muslimchaingmai / ศาลาพักใจ / 01 รำลึกถึงอดีต...ทิ้งชีวิตมหาวิทยาลัย ไปเป็นกรรมกร..

01 รำลึกถึงอดีต...ทิ้งชีวิตมหาวิทยาลัย ไปเป็นกรรมกร..

รำลึกถึงอดีต...ทิ้งชีวิตมหาวิทยาลัย ไปเป็นกรรมกร...

By: Kwan ThaiOctober.Com

 

...ก็อยากให้ได้รับรู้ว่า คนเดือนตุลาในอดีตนั้นทุ่มเททั้งกายและใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่ดีงาม

 

แม้ว่าวันนี้ความคิดฝันนั้นจะยังไม่ปรากฏเป็นจริง แต่ริ้วรอยของการต่อสู้ ยังคงเป็นตำนานเล่าขานกันไปอย่างไม่รู้จบ

 

และถ้าจะเริ่มต้นกันใหม่ในวันนี้ เราก็ไม่ได้เริ่มที่ศูนย์อย่างแน่นอน...

 

 

ตอนที่ 1 สมัครงาน

 

เราสองคนแต่งตัวมอซอ กางเกงผ้าเก่าๆ กับเสื้อเชิ้ตสีตุ่นๆ เดินหิ้วถุงโชคดีใส่เสื้อผ้าไปคนละ 2-3 ชุด มีผ้าถุงสองผืน เสื้อสองตัว ชุดชั้นใน พร้อมกับของใช้จำเป็น เช่น สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และแชมพูสระผม แล้วขึ้นรถเมล์ตรงไปวงเวียนใหญ่ ตามที่คนเขาแนะนำกันมา ว่าแถวนี้มีโรงงานหลายแห่ง

 

เมื่อเราไปถึงวงเวียนใหญ่ ก็เดินหาร้านถ่ายรูป ชั่วโมงได้ เพื่อจะถ่ายรูปเราสองคนสำหรับนำไปสมัครงาน ระหว่างที่รอรูปถ่าย เราก็เดินเมียงมองดูว่า มีโรงงานไหมโรงงานอะไรบ้างเดินๆดูเห็นก็มีแต่ร้านขายของและตลาดสด มีคนเดินพลุกพล่าน คนขายของเร่ก็เต็มไปหมด เลยลองถามแม่ค้าดูว่าแถวนี้มีโรงงานทอผ้าบ้างไหมแม่ค้าบางคนก็บอกอยู่ซอยนั้นซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้เรื่อง บางคนก็บอกให้ไปที่สำนักจัดหางานซึ่งอยู่ใกล้ๆ

 

พอเราทั้งคู่ได้รูปถ่ายซึ่งดูน่าเกลียดกว่าตัวจริงมากเลย ก็ปรึกษาหารือกันว่า น่าจะไปสำนักจัดหางานจะดีกว่า เราไปกัน คนคงไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เพราะถ้าเขาจะแยกให้เราอยู่กันคนละที่เราก็ไม่เอา ไม่ยอม (ในใจกลัวเขาเอาไปขาย ฉันพิจารณาดูตัวเองแล้วก็คิดว่าไม่น่ากลัวเท่าไร หน้าตารูปร่าง ผอมเหมือนไม้เสียบผี(แม่ชอบว่า) คงไม่มีผู้ใดพิศวาสเราแน่ แต่เจ้าน้องหนั่นเนื้อที่มากับเราด้วยนี่ซิ น่าสนใจ แต่ไม่เป็นไรน่า ทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน)

 

เราทั้งคู่เห็นป้ายสำนักจัดหางาน 2-3 ร้าน เราก็เลือกร้านหนึ่งที่คิดว่าดีที่สุด เพราะเห็นมีผู้หญิงกลางคนอยู่ในร้านด้วย เราค่อยๆก้าวเข้าไปอย่างไม่มั่นใจนัก หวังจะให้ผู้หญิงมาทักทาย แต่ปรากฏว่าเป็นผู้ชายที่มาพูดด้วย อายุอานามประมาณ 30 ปี ท่าทางเจ้าเล่ห์นิดหน่อย

 

หนู...หนู...มาหางานทำค่ะ” ฉันพยายามพูดให้มันดูเซ่อๆ เหน่อหน่อยๆ

 

เอางานโรงงานทอผ้า นะคะ” ฉันรีบบอกก่อนที่เขาจะถาม

 

ไหนขอดูบัตรประชาชนหน่อย” อีตาผู้ชายมองอย่างสำรวจตรวจตรา แต่ดูจะจ้องมองน้องที่มาด้วยนานหน่อย

 

หนู ยัง...ไม่ทำบัตรเลยค่ะ” โกหกไว้ก่อน ทำหน้าแบบที่คิดว่า บ้านนอกเต็มแก่แล้ว ในใจก็นึกกลัวว่ามันจะไม่เชื่อ เพราะหน้าแก่ แต่ชั่งมันเหอะ มันจะรู้ได้ไง อาจเป็นเพราะทำงานหนักเลยหน้าแก่ก็เป็นได้

 

อายุเท่าไหร่นั่งซิ” เขาชี้ให้เราสองคนนั่งที่เก้าอี้เก่าๆในร้านแคบๆ ที่มีข้าวของวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ

 

สิบห้าค่ะ” น้องรีบตอบ

 

เอ้า แล้วเราล่ะ” เขาหันมาถามฉัน

 

สิบหกค่ะ” สมัยก่อนทำบัตรประชาชนต้องอายุ 17 ปี

 

ไม่น่าเชื่อ... เอ้า...ชื่ออะไร ?” พี่แกหยิบกระดาษขึ้นมา แผ่น ถามชื่อที่อยู่

 

ชื่อ บัวแพนค่ะ” ฉันนึกขำในใจ ชื่อมันไม่เข้ากับหน้าเราเลย ชื่อนี้ฉันจำมาจากพี่น้องชาวนาจากหนองบัวลำพูเคยมาประท้วงที่มหาวิทยาลัย

 

นามสกุล นาดีค่ะ” เพราะจะได้บอกว่าที่บ้านทำนาไง

 

อยู่จังหวัดอะไรฮึ

 

อ่างทองค่ะ” เคยไปค่ายทำนาที่อ่างทอง ยังไงก็ยังพอโม้ได้แหละน่า จะบอกเป็นทางเหนือหรืออีสานก็ไม่ได้ เพราะพูดไม่เป็นเลย

 

อำเภออะไร

 

“...เออ...เมืองค่ะ

 

แล้วก็ถามอะไรอีก จำไม่ได้แล้ว มัวแต่เกร็งไม่ให้มีพิรุธ พยายามมองไปทางถนน ราวกับว่าตื่นเต้นกับรถรา เขาเขียนหนังสือไม่ค่อยคล่อง ก็ดี ฉันจะได้มีเวลาคิดว่าจะตอบปัญหาแบบไหนถ้าเกิดเขาถามอะไรมาแปลกๆ แต่เขาก็ไม่ถามอะไรมากหรอก ถึงเวลาเซ็นชื่อก็ต้องทำเป็นเขียนช้าๆ โย้เย้ๆ หลังจากนั้นเขาก็เรียกเงิน ค่าจัดหางาน แต่จำไม่ได้แล้วว่า เท่าไร

 

ฉันพยายามจะถามเขาว่า จะให้เราไปทำงานอะไร เขาก็ไม่ยอมพูด เพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวจะจัดการให้คนไปส่งที่โรงงาน ฟังดูก็น่าจะเป็นงานจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างที่กลัว เราก็เลยเงียบไว้ เพราะเดี๋ยวความแตกขึ้นมาจะยุ่ง

 

หลังจากนั้นเขาก็พาเราขึ้นรถตุ๊กๆอ้อมไปครึ่งรอบวงเวียน แล้วตรงไปเพียง ป้ายรถเมล์ ก็เลี้ยวเข้าซอย แป๊บเดียวก็ถึงโรงงาน โรงงานอยู่ในซอยใกล้ๆวงเวียนใหญ่นี่เอง!

 

ฉันใจเต้นระทึก โรงงานแห่งแรกของเราจะเป็นแบบไหนหนอ?

 

 

ตอนที่ 2 มาถึงโรงงานแล้ว

 

การที่เราสองคนมาหางานทำที่วงเวียนใหญ่ เป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุด เพราะการเป็นนักศึกษา ถือว่าเป็นชนชั้นที่ได้เปรียบของสังคม เรามีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ แต่เราไม่เรียน กลับมุ่งจะทำงานในโรงงานเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะจัดตั้งกรรมกรให้เข้าร่วมงานปฏิวัติ ซึ่งขณะนั้นเราคิดว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่เราจะทำเพื่อประเทศของเรา

 

ขวัญ ไปทำงานเป็นกรรมกรไหม?” เพื่อนคนหนึ่งมากระซิบกระซาบชักชวนในคืนวันหนึ่งขณะที่เรากำลังกวนกาวจะเอาไปติดโปสเตอร์ ขณะนั้นประมาณปลายปี พ.ศ. 2518 ซึ่งการต่อสู้ของประชาชนเริ่มจะเข้มข้นและเริ่มมีการจัดตั้ง ฉันจึงสนใจเรื่องที่เพื่อนเสนอมามาก

 

การพูดคุยกับเพื่อนคนนี้ไม่ได้ข้อมูลมากนักมาก เพราะเขาเองก็ยังไม่เคยเข้าไปเป็นกรรมกรจริงๆ แต่เขามีองค์กรขึ้นต่อ และเขาก็เน้นย้ำนักหนาว่า อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาด

 

ฉันเองกลับมาคิดอยู่หลายวัน  โดยไม่แพร่งพรายให้เพื่อนที่อยู่หอด้วยกันรู้ สับสนและกลุ้มใจมาก... ถ้าไปทำงานในโรงงาน ก็ต้องตัดขาดจากกลุ่มเพื่อนทุกคนในมหาวิทยาลัย เพราะงานนี้ต้องปิดตัว ต้องไม่บอกให้ทางบ้านรู้ ที่สำคัญฉันต้องดัดแปลงตัวเองให้เป็นกรรมกรจริงๆ ฉันต้องละทิ้งความเคยชินเดิมทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ ฉันใช้สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟันยี่ห้อที่ชอบไม่ได้แล้ว ต้องใช้อย่างที่คนงานเขาใช้กัน ฉันต้องหัดนุ่งผ้าถุงแทนกางเกงยีนส์ แม้แต่ชุดชั้นในยังต้องเปลี่ยนยี่ห้อ มันไม่ง่ายเลยที่เราจะต้องเข้มงวดกับตนเองขนาดนี้ ฉันร้องไห้คนเดียวเงียบๆอยู่หลายคืน มันเป็นความเจ็บปวดทางชนชั้นที่หนักหนาสาหัส

 

แต่ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจ และตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการนี้

 

ฉันบอกกับเพื่อนที่หอว่าจะไปทำงานต่างจังหวัด

 

บอกกับเพื่อนที่สนิทว่า จะไปทำงานกรรมกร ขอให้ช่วยปิดเป็นความลับด้วย

 

กับทางบ้านไม่บอกอะไรเลย

 

แล้วฉันก็ไปติดต่อกับเพื่อนคนที่ชักชวน เขาพาฉันไปพบกับรุ่นน้องศูนย์นักเรียนคนหนึ่ง และพาไปแนะนำให้รู้จักกับจัดตั้ง จัดตั้งเป็นคนจีนวัยกลางคนอัธยาศัยดี แต่เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องงานกรรมกรมาก่อน พูดง่ายๆเขาเป็นผู้บุกเบิกงานกรรมกร และเราเป็นผู้ปฏิบัติงานชุดแรก

 

ขณะนั่งรถตุ๊กๆมาโรงงาน ฉันรู้สึกห่อเหี่ยวใจเสียดายเสรีภาพของตนเอง คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน และคิดถึงสถานที่ที่คุ้นเคยและทุกสิ่งทุกอย่าง...ยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาที่เริ่มคลอ...ปลอบใจตัวเองว่า...ฉันต้องเข้มแข็งเพราะฉันเชื่อว่าฉันทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุดแล้ว

 

ตุ๊กๆจอดสนิท นี่หรือโรงงาน ไม่เหมือนที่คิดเลย ที่มองเห็นข้างหน้าคือห้องแถว 4-5 ห้อง มีห้องหนึ่งที่แย้มประตูเหล็กไว้ คนนำก็พาเราเดินเข้าไป ข้างในเป็นห้องโล่งกว้าง ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย มีแสงแดดยามบ่ายลอดส่องเข้ามาทางหน้าต่างซึ่งมีเหล็กดัดติดอยู่ เห็นพนักงานมากมายหลายคนนั่งทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

 

เครื่องเย็บผ้าขนาดใหญ่หลายเครื่องตั้งอยู่เป็นแถวส่งเสียงแคร้กๆตามจังหวะการเย็บ บางคนดึงๆโยกๆเครื่องมือที่ฉันเข้าใจเอาเองว่าเป็นเครื่องทอผ้า เพราะเห็นหลอดด้ายขนาดใหญ่วางอยู่ข้างบนด้วย บางคนก็นั่งอยู่กับพื้นทำงานอยู่กับกองผ้า คนที่มาส่งพอมอบเราให้เป็นสมบัติของเจ้าของโรงงานแล้ว ก็รีบหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เราสองคนก็กลายเป็นจุดเด่นต่อสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมองมา

 

อาเฮียและอาซ้อ เจ้าของโรงงานวัยกลางคน ท่าทางก็ไม่ใจร้ายไส้ระกำอะไรนัก เขามอบให้หัวหน้างานมาพาเราไปแนะนำเรื่องต่างๆ เช่น

 

เวลาทำงาน

เจ็ดโมงเช้า ทำงาน

แปดโมงเช้า กินข้าว

แปดโมงครึ่ง ทำงานต่อ
เที่ยง กินข้าว 
บ่ายโมง ทำงาน
ห้าโมงเย็น กินข้าว
หกโมงเย็น ทำงานต่อ
สองทุ่มครึ่ง เลิกงาน

 

วันอาทิตย์ได้หยุดหนึ่งวัน เลี้ยงข้าว มื้อ เสื้อผ้าซักเอง มีที่ให้นอนแต่ไม่มีที่นอนให้(อยู่ชั้นลอยของโรงงาน) มีห้องน้ำ(ส้วม)ประมาณ 7-8 ห้อง คนงานประมาณ 80 คน

 

เย็บผ้า เป็นมั้ย?” คนที่เป็นหัวหน้าถาม

 

ไม่เป็นเลยค่ะ” ถึงเป็นก็บอกไม่เป็นไว้ก่อน

 

เพิ่งมาทำงานเรอะ

 

ค่ะ

 

เอ้า! งั้นเธอ(ชี้มาที่เรา) มานั่งหัดเลาะด้ายตรงนี้ ส่วนเธอ(หมายถึงน้องที่มาด้วย) ไปหัดทอผ้า

 

มันเป็นเครื่องทอผ้าไหมพรมที่ต้องยืนทอ อยู่ไกลจากที่ฉันนั่งทำงานมากทีเดียว

 

ฉันก็นั่งดึงด้ายเนาออกจากผ้า พยายามคุยกับคนข้างๆไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ก็มาทำงานกันไม่ถึงปี มีแต่หัวหน้าที่อยู่นานหน่อย ประมาณ ปีกว่าแล้ว ฉันแอบถามคนงานว่า

 

นี่ฉันจะได้เงินเท่าไร ฮึ?”

 

เพื่อนคนงานกระซิบตอบว่า คนมาใหม่ๆ ก็ได้ 250 บาทต่อเดือน

 

หา! จริงเรอะ

 

เดี๋ยวเขาก็ขึ้นให้ ให้เราทำงานเป็นก่อน

 

ฉันจึงได้รู้ว่า ฉันต้องหัดเลาะด้าย หัดเนาผ้า หัดสอย ให้คล่องก่อนจึงจะได้ไปหัดเย็บผ้า หรือทอผ้า ก็คงกินเวลาหลายเดือน แล้วเราจะทนไหวไหมนี่?

 

ฉันดึงด้ายออกจากผ้าได้ไม่กี่ชิ้น ก็ได้ยินเสียงออดดังขึ้น ได้เวลา กินข้าวเย็น เขาจัดโต๊ะให้กินข้าวเป็นชุดๆ โต๊ะหนึ่งนั่งกินประมาณ 8-10 คน กับข้าวก็มี แกงส้ม แกงจืด ไข่เจียว ก็พอกินได้ แต่ข้าวมันแฉะไปหน่อย เราสองคนกินไม่ค่อยลงหรอก ตื่นเต้น แปลกที่ สารพัด กินเสร็จก็เอาชามไปวางไว้ในที่ที่เขากำหนด เขาก็มีแม่บ้านมาเก็บไปล้างทีหลัง

 

ค่ำลงแล้ว แต่เสียงเครื่องจักร เสียงการทำงาน เสียงผู้คนพูดคุยกันแว่วๆล้อมรอบตัวเรายังดำเนินต่อไป แต่ทว่าจิตใจของฉันล่องลอยไปไกลแสนไกล...ตะวันตกดินแล้วป่านนี้แม่จะทำอะไรอยู่หนอ แม่อาจจะกำลังกินข้าว แม่คงจะเศร้าใจและเสียใจมากถ้ารู้ว่า หนูมาทำงานแบบนี้แทนที่จะเรียนหนังสือ อนาคตข้างหน้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับไปหาแม่อีกหรือเปล่า เพราะหนูได้มอบชีวิตให้กับงานปฏิวัติเสียแล้ว แต่สักวันหนึ่งแม่คงรู้ว่าหนูได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 

คืนนี้ เป็นคืนแรกที่ฉันต้องนอนในโรงงาน ร่วมชะตาชีวิตกับคนงานทั้งหลาย

 

และมันเป็นวันแรกที่ฉันเป็นกรรมกรอีกด้วย

 

 

ตอนที่ 3 คืนแรกและคืนต่อๆไป

 

เลิกงานแล้ว ตอนสองทุ่มครึ่ง พวกคนงานก็พากันไปอาบน้ำ มันเป็นที่อาบน้ำรวม เป็นถังน้ำใหญ่อยู่ใกล้ห้องน้ำ ข้างๆถังมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ ขนาดมองตอนกลางคืนยังรู้สึกเลยว่าไม่ค่อยสะอาด เราต้องนุ่งกระโจมอกอาบน้ำแบบคนชนบท เราสองคนอาบแบบนี้ไม่ค่อยเป็น ก็ชำเลืองดูคนอื่นว่าเขาอาบกันยังไง เปลี่ยนผ้าอย่างไร ก็ต้องพยายามทำแบบเขา ผ้าเช็ดตัวไม่ต้องใช้ ส่วนชุดนอนไม่มี นุ่งผ้าถุงนอน ต่อไปนี้เราต้องนุ่งแต่ผ้าถุงแล้วเพราะทั้งโรงงานเขาใส่ผ้าถุงกันแทบทุกคน หลังจากอาบน้ำอาบท่าแล้ว พวกเขาสบายอกสบายใจกันมาก มีเสียงพูดคุยหยอกล้อกันบ้าง เสียงร้องเพลงลูกทุ่งบ้าง ใครมีวิทยุก็เอามาเปิดฟังกัน

 

ที่สำหรับนอน เป็นชั้นลอยของตึกหลังนี้ ที่เรียกว่าชั้นลอย เพราะมันเป็นชั้นที่สองที่ต่อยื่นออกมาครึ่งเดียว ทำเป็นที่โล่งกว้างสำหรับคนงานนอน มีมุ้งลวดกันยุง ทุกคนต้องนอนรวมในห้องเดียวกัน สมบัติที่เอาติดตัวมาก็วางไว้ตรงที่จะนอนนั่นแหละ

 

มีพี่คนหนึ่งชื่อ พี่ชื่น เป็นคนเชียงใหม่ ตัวเล็กขาวค่อนข้างท้วม อัธยาศัยดีมาก ชวนเราสองคนไปนอนใกล้ๆเขา เราก็ค่อยอุ่นใจหน่อย เสื้อผ้าที่เอามาก็ใช้หนุนต่างหมอน ผ้าห่มไม่มีเอาผ้าถุงที่ติดตัวมาคลุมขาไว้ แต่ไม่หนาวหรอก อากาศร้อน มียุงบ้างนิดหน่อย ฝ่ายน้องที่มาด้วยกันก็ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย ท่าทางหดหู่และทดท้อ คงจะคิดถึงบ้าน เราก็ไม่กล้าจะถามเพราะกลัวเขาจะร้องไห้ ก็เลยหาเรื่องคุยกับพี่ชื่นไป พี่ชื่นทำงานมา 2-3 เดือนแล้ว กำลังจะหางานใหม่ เพราะที่นี่เงินเดือนน้อย เราคุยกันได้ไม่นานก็ต้องนอนเพราะเขากดออดให้นอนได้แล้ว ต่างคนต่างก็ล้มตัวลงนอน สักพัก

 

พี่ๆ” น้องยื่นมือมาสะกิด กระซิบเบาๆ “พี่หลับหรือยัง?”

 

ฮื่อ...ยังหรอก” ฉันตอบ มีอะไรเหรอ” ฉันถามเบาๆ

 

หนูคิดถึงบ้าน...” น้องตอบเสียงเครือ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

 

เงียบซะ...เบาๆจ้ะ” ฉันกระซิบ ปลอบน้อง เอื้อมมือไปลูบแขนน้องเบาๆ ฉันเองก็แย่เหมือนกัน

 

อดทนไว้...” ฉันกระซิบเสียงเครือ

 

เรา ต่างคนต่างสั่งน้ำมูกเบาๆเป็นระยะๆ รู้กันเองว่าต่างคนต่างร้องไห้ มันเป็นคืนแรกที่เราสูญสิ้นอิสรภาพที่เราเคยมีอย่างเหลือเฟือ อยู่ที่นี่ก็เหมือนติดคุก เพราะไปไหนดังใจไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามระเบียบของโรงงานทุกอย่าง เสียงออดจะเป็นตัวกำหนด ตั้งแต่ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน จนกระทั่งเข้านอน

 

คงจะดึกแล้ว ได้ยินเสียงคนงานบางคนกรนเบาๆ ฉันยังลืมตาโพลงอยู่ พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ?

 

ในที่สุดเราก็หลับไป มาสะดุ้งตื่น ตอนได้ยินเสียงออดดังลั่นปลุกพวกเรา ทุกคนก็กระวีกระวาดลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเข้างาน คืนแรกในโรงงานของฉันผ่านไปแล้ว มันยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก

 

วันนี้ทำงานเต็มวันเป็นวันแรก เมื่อยและเบื่อมากๆ เจ้าน้องหน้าตาเหยเก ทอผ้าไม่ถูก ก็โดนดุบ่อยๆ น่าสงสาร แถมต้องยืนตลอดทั้งวัน ขนาดงานของฉันนั่งทั้งวัน ฉันยังเมื่อยจะตายอยู่แล้ว จะพูดคุยมากก็ไม่ได้เดี๋ยวหัวหน้ามาว่าเอา ตกลงชีวิตฉันต้องมาทำงานหลังขดหลังแข็งไปวันๆ จะปลุกระดมมวลชนได้หรือนี่

 

ตอนบ่ายวันนี้ หลังกินข้าวเย็นแล้ว ได้ออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอกโรงงานบ้าง ไปกับเพื่อนๆหลายคน

 

แต่ก็ไปไม่ถึงปากซอยหรอก เดินไปมองดูตัวเองแล้วก็นึกขำ ที่ต้องมานุ่งผ้าถุงลายๆ ชายผ้าถุงก็ยื่นๆหดๆ ไม่เรียบเสมอกันเหมือนคนที่นุ่งเป็น ใส่เสื้อก็ลายอีก ถ้าเพื่อนเห็นก็ต้องว่า ยัยนี่ รสนิยมเธอห่วยแตกจริงๆ” ฉันนึกขึ้นมาว่า ถ้าเกิดเดินๆไปเจอเพื่อนโดยบังเอิญ จะบอกเขาว่ายังไงดี แต่ดูแล้วคงไม่เจอหรอก ย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดทั้งนั้น

 

คนงานที่นี่ส่วนใหญ่ยังเป็นโสด อายุยังไม่ถึง 20 ปี เกินกว่าครึ่ง ถ้าแต่งงานแล้วจะทำงานอยู่ในโรงงานแบบนี้ก็ไม่ไหว เพราะต้องแยกกันอยู่ แต่ก็มีบางคนทำงานส่งเงินไปให้ลูกและสามีที่บ้านต่างจังหวัด (ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน) สิ่งที่พวกเขาส่วนใหญ่จะพูดคุยกันก็คือ เรื่องการงานที่ดีกว่านี้ เงินที่ดีกว่านี้ เรื่องแฟน และเรื่องการแต่งตัว เรื่องไกลตัว เช่นเรื่องบ้านเมืองเป็นอย่างไร เขาไม่สนใจเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

 

ชีวิตกรรมกรของฉันดำเนินไปอย่างเชื่องช้า จนเข้าวันที่ ซึ่งเป็นวันเสาร์ เราสองคนก็เลยขออนุญาตหัวหน้ากลับไปนอนบ้านญาติ โกหกเขาว่ามีญาติอยู่ลาดพร้าว ดีใจมากเลย ที่จะได้ออกนอกโรงงานซึ่งเปรียบเสมือนคุกสำหรับพวกเรา แต่เราไม่ได้กลับบ้านจริงๆของเราอยู่ดี เพราะบ้านที่เรากลับ คือบ้านของจัดตั้ง

 

พี่จัดตั้งดีอกดีใจมากที่พวกเรากลับมา ซักถามเรื่องราวและพูดคุยกันมากมาย แฟนของพี่จัดตั้งน่ารักมาก รุ่งขึ้นวันอาทิตย์เขาก็จัดการปรุงอาหารอร่อยๆบำรุงบำเรอเราเต็มที่ น้องที่ไปทำงานด้วยกันก็บ่นให้พี่เขาฟังว่า งานโหด เขาทำไม่ค่อยไหว เมื่อยมาก พี่ก็บอกว่าให้อดทนดูสักระยะหนึ่งแล้วค่อยว่ากัน

 

กลับมาได้พูดคุย และพักผ่อนแล้วเราก็สบายใจ พร้อมที่จะทำงานต่อไป พี่เขาก็ชี้แนะให้ลองหาคนดีๆ เก่งสักคนหรือ สองคนในโรงงาน เพื่อเป็นแกนนำ มันเป็นงานที่ยากมากๆเลย

 

ตอนนี้ฉันเริ่มชินกับชีวิตแบบนี้บ้างแล้ว งานที่ทำก็คืบหน้าขึ้นเป็นการเนาแทนการเลาะด้าย แต่งานการจัดตั้งไม่คืบหน้าเอาซะเลย คนที่ฉันเห็นว่าดีที่สุดก็ พี่ชื่น นั่นแหละ

 

บัวแพน สิ้นเดือนนี้ พี่จะลาออกแล้วนะ” พี่ชื่นเอ่ยขึ้น

 

อ้าวพี่จะกลับบ้านนอกหรือ?”

 

ไม่หรอก” พี่ชื่นป้องปากกระซิบ “พี่จะย้ายไปที่ใหม่...บัวแพน จะไปไหม?”

 

ไปซี่...” ฉันตอบแบบยังไม่ทันคิดให้รอบคอบ เพราะในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่าน่าจะมีที่อื่นที่ดีกว่าที่นี่ เสร็จแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้ปรึกษาพี่จัดตั้งเลย จึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า “เอ้อ...หนูขอคิดดูก่อนนะ พี่ชื่นจะไปที่ไหนล่ะ?”

 

ไปบางบอน...เออแล้วค่อยคุยกันนะ” พี่ชื่นรีบสะกิดเมื่อเห็นหัวหน้าเดินมา

 

ฉันเอาความคิดนี้ไปเสนอพี่จัดตั้ง เขาก็เห็นด้วย จึงเป็นเหตุให้ฉันได้ออกจากโรงงานตามพี่ชื่นไป โดยที่ฉันไม่ได้รับเงินสักแดงเดียว เพราะเพิ่งทำงานได้แค่สิบกว่าวัน ฉันไม่ได้ลาออกแต่เดินออกไปเหมือนไปข้างนอกแล้วหายตัวไปเลย ข้าวของเล็กๆน้อยๆก็ทิ้งไว้ที่โรงงาน แต่ฉันนัดกับพี่ชื่นแล้วว่าจะไปสมัครโรงงานใหม่ด้วยกัน ส่วนน้องที่มาทำงานด้วยเขาขอลาออกจากพี่จัดตั้ง ไม่ขอทำงานกรรมกรอีก เขาคงท้อใจ ส่วนฉันตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว อาการคิดถึงบ้านและเพื่อนมีบ้างเป็นระยะ แต่ไม่มีอาการกำเริบแต่อย่างใด

 

ฉันเฝ้าแต่ฝันถึงโรงงานใหม่?

 

ขอให้เป็นโรงงานใหญ่ๆ มีอาหารดีๆ และห้องน้ำสะอาดๆกว่านี้

 

ขอให้ฝันเป็นจริงเถอะ

 

 

ตอนที่ 4 โรงงานใหม่ที่แสนไกล

 

โอ๊ย พี่ชื่น ทำไมไอ้โรงงานนี้มันอยู่ไกลนักล่ะ นั่งรถต้นสายจนสุดสายแล้วยังไม่ถึงอีก” ฉันบ่นเมื่อต้องลงเดินต่ออีกอีก

 

เออ เกือบถึงแล้ว ไม่ต้องบ่นหรอก ของดีๆต้องหายากหน่อยสิ” พี่ชื่นว่า

 

เฮอะ แล้วพี่รู้ได้ไงว่าดี

 

รู้ก็แล้วกัน ก็มีคนในนี้เขาชวนมา

 

เราเดินมาไกลเป็นกิโล สองข้างทางไม่ค่อยมีบ้านคน มีต้นไม้ใหญ่บ้าง เป็นทุ่งหญ้ารกร้างบ้าง แต่ในที่สุดเราก็มองเห็นตึกใหญ่อยู่ไม่ไกลนัก

 

โน่นไง เห็นไหม?” พี่ชื่นชี้ชวนให้ฉันดูอย่างดีใจ

 

โรงงานตั้งอยู่โดดเด่น เป็นตึก ชั้น ใหญ่โตและดูดีกว่าโรงงานแรก มีรั้วรอบขอบชิด

 

เมื่อไปถึงโรงงานมองเข้าไปก็เห็นเครื่องทอผ้าขนาดใหญ่แบบอัตโนมัติ อยู่ 4-5 เครื่อง (มารู้ภายหลังว่าเป็นเครื่องทอผ้ามองตากูร์) ใช้คนงานชายคุมแค่คนเดียว

 

เราต้องเข้าไปสมัครงานในห้องกระจก ซึ่งมีเจ้าของโรงงาน อาซ้อ และลูกชายนั่งอยู่ด้วย แต่การสมัครครั้งนี้ก็ราบรื่น เพราะฉันมีพี่ชื่นกรรมกรตัวจริงมาด้วย จึงไม่กลัวว่าจะตอบผิดพลาด ที่นี่เข้างานเวลา โมงเช้า เลิกงาน โมงเย็น แต่ถ้ามีงานมากก็ต้องทำเกินเวลาบ้าง หยุดวันอาทิตย์ วัน ระบบงานที่นี่ส่วนใหญ่เป็นงานเหมา เช่นช่างเย็บ เข้าแขนข้างละ 20 สตางค์ ก็นับชิ้นเอาว่าวันเย็บได้เท่าไร หัวหน้างานจดบันทึกไว้ ครบ 15 วันก็คิดเงินจ่ายให้ พี่ชื่นและฉันพออกพอใจกับงานที่นี่มากเพราะไม่ต้องทำงานวันละ 10 กว่าชั่วโมงเหมือนที่เก่า และงานก็จ่ายเป็นรายชิ้นดูค่อนข้างเป็นธรรมดี

 

หลังจากเราเอาข้าวของไปเก็บไว้ที่ชั้น ซึ่งเป็นที่พักพนักงานแล้ว พี่ชื่นก็ไปคุยกับเพื่อนคนที่เขารู้จัก ฉันก็เลยลงมาข้างล่าง ช่วยแม่ครัวหั่นผัก ทำกับข้าวมื้อเย็น เรียกว่าผูกมิตรไว้ก่อน อาซ้อโผล่มาเห็นฉันเข้าพอดี

 

ไง บัวแพน ชอบทำกับข้าวรึ” เขาจำชื่อฉันได้แม่นมาก

 

ไม่หรอกค่ะ หนูทำไม่ค่อยเป็น” ฉันรีบตอบกลัวจะต้องเป็นแม่ครัว

 

ตื่นเช้าหรือเปล่า พรุ่งนี่ไปจ่ายตลาดกันซิ” เอาละซี ทำยังไงดีละฉันคิดในใจ

 

ค่ะ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันจึงรีบตื่นแต่เช้ามืด ไปเป็นนังแจ๋วถือของให้อาซ้อที่ตลาดสดบางบอนก็สนุกดี กลับมาอาซ้อจึงผัดใบปอให้กินกับข้าวต้มตอนเช้า ฉันไม่เคยกินใบปอมาก่อน แต่พอได้กินก็ติดใจ

 

ส่วนกับข้าวมื้อกลางวันและเย็นเขาก็ทำให้มื้อละ อย่าง อร่อยกว่าที่โรงงานเก่า ข้าวก็ไม่แฉะ

 

binmusaMon Oct 25 2010 09:48:52 GMT+0700 (ICT)
  • พอเริ่มงานวันแรก เขาก็หัดให้ฉันทอผ้าไหมพรม ส่วนพี่ชื่นเขาเย็บผ้าเป็นมาจากโรงงานเก่า เขาก็ให้พ้งผ้า เช่นเย็บเส้นโค้ง เข้าแขน ลำตัว ส่วนฉันทอผ้าไหมพรมได้ วันก็มีคนรีดผ้าลาออกไป อาเฮียแกเกิดพิศวาสฉันขึ้นมา เรียกให้ฉันไปรีดผ้า โอ้โฮ! อะไรจะพิเศษขนาดนั้น ที่ว่าพิเศษเพราะว่าเสื้อทุกตัวในโรงงาน จะต้องผ่านมาให้ฉันรีดเพียงคนเดียว จำไม่ได้ว่าค่ารีดเขาให้ตัวละเท่าไร น่าจะประมาณ 50-60 สตางค์ต่อตัว จำได้แต่ว่า ฉันได้เงินเดือนเดือนละ 900 บาทขึ้นไป นับว่าเป็นกรรมกรที่ฐานะดีไม่ใช่น้อย

     

    เตาที่รีดเป็นเตารีดไอน้ำ ที่มีสายระโยงระยาง ต่อท่อมาจากข้างบนเพดาน เราก็วางเสื้อให้เรียบเป็นรูปร่างสวยงามแล้วเอาเตารีดฉีดไอน้ำลงไป เสื้อก็จะอยู่ตัวดี เสร็จแล้วก็พับวางให้เรียบร้อย  เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะนำไปส่งขาย

     

    ที่รีดผ้าค่อนข้างไกลจากผู้คน และอยู่ใกล้ห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีคนใช้ งานของฉันค่อนก็ข้างสบายเพราะ ถ้าเสื้อยังเย็บไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องรีด เวลาที่งานน้อยจึงเข้าห้องน้ำครั้งละนานๆ แอบอ่านสรรนิพนธ์เล่มเล็กๆที่เอาใส่กระเป๋ากางเกงมาด้วย

     

    สำหรับเรื่องนอน เขาให้นอนชั้น ซึ่งเป็นห้องโล่งกว้าง ติดมุ้งลวด นอนกับพื้นไม่มีเตียง แต่เป็นพื้นปาเก้ เวลานอน นอนเรียงกันเป็นแถวเลย มีอยู่คืนหนึ่งฉันขึ้นไปดูดาวที่ชั้นดาดฟ้า เพลิดเพลินไปหน่อย กลับลงมาอีกทีเขาก็หลับกันหมดแล้ว บางคนนอนโป๊สิ้นดีเลย เพราะนุ่งผ้าถุงนอนนี่แหละ ตอนหลังฉันเลยต้องนุ่งกางเกงนอน เพราะกลัวจะโป๊เหมือนเขา

     

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนบางคนเขากลับบ้านต่างจังหวัด เวลากลับมาก็หิ้วของมาฝากเพื่อน

     

    เฮ้ย แกหิ้วอะไรมาฝากพวกเราวะ เป็นกล่องเลย” เพื่อนคนหนึ่งถามด้วยความสนใจ

     

    ของดี เดี๋ยวก็รู้เอง

     

    ไหนๆ หนูช่วยหิ้ว” ฉันเสนอหน้า

     

    แสดงว่าแกอยากกินมาก เอ้า หิ้วไปเลย” พี่คนนั้นว่า พวกเราช่วยกันหอบหิ้วกล่องขึ้นไปถึงชั้น แล้วช่วยกันแกะกล่อง

     

    เฮ้ยได้กลิ่นแล้ววุ้ย! ข้ารู้แล้ว” เพื่อนคนหนึ่งยิ้มกริ่ม

     

    อะไรๆ ดูมั่ง” อีกคนว่า

     

    มะขามอ่อน” พี่ชื่นตะโกน หัวเราะๆ มีฝักมะขามห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์มา ห่อ

     

    เปรี้ยวปากวุ้ย!” เสียงตะโกน

     

    นี่จิ้มกับนี่ไง” เจ้าของมะขาม รีบเปิดให้พวกเราดู เป็นกระปุก คล้ายกระปุกกระเทียมดองใหญ่ๆ ฉันพยายามจะดูว่ามันคืออะไรเอ้า เจ้าแพน เอามาฝากแกโดยเฉพาะเลย” กลิ่นตุๆคลุ้งอบอวล

     

    ปลาร้าๆ” เพื่อนเฮด้วยความดีใจ ฉันทำหน้าเหยเก แล้วรีบเปลี่ยนสีหน้า พวกเขาเอามะขามอ่อนทั้งฝัก แล้วก็หยิบปลาร้า ตัวใส่ปากพร้อมกัน แล้วก็ซิ้ดซ้าดว่ามันอร่อยสิ้นดี มือใครต่อมือใครนุงนังกันไปหมดเลย จนในที่สุด ก็มีคนหันมาเห็น

     

    อ้าว แพนกินซิ” เพื่อนหันมาเห็นฉันอยู่นอกวง เฮ้ย หลีกให้ไอ้แพนมันกินมั่งซิ

     

    ไม่เป็นไรๆ พี่ๆกินเหอะ” ฉันรีบปฏิเสธ หนู ไม่ค่อยชอบหรอก

     

    เฮ้ย ของดีนา ไอ้แพน แกไม่กินละก็ เสียดายตาย นี่แม่ข้าทำเองเลยนะ เห็นแมะปลากระดี่เป็นตัวๆสวยๆทั้งนั้น ข้าอุตส่าห์หอบหิ้วมาจากโคราชเชียวนา เอ้ากินซะ มะขามก็เก็บจากต้นเองเลยนะเนี่ย” ว่าพลางก็หยิบมะขามมาหนึ่งฝัก จิ้มลงไปในกระปุกปลาร้า จะเกี่ยวปลาร้าตัวใหญ่ขึ้นมา

     

    ฉันรีบร้อง พี่ เอาตัวเล็กๆก็พอ” เอาละ เป็นไงเป็นกัน ไม่เคยกินก็ต้องกินคราวนี้แหละ ฉันรับมะขามกับปลาร้ามาใส่ปาก อึย...ปลาดิบๆเป็นตัวเลย ลองเคี้ยวดู รสเปรี้ยวเค็มสะใจ กระดากใจก็ตรงที่เคี้ยวปลานั่นแหละแต่ก็ผ่านพ้นไปได้

     

    ไง ลำบ่” พี่ชื่นว่า(หมายถึงอร่อยไหม?)

     

    ลำเจ๊า” ฉันแกล้งตอบ แล้วก็กินร่วมกับเขาอีกสองคำ แล้วก็ถอย เพราะไม่สนิทใจนัก

     

    พนักงานที่นี่เป็นผู้หญิงล้วนประมาณ 100 คน ยกเว้นพวกช่างเครื่องและ พวกที่คุมเครื่องทอผ้าใหญ่จะเป็นผู้ชายซึ่งไม่มีโสดสักคนเดียว ทำให้สาวๆโรงงานต้องไปอ่อยเหยื่อนอกโรงงาน ตอนเย็นจะเห็นนั่งอยู่หลังโรงงานบ้าง ข้างทางรถไฟบ้างเป็นคู่ๆ

     

    ถ้าเราเดินไปตามทางรถไฟ ประมาณ กิโลเมตร จะเจอร้านค้าซึ่งมีหลายร้าน วันหนึ่งเพื่อนชวนมาซื้อข้าวเหนียวส้มตำกินตอนกลางวัน ฉันเหลือบไปเห็นตู้โทรศัพท์สาธารณะ คิดถึงเพื่อนขึ้นมาทันทีจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนที่มหาวิทยาลัย เพื่อนร้องโวยวายดังลั่น

     

    ไอ้ขวัญ แกหายหัวไปไหน พวกเราตามหาแกให้ควั่กเลย แล้วเรื่องงานที่กลุ่มจะว่ายังไง...” เพื่อนพูดเสียงดัง รัวจนฟังแทบไม่ทัน

     

    ฉันน้ำตาร่วงเลย เกิดคิดถึงเพื่อนๆขึ้นมาอย่างยั้งไม่อยู่ อึกอักอยู่นาน จึงตอบไปว่า

     

    เอ้อ...ฉันติดงานที่ต่างจังหวัด...(สั่งน้ำมูก)...

     

    อะไรวะ แกเป็นหวัดอีกแล้วหรือ ดูแลตัวเองหน่อย แกน่ะเป็นหวัดทั้งปีเลย” เพื่อนไม่รู้หรอกว่าฉันร้องไห้ แล้วก็พูดต่อ

     

    เออๆ งานที่กลุ่มเดี๋ยวฉันทำให้เอง

     

    ขอบใจ ขอบใจ เสร็จงานแล้วจะไปหานะ” ฉันวางหูโทรศัพท์อย่างเศร้าๆ ความจริงฉันอยู่ห่างจากเพื่อนนั่งรถไปก็ประมาณ 2-3ชั่วโมง แต่ความรู้สึกเหมือนเราอยู่กันคนละโลก คนละฟากฟ้าเลย

     

    ฉันพยายามฮัมเพลงปลอบใจตัวเอง

     

    ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย...แม้นผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งสาง...

     

     

    ตอนที่ 5 มุ่งสู่โรงงานใหญ่

     

    เฮ้ย! ถอยไปๆ อย่ามุงๆ” ฉันได้ยินเสียงตะโกนดังลั่น เป็นเสียงผู้ชาย คงเป็นช่างเครื่อง ทุกคนวิ่งกรูเข้าไปตามเสียง จนมองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

     

    ใครเป็นอะไรวะ?” พี่ชื่นบ่นพึม

     

    อีน้อยมันเป็นลม” มีคนตะโกนบอก

     

    กูว่าแล้ว วันก่อนโดนผัวชกตาเขียว วันนี้เป็นลมอีก ไม่ต้องทำมาหาแด...

     

    เฮ้ยมันเป็นลม แล้วโดนเข็มจักรแทงมือด้วย ไม่ใช่เรื่องเล็กนะเว้ย!

     

    เฮ่ยเดี๋ยวเฮียเขาก็จัดการให้หรอก...

     

    พวกช่างช่วยกันอุ้มพี่น้อยออกไปขึ้นรถ ลูกชายเฮียขับรถพาไปส่งโรงพยาบาล เย็บไปประมาณ 4-5 เข็ม อาเฮียจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด ทำให้พนักงานพากันซาบซึ้งใจ

     

    ตัวฉันเองเจ้านายก็เอ็นดูมากเป็นพิเศษ เพราะฉันสนใจทำงานอย่างเดียว ไม่เคยมีปัญหาเรื่องคนรัก เรื่องสุขภาพ เรื่องเงินทอง อย่างที่คนงานหลายคนประสบ อาเฮียชอบพูดว่ากับคนงานว่า บัวแพง อีขยันทำงานดี” การเป็นคนโปรดของเจ้านายยิ่งทำให้ฉันหนักใจไปใหญ่

     

    ทุกอาทิตย์ฉันก็กลับไปประชุมกับพี่จัดตั้ง รายงานการทำงาน แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติม พี่เขามีหน่วยทำงานกรรมกรเพิ่มขึ้นอีกหน่วย มี คน เป็นรุ่นน้อง ชื่อ รุ้ง และ ว่าน ทั้งคู่เป็นเด็กนักเรียน เขาก็ตั้งใจทำงานดี เรายังได้แลกเปลี่ยนกันเรื่องในโรงงาน แต่บางครั้งเขามีปัญหาเรื่องการต่อสู้ทางความคิด ฉันสงสารเขาและพยายามให้กำลังใจเขา เพราะพวกเขายังเด็กเหลือเกิน ขนาดฉันเรียนมหาวิทยาลัยแล้วยังท้อแท้แทบตาย นี่ถ้าพี่จัดตั้งไม่เป็นคนดีที่ตั้งอกตั้งใจทำงานด้วยความจริงจังขนาดนี้ ฉันก็คงจากไปเสียนานแล้ว

     

    งานปลุกระดมมวลชนก็ไม่คืบหน้า เพราะสภาพงานที่นี่ค่อนข้างราบรื่น มีแต่พี่ชื่นคนเดียวที่ดูจะดีกว่าเพื่อน อายุก็ 25 ปีแล้ว ไม่มีภาระครอบครัว นิสัยส่วนตัวดี ไม่เคยมีปัญหากับใคร ฉันก็พยายามคุยเรื่องต่างๆให้ฟัง เขาก็ฟังเฉยๆ ฉันเริ่มถามตัวเองว่า แล้วเราจะให้เขาต่อสู้เรื่องอะไร นี่แหละปัญหา แล้วจะจัดตั้งกรรมกรให้ไปเชื่อมโยงกับการปฏิวัติได้อย่างไร?

     

    แล้ววันหนึ่งในการประชุมกับจัดตั้ง พี่เขาก็อ่านจดหมายคล้ายๆกับคำชี้แนะมาจากพรรค “ให้ระดมการทำงานปลุกระดมในเมืองอย่างเต็มที่เพื่อประสานกับทางชนบทซึ่งกำลังก้าวรุดหน้า ให้เร่งเสริมงานปลุกระดมกรรมกรทั้งแบบซึมลึกและทางกว้าง...

     

    นั่นคือสัญญาณที่บ่งชี้ให้ฉันต้องย้ายงานอีกครั้ง พี่เขาชี้แนะให้ไปทำงานโรงงานใหญ่ ที่มีระบบระเบียบเป็นอุตสาหกรรมจริงๆ ไม่ใช่ระบบเถ้าแก่หรือโรงงานเล็ก เพราะคนงานในโรงงานเล็กไม่ค่อยตื่นตัว ไม่รับรู้เรื่องสถานการณ์ จึงยากต่อการจัดตั้ง สังเกตจากการประท้วงของกรรมกรโรงงานต่างๆ ก็มักจะเป็นโรงงานใหญ่ๆทั้งสิ้น

     

    ฉันจึงหนีไปจากโรงงานแห่งที่สองอีกตามเคย ก่อนจะไปพยายามจะชักชวนพี่ชื่นไปหางานใหม่

     

    พี่ชื่น หนูจะไปหางานทำใหม่นะ” ฉันแอบกระซิบ

     

    แกจะบ้าเรอะ บัวแพน งานแกดีขนาดนี้ ยังจะไปไหนอีก” พี่ชื่นทำตาพอง เสียงลั่น

     

    จุ๊ๆ...พี่ชื่นเบาๆซี่....เดี๋ยวใครได้ยินเข้า...หนูอยากไปทำโรงงานใหญ่ๆ...” ฉันพยายามพูดเบาๆ

     

    เอ๊อ...แล้วได้งานแล้วเรอะ?”

     

    ยัง...ยังไม่ได้ ถ้าได้หนูจะเขียนมาบอก พี่ชื่นจะไปไหมล่ะ?”

     

    ไม่รู้ ไม่ละมั้ง ย้ายบ่อยๆ แย่เลย

     

    ฉันจึงจากไปแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวน้องที่ชื่อรุ้งก็ออกจากงานที่เขาทำอยู่เช่นกัน เพื่อไปหางานใหม่กับฉัน เราสองคนจึงพากันนั่งรถเมล์หางานกันทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น นั่งตั้งแต่ต้นสายจนสุดสาย จุดที่เรามุ่งไปครั้งแรกคือ บางขุนเทียน ดาวคะนอง แถบนี้โรงงานมีมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานขนาดเล็กและกลาง คนงานไม่เกินร้อยกว่าคน ขณะที่ตระเวนหางาน เห็นอะไรน่าดูน่าชม เราก็แวะไปหมดทั้งตลาดน้ำและวัดวาอาราม ชื่นชมว่าบ้านเมืองเราช่างมีสิ่งสวยงามแปลกตาดี

     

    ต่อมาเราก็เปลี่ยนทิศไปทางย่านรังสิตจนถึงย่านประตูน้ำพระอินทร์ เดินบ้าง นั่งรถเมล์บ้าง เส้นทางนี้มีโรงงานใหญ่มากมาย เราพยายามติดต่อบริษัทต่างๆ ว่าเขาจะรับสมัครคนงานไหมมีตั้งแต่โรงงานขนม โรงงานทอกระสอบ โรงงานทอผ้า ฯลฯ จนกระทั่งโรงงานกระเบื้องสุขภัณฑ์ เราใช้วิธีสอบถามจากชาวบ้านแถวนั้น ดักถามคนที่ใส่ชุดคนงาน สารพัดวิธี ก็ยังหางานไม่ได้สักแห่ง

     

    ตอนนี้เงินทองก็เริ่มร่อยหรอ พี่จัดตั้งเขาก็คอยช่วยเหลือด้านการเงินอยู่บ้าง แต่ฉันก็เกรงใจ เพราะเขาก็ต้องเลี้ยงดูเราในช่วงที่เราอาศัยอยู่กับเขา เราสองคนจึงพยายามประหยัดไม่กินขนมนอกจากข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวมื้อกลางวันเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเราสองคนก็บ้าถึงขนาดเดินจากรังสิตมาถึงดอนเมือง เราลองจับเวลาดู 15 นาทีเราจะเดินไประยะทาง ก.ม. สองข้างทางมีแต่ทุ่งนาและทุ่งร้าง ชาวบ้านเห็นเราก็มองด้วยความประหลาดใจ เพราะเป็นถนนใหญ่ที่จะไม่มีคนเดินมีแต่รถวิ่งไปมา พวกเราน่าจะเรียกว่าบ้าตกงานจริงๆ

     

    รุ้งเขาสุขภาพไม่ค่อยดี ปวดท้องบ่อยๆ ปวดมากขนาดร้องคราง เขาจึงขอกลับบ้านสักพัก ฉันจึงขอเวลากลับบ้านด้วย แต่ฉันไม่ได้กลับหรอก กลัวใจอ่อนสงสารแม่ จึงกลับไปที่หอพักที่เพื่อนอยู่แล้วเขียนจดหมายไปถึงแม่แทน

     

    กราบเท้าแม่,

     

    ขวัญเองค่ะ หนูยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ได้ไปไหนไกลๆ เพียงแต่ทำงานบางอย่างอยู่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง

     

    หนูไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว หนูทำงานพอจะมีเงินใช้จ่าย แม่ไม่ต้องส่งเงินไปให้

     

    หนูไม่ได้ทำสิ่งที่เลวร้าย ไม่ได้เป็นคนชั่ว ขอให้แม่เข้าใจ

     

    สักวันหนึ่งแม่จะรู้ว่าหนูทำสิ่งที่ถูกต้อง หนูทำเพื่อประเทศของเราค่ะ

     

    แล้วหนูจะติดต่อมาอีก ขอแม่อย่าเป็นห่วง

     

    รักแม่มาก,

     

    ขวัญ

     

    ส่งจดหมายไปให้แม่แล้ว ฉันก็มุ่งหน้ามาหางานทำต่อไป แล้วฉันก็พบโดยบังเอิญว่าโรงงานใหญ่ อยู่ใกล้ๆนี่เอง

     

    วันหนึ่งฉันนั่งรถเมล์ เข้าซอยอ่อนนุช ผ่านกองขยะที่ใหญ่โตเหมือนภูเขา ซึ่งเหม็นจนแทบทนไม่ไหว พลันสายตาฉันก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อเชื้ตสีขาว นุ่งกางเกงสีเขียว มีผ้าเอี๊ยมสวมทับ ฉันรู้ทันทีว่าเป็นแบบฟอร์มโรงงานเพราะเคยเห็นเมื่อตอนไปหางานที่รังสิต มีพนักงานใส่ชุดแบบคล้ายๆกันนี้ ฉันจึงเข้าไปถาม และได้เจอโรงงานใหญ่ดังที่ต้องการ เป็นโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ มีพนักงานเกือบสองพันคน แต่จะเข้าไปทำงานได้อย่างไร เพราะเราเดินเข้าไปสมัครงานมาหลายโรงงานแล้ว เขาไม่รับเราง่ายๆหรอก

     

    แต่เพียงแค่เห็นโรงงาน ฉันก็รู้สึกมีความหวังอยู่ลึกๆในใจแล้ว!

     
    กรุณาอ่านต่อที่นี่... 
     

    binmusaMon Oct 25 2010 09:51:13 GMT+0700 (ICT)