muslimchaingmai / ศาลาพักใจ / ทำอย่างไรจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเสร็จใน ๑๐ วัน?

ทำอย่างไรจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเสร็จใน ๑๐ วัน?

Ico64
นาย สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
นักวิชาการ
โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน  
ลิงค์บทความ   http://gotoknow.org/blog/inspiring/389519


 ทำอย่างไรจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเสร็จใน ๑๐ วัน?


ผมเขียนบันทึกเรื่อง ทำอย่างไรจึงจะรักคนที่เรารู้สึกไม่ชอบ?
(http://gotoknow.org/blog/inspiring/389133) ในบล็อกนี้เมื่อวาน
โดยอ้างถึงหนังสือชื่อ โลกสดใสเมื่อคนไข้กับหมอปฏิบัติต่อกันฉันมนุษย์
ที่ผมเขียนในสไตล์ “เรื่องเล่า”
หนังสือเล่มนี้เกิดจากการเล่าเรื่องการเข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนของผม
ที่ผมเขียนลงในเว็บบล็อกนี้เป็นตอนๆ ภายใต้ชื่อเรื่อง สุขใจเมื่อไปขึ้นเตียงผ่าตัด
(คลิกไปอ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/inspiring/321431)  
นักเขียนบล็อก (blogger) เรียกกันว่า Book from Blog แปลว่า หนังสือจากบล็อก
ซึ่งปัจจุบันทำกันเยอะ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ในเมืองไทยเราก็มีไม่น้อย
มิตรคนหนึ่งเป็นอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ถามผมว่า
ผมใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้นานเท่าไร
ผมตอบว่า ๑๐ วัน เพราะผมเข้ารับการผ่าตัดวันที่ ๑๔ ธ.ค.๕๓
หมอให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านวันที่ ๑๖ ธ.ค.๕๓
ผมเริ่มค่อยๆ ทะยอยเอาที่โน๊ตไว้มาเขียนใส่ในบล็อกวันละตอน
เพราะยังไม่อยากนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
วันที่ ๒๕ ธ.ค.๕๓ ตรงกับวันคริสต์มาส เป็นวันสุดท้ายที่ผมทะยอยเอาไปใส่จนหมด
อีกทั้งเรื่องในบันทึกนั้น มีเรื่องของ “ความรู้สึก” เกี่ยวข้องอยู่มาก
เรื่องของความรู้สึกนี้อยู่ในความทรงจำผมได้ไม่นานเท่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์
นอกจากนี้ เรื่องของความรู้สึกนี้ เขียนขณะยังสดๆ อยู่ จะถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่า
หากทิ้งไว้จนแห้งแล้ว ถ่ายทอดออกมาก็จะแห้งตามไปด้วย ไม่มีชีวิตชีวา
เมื่อไม่มีชีวิตชีวา ก็ไม่มีเสน่ห์ และไม่มีพลัง
กลายเป็น “เรื่องเล่าที่ไม่เร้าพลัง”
อ.เสรี พงศ์พิศ ผู้อำนวยการสถาบันที่ผมทำงานอยู่ สอนวิธีเขียนหนังสือให้พวกเราว่า
เมื่อเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนอะไร ก็ให้ลงมือเขียนไปเลย
ยังไม่ต้องสนใจภาษาว่าจะผิดจะถูก จะเขียนได้ดีหรือไม่ดี
เขียนเอาความคิดออกมาก่อน เขียนไปให้จบเท่าที่ความคิดมันจะแล่นไป
เรื่องความสละสลวยของภาษา รวมทั้งการสะกด ค่อยตกแต่งเอาทีหลังได้
หรือจะเพิ่มจะตัดเนื้อหา เพิ่มตัวอย่าง หรืออะไร ทำทีหลังก็ได้
ผมก็ได้หลักที่ท่านให้มาปฏิบัติ ซึ่งก็เวิร์กมากครับ
ทำให้เขียนอะไรได้เร็ว
ท่านยังสอนพวกเราว่า เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิตต้องเป็น “นักเล่าเรื่อง”
และต้องฝึก “เล่าให้เป็น” ด้วย
การเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันของผม
จึงเป็นการฝึกเล่าเรื่องตามที่ท่านแนะ
เราแต่ละคนมี “เรื่องราว” ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกวัน
หากฝึกเป็นคนช่างสังเกตเสียหน่อย ก็จะมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้เขียนเยอะแยะไปหมด
หากเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเราไม่อยู่สถานที่และเวลาที่จะเขียนได้ทันที
ก็จด “หัวข้อความคิด” ไว้ก่อน แล้วเขียนทันทีที่มีโอกาส
ผมจึงมีสมุดพกเล็กๆ กับปากกาสำรองไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงเสมอ
เอาไว้จดหัวข้อความคิด หรือเรื่องย่อไว้ก่อน
เวลาจะเขียน ผมมักจะเขียนเฉพาะหัวข้อสั้นๆ ลงในกระดาษก่อน
จากนั้นเขียน(พิมพ์)จากความคิดเป็นตัวหนังสือลงเครื่องทางคีย์บอร์ดเลย
บางเรื่องก็เขียนไว้อ่านเอง เพราะมีบางเรื่องที่เราไม่อยากให้คนอื่นอ่าน
มีบ่อยครั้งที่ตั้งใจเขียนแล้วลืม หรือมีงานอย่างอื่นมากจนไม่มีโอกาสเขียน
ผมก็ไม่ห่วงหาอาวรณ์อะไร ปล่อยมันไป โลกไม่ได้แตกซักหน่อยถ้าไม่เขียนเรื่องนั้น
อีกทั้ง เดี๋ยวเรื่องใหม่ก็มาอีก มาทุกวันจริงๆ
ตัวอย่างเช่น เรื่องที่ผมเกิดสังเกตเห็นมือตัวเองเอื้อมออกไปจะแย่งภาพถ่ายจากมือภรรยามาดู
เหตุการณ์การเคลื่อนของมือแค่เสี้ยววินาทีนั้น มันกลับนานมากในความรู้สึกของผม
เหมือนภาพสโลว์โมชั่นในหนัง ทำให้ผมหยุดมือตัวเองไว้ได้
ผมเข้าใจว่าในภาษาพระเรียก การตื่นรู้ที่จู่โจมเราอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทำให้ผมค่อยๆ ลดมือตัวเองลง แล้วเปิดใจฟังเธอเล่าความประทับใจในภาพนั้นอย่างใส่ใจ
เกิดการฟังคนที่เรารักทั้งตัวทั้งใจโดยไม่มีคำพูดใดๆ มีแต่ภาษาท่าทางที่สื่อออกไป
โดยเธอเองก็ไม่มีทางรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในจิตใจผม
แต่ผมก็สังเกตได้ว่า เธอรู้สึกดีที่ผมเอาใจใส่เข้าไปร่วมในประสบการณ์ที่เธอเล่านั้น
(อ่านเรื่องนี้ได้ใน http://gotoknow.org/blog/inspiring/317170)
หากหมั่นสังเกตตนเองและสิ่งรอบตัว แค่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเรื่องเดียวนี้
ก็สามารถเขียนออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้ว
และก็สามารถเขียนได้เร็วด้วยโดยเทคนิคดังกล่าว.
สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓  

binmusaTue Sep 07 2010 13:23:55 GMT+0700 (ICT)