนก็ตกหนักจนท่วมลามเข้าในพระนคร ทำให้การคมนาคมติดขัด ไม่สามารถเดินทางออกนอกพระนครได้ กษัตริย์ที่ปกติจะออกป่าล่าสัตว์ก็เกิดอาการหงุดหงิด จึงปรึกษามหาดเล็ก

 

"เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้"

 

"ดีพะยะค่ะ"

 

"ดียังไง"

 

"ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่สามารถสัญจรไปไหนมาไหนได้ ก็ไม่เป็นไรพะยะค่ะ 
เนื่องจากตอนนี้เป็นหน้าฝน อย่างไรเสียการเสด็จออกป่าก็คงไม่สนุก
เป็นแน่แท้ และเป็นการดีเสียอีกที่พอน้ำลด เกษตรกรเราก็จะได้ทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตงอกงาม และสามารถกักตุนเสบียงได้ในยามจำเป็น
พะยะค่ะ"

 

"อืม นั่นสินะ"

 

พอเสร็จสิ้นหน้าฝนและน้ำลดแล้ว กษัตริย์ก็ทรงออกป่าล่าสัตว์ตามที่พระองค์ชอบเหมือนเดิม ซึ่งมหาดเล็กคนเดิมก็ติดตามไปด้วย แต่แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนหลังม้า ปลอกพระขันธ์หรือมีดพกที่เหน็บเอว ได้รั่วทำให้มีดหล่น เฉือนนิ้วก้อยเท้าของกษัตริย์ขาดไปต่อหน้าต่อตา กษัตริย์จึงถามมหาดเล็ก

 

"เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้"

 

"ดีพะยะค่ะ"

 

"ดียังไง หา..." (ใส่อารมณ์โกรธสุดๆ)

 

"ยังไงก็ดีกว่าตายพะยะค่ะ"

 

กษัตริย์โกรธเลือดขึ้นหน้า จึงสั่งทหารนำมหาดเล็กคนนั้นไปขังลืมในคุกขี้ไก่

 

และแล้ว 10 ปีผ่านไป กษัตริย์ได้ออกล่าป่าสัตว์เหมือนเดิม ขณะที่มหาดเล็กก็ยังถูกขังลืมอยู่ในคุกขี้ไก่เหมือนเดิม ครานี้เป็นโชคร้ายของกษัตริย์เมื่อเข้าป่าไปเจอกับเผ่ากินคน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าจำนวนทหารที่ติดตามไปด้วยมาก ทหารทั้งหมดจึงถูกจับและถูกต้มกินเป็นๆหมดเกลี้ยง จนเหลือแต่กษัตริย์องค์เดียว

 

เมื่อเผ่ากินคนเตรียมจะเชือดกษัตริย์ลงหม้อ ได้สังเกตเห็นว่ากษัตริย์ไม่มีนิ้วก้อยเท้า ซึ่งทางเผ่ากินคนมีความเชื่อถือว่าเป็นตัวกาลกิณี กินเข้าไปแล้วจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงแก่เผ่า จึงสั่งปล่อยตัวกษัตริย์ไป

 

กษัตริย์ดีใจมาก ที่รอดตายกลับเมืองได้ จึงนึกถึงคำเมื่อ 10 ปีก่อนของมหาดเล็กคู่ใจ จึงลงไปที่คุกขี้ไก่และสั่งปล่อยตัวมหาดเล็กคู่ใจทันที และทรงเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาด้วยความดีใจที่รอดชีวิตมาได้

 

"อืม คำเจ้าเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นจริง ยังไงนิ้วก้อยด้วนก็ยังดีกว่าตายจริงๆ"

 

"พะยะค่ะ"

 

กษัตริย์จึงถามต่อ "แล้วอยู่ในคุกขี้ไก่เป็นไงบ้างล่ะหือ"

 

"ดีพะยะค่ะ"

 

กษัตริย์ทำหน้างง "ดียังไง"

 

"ถ้ากระหม่อมไม่อยู่ในคุก ก็ต้องตามเสด็จพระองค์ไปในวันนั้นด้วย ก็คงจะโดนเผ่ากินคนกินไปแล้วพะยะค่ะ"

 
คัดลอกจาก
http://sites.google.com/site/eastnorthhh/khxkhid-di-di-1

binmusaMon Oct 25 2010 09:30:06 GMT+0700 (ICT)