muslimchaingmai / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / เรื่องราว ประวัติของนบีอาดัม

เรื่องราว ประวัติของนบีอาดัม

รื่องราว ประวัติของนบีอาดัม


อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่าและจงนึกถึงเมื่อตอนที่พระผู้อภิบาลของเจ้าได้กล่าว แก่บรรดามลาอิก๊ะฮฺว่า “แท้จริง ฉันจะให้มีมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าขึ้นมาบนแผ่นดิน”พวกเขากล่าวว่า พระองค์จะทำให้ผู้ก่อความเสียหายและหลั่งเลือดกันเกิดขึ้นในนั้นหรือ ทั้งๆที่พวกเราสดุดีพระองค์ด้วยการสรรเสริญและประกาศความบริสุทธิ์ของ พระองค์อยู่แล้ว


พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า ฉันรู้ในสิ่งที่สูเจ้าไม่รู้และพระองค์ได้ทรงนามทั้งหมด (ของทุกสิ่ง) แก่อาดัม หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้แสดงให้มลาอิก๊ะฮฺได้เห็นและกล่าวว่า บอกฉันถึงนามเหล่านี้ซิ ถ้าสูเจ้าแน่จริง บรรดามลาอิก๊ะฮฺกล่าวว่า มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ เราไม่มีความรู้นอกไปจากที่พระองค์ได้ทรงสอนเรา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ


พระองค์ได้ตรัสว่า อาดัมเอ๋ย จงบอกพวกเขาถึงนามของสิ่งเหล่านั้น และเมื่อเขาได้บอกมลาอิก๊ะฮฺถึงนามของสิ่งเหล่านั้นพระองค์ได้ตรัสว่า "ฉันไม่ได้เจ้าหรือว่าฉันรู้ถึงสิ่งเร้นลับในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และฉันรู้สิ่งที่ถูกซ่อนเร้น" และจงนึกถึงเมื่อตอนที่เราได้กล่าวแก่บรรดามลาก๊ะฮฺว่า จงก้มกราบต่ออาดัม และพวกเขาก็ก้มกราบยกเว้นอิบลีส มันปฏิเสธและหยิ่งยโสและเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปฏิเสธที่จะเชื่อฟังอัลอฮฺ และเราได้กล่าวว่า โอ้ อาดัม เจ้าและคู่ครองของเจ้าจงพำนักอยู่ในสวนแห่งนี้และเจ้าทั้งสองจงกินสิ่งที่มี อยู่มากมายตามที่เจ้าทั้งสองต้องการ แต่จงอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้ มิฉะนั้นแล้ว เจ้าทั้งสองจะเป็นผู้กระทำความผิด

หลังจากนั้น ชัยฏอนก็ได้ทำให้เขาทั้งสองต้องพลั้งผิดและต้องออกไปจากที่ที่ทั้งสองเคย อยู่ เราได้กล่าวว่า สูเจ้าทั้งหมดจงออกไปและพวกเจ้าจะเป็นศัตรูต่อกัน โลกจะเป็นที่พำนักสำหรับสูเจ้าและแหล่งความสุขชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นอาดัมก็ได้รับรู้ถ้อยคำของพระผู้อภิบาลของเขา และพระผู้อภิบาลของเขาได้ให้อภัยเขา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงอภัยผู้เมตตาเราได้กล่าวว่า สูเจ้าทั้งหมดจงออกไปจากสถานที่แห่งนี้ หลังจากนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีทางนำจากฉันมายังสูเจ้า และใครก็ตามที่ปฏิบัติตามทางนำของฉันก็จะไม่มีความกลัวเกิดขึ้นแก่เขาและเขา จะไม่เสียใจ แต่บรรดาผู้ปฏิเสธความศรัทธาและไม่เชื่อในหลักฐานของเรา พวกเขาเหล่านั้นก็คือชาวนรก พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดไป (กุรอาน 2:30-39


นอกจากนั้นแล้ว อัลลอฮฺยังได้ทรงกล่าวว่า: “และเราได้สร้างสูเจ้า และได้ทำให้สูเจ้าเป็นรูปร่าง หลังจากนั้นเราได้บอกแก่บรรดามลาอิก๊ะฮฺว่า "จงก้มกราบต่ออาดัม" และพวกเขาก็ก้มกราบยกเว้นอิลีส มันไม่ยอมที่จะเป็นผู้ก้มกราบ อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า "อะไรขัดขวางเจ้า (อิบลีส) ไม่ให้เจ้าก้มกราบเมื่อฉันบัญชาเจ้า ?" มันกล่าวว่า "ข้าพระองค์ดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟและพระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน" อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า "อิบลีส เจ้าจงออกไปให้พ้นจากที่นี่ในนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาโอหัง ออกไปเสีย เจ้านั้นเป็นพวกที่ต่ำต้อยและสิ้นหวัง" อิบลีสกล่าวว่า "โปรดผ่อนผันเวลาให้แก่ฉันจนกระทั่งวันที่พวกเขาถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ

อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า "เจ้าเป็นผู้ได้รับการผ่อนผัน"อิบลีสได้กล่าวว่า "เพราะพระองค์ได้ทรงทำให้ฉันหลงผิด ฉันจะซุ่มคอยพวกเขา (มนุษย์) ตามแนวทางที่เที่ยงตรง หลังจากนั้น ฉันจะจู่โจมพวกเขาทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง และจากด้านขวาและด้านซ้ายของพวกเขา และพระองค์จะไม่พบว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาเป็นผู้ขอบคุณ" อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่าแก่อิบลีสว่า "จงออกไปจากที่นี่เสียในฐานะผู้สิ้นหวังและผู้ถูกเนรเทศ ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามเจ้า เราจะทำให้นรกเต็มไปด้วยพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด"

และอาดัมเอ๋ย เจ้าและคู่ครองของเจ้าจงพำนักอยู่ในสวนสวรรค์ และจงกินสิ่งที่มีอยู่ตามที่เจ้าทั้งสองต้องการ แต่จงอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้มิฉะนั้นแล้ว เจ้าทั้งสองจะตกเป็นผู้อธรรมและกระทำความผิด" หลังจากนั้น ชัยฏอนได้กระซิบแก่ทั้งสองเพื่อที่จะเปิดเผยให้ทั้งได้เห็นสิ่งอันพึงสงวน ที่ถูกซ่อนเร้นไว้จากกันและกัน มันได้กล่าวว่า "พระผู้อภิบาลของท่านทั้งสองไม่ได้ห้ามต้นไม้นี้แก่ท่านทั้งสองด้วยเหตุใด นอกจากท่านทั้งจะกลายเป็น มลาอิก๊ะฮฺหรือท่านทั้งจะมีชีวิตนิรันดร์กาล" และมันได้สาบานแก่ทั้งสองว่า "ฉันเป็นผู้ที่ปรารถนาดีแก่ท่านทั้งสองจริงๆ"

ดังนั้น มันจึงได้ทำให้ทั้งสองหลงผิดด้วยการหลอกลวง หลังจากนั้น เมื่อทั้งสองได้ลิ้มรสของต้นไม้นั้นแล้ว สิ่งอันพึงละอายของทั้งสองที่ถูกซ่อนเร้นไว้ก็ได้เปิดเผยให้ทั้งสองได้เห็น และทั้งสองได้เริ่มเอาใบไม้แห่งสวนสวรรค์มาปกปิดบนตัวเอง (เพื่อปิดบังความละอาย) และพระผู้อภิบาลของเขาทั้งสองได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "ฉันมิได้ห้ามเจ้าทั้งสองเกี่ยวกับต้นไม้ต้นนั้นและมิได้บอกเจ้าทั้งสองหรือ ว่าชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูที่เปิดเผยแก่เจ้าทั้งสอง ?" ทั้งสองกล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา เราได้อธรรมต่อตัวของเราเอง ถ้าหากพระองค์ไม่ทรงให้อภัยเราและประทานความเมตตาแก่เรา เราจะต้องเป็นผู้ขาดทุนอย่างแน่นอน"

อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า "จงออกไปจากที่นี่ เจ้าจะเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน ( นั่นคือ อาดัม ฮาวาและชัยฏอน) บนแผ่นดินจะเป็นสถานที่พำนักและความสุขสำหรับพวกเจ้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง" พระองค์ได้กล่าวว่า "ในนั้น พวกเจ้าจะมีชีวิต และในนั้นพวกเจ้าจะตาย และจากที่นั้น พวกเจ้าจะถูกนำออกมาอีก (กุรอาน 7:11-25)"

เราคิดว่าเมื่ออัลลอฮฺได้ทรงตัดสินใจที่จะสร้างอาดัมนั้น พระองค์ได้กล่าวแก่บรรดามลาอิก๊ะฮฺให้ก้มกราบต่ออาดัม พระองค์มิได้ต้องการที่จะถามความเห็นหรือขอคำแนะนำจากบรรดามลาอิก๊ะฮฺแต่ ประการใด เพราะพระองค์ทรงเหนือกว่านั้น อัลลอฮฺได้ทรงบอกบรรดามลาอิก๊ะฮฺว่าพระองค์กำลังจะสร้างตัวแทนขึ้นมาคนหนึ่ง บนหน้าแผ่นดินที่จะมีลูกหลานที่สร้างความเสียหายให้แก่โลกและหลั่งเลือดกัน นั่นคือเหตุผลที่บรรดามลาอิก๊ะฮฺได้กล่าวกับอัลลอฮฺว่า พระองค์จะทำให้ผู้ก่อความเสียหายและหลั่งเลือดกันเกิดขึ้นในนั้นหรือ ?” (กรุอาน 2:30)

ก่อนที่จะสร้างอาดัมนั้นมีหลายฮะดีษหรือคำบอกเล่าเกี่ยวกับมลาอิก๊ะ เช่น อิบนุเกาะตาด๊ะฮฺได้กล่าวว่ามลาอิก๊ะฮฺได้ถูกบอกให้รู้เกี่ยวกับการสร้างอา ดัมและลูกหลานของเขาโดยญินที่มีชีวิตอยู่ก่อนอาดัม ส่วนอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัรฺได้กล่าวว่าญินได้เกิดขึ้นมาก่อนอาดัมประมาณ 2,000 ปีและหลังจากนั้นก็หลั่งเลือดกัน ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ส่งกองทัพมลาอิก๊ะฮฺไปขับไล่พวกญินออกไปยังส่วนลึกของทะเล อิบนุฮาติมได้เล่าจากอะลี ญะฟัรฺ อัลบากิรฺว่า บรรดามลาอิก๊ะฮฺได้ถูกบอกให้ทราบว่ามนุษย์จะเป็นสาเหตุแห่งความชั่วและหลั่ง เลือดกันบนโลก นอกจากนั้นก็ยังมีการกล่าวว่าบรรดามลาอิก๊ะฮฺรู้ว่าบนโลกนี้จะไม่มีใครถูก สร้างขึ้นมาโดยไม่เป็นคนชั่วและไม่หลั่งเลือดกัน

ไม่ว่าคำบอกเล่านี้จะถูกต้องหรือไม่ บรรดามลาอิก๊ะฮฺก็เข้าใจว่าอัลลอฮฺจะทรงสร้างตัวแทนขึ้นมาคนหนึ่งบนโลก อัลลอฮฺได้ทรงประกาศว่าพระองค์กำลังจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากดิน พระองค์จะปั้นเขาขึ้นมาและเป่าวิญญานของพระองค์เข้าไปในตัวเขา และหลังจากนั้น บรรดามลาอิก๊ะฮฺจะก้มกราบเขา

อบูมูซา อัลอัชอะรีได้เล่าว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอาดัมจากดินกำมือหนึ่งซึ่งนำมาจากแผ่นดินต่างๆ ดังนั้น ลูกหลานของอาดัมจึงได้ถูกสร้างขึ้นมาตามส่วนประกอบของแผ่นดิน ดังนั้น มนุษย์จึงมีผิวขาว ผิวแดง ผิวดำและผิวเหลือง มีทั้งดีและชั่ว มีความสุขสบายและความเศร้าโศกและสิ่งที่อยู่ในระหว่างนั้น” (บันทึกโดยบุคอรี

อิบนุมัศอูดและบรรดาสาวกคนอื่นๆของท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า อัลลอฮฺได้ญิบรีลลงมายังโลกเพื่อเอาดินไปให้พระองค์ โลกได้กล่าวว่า : “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากการที่ท่านลดจำนวนของฉันหรือทำให้ฉันผิดรูป ไป” ดังนั้น ญิบรีลจึงได้กลับไปโดยไม่ได้เอาอะไรไป และได้กล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาลแผ่นดินขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และมันก็ได้รับตามที่ขอ


ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ส่งมิกาอีลลงมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน และแผ่นดินก็ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺอีกและก็ได้รับตามที่ขอ ดังนั้น มิกาอีลจึงได้กลับและได้กล่าวกับอัลลอฮฺอย่างเดียวกับที่ญิบรีลได้พูดไปก่อน หน้านี้

ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ส่งมลาอิก๊ะฮฺแห่งความตายมาอีก และแผ่นดินก็ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺอีกเช่นเคย มลาอิก๊ะฮฺจึงได้กล่าวว่า : “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการกลับไปโดยไม่ได้ปฏิบัติตามคำบัญชา ของพระองค์” ดังนั้น มลาอิก๊ะฮฺแห่งความตายจึงได้นำแผ่นดินจากผิวโลกและปนมันเข้าด้วยกันโดยไม่ ได้นำมาจากที่ใดเป็นการเฉพาะ แต่ได้เอาดินสีขาว สีแดงและสีดำมาจากที่ต่างๆกัน


มลาอิก๊ะแห่งความตายได้ขึ้นไปพร้อมกับดินและพระองค์ได้ทำให้ดินเปียกน้ำจน กระทั่งมันเหนียว หลังจากนั้น อัลลอฮฺก็ได้ทรงกล่าวแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า : “แน่นอนฉันจะสร้างมนุษย์จากดิน ดังนั้น เมื่อฉันได้ทำให้เขาเป็นรูปร่างและเป่าวิญญาณที่ฉันสร้างขึ้นมาเข้าไปในเขา แล้ว สูเจ้าจะก้มกราบต่อเขา”(กรุอาน 38:71-72)

ดังนั้น อัลลอฮฺจึงทำให้อาดัมมีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่พระองค์ยังคงเก็บรูปร่างดินนั้นไว้เป็นเวลา 40 ปีก่อน เมื่อมลาอิก๊ะฮฺผ่านมาก็ต่างเกิดความกลัวในสิ่งที่เห็นส่วนอิบลีสนั้นรู้สึก กลัวมากที่สุด มันเคยเดินผ่านรูปปั้นอาดัมและลองขยับรูปปั้นนั้นซึ่งทำให้เกิดเสียงเหมือน หม้อดิน อัลลอฮฺได้ทรงบอกเราว่า “พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ (อาดัม) จากที่มีเสียงเหมือนกันปั้นหม้อ” (กุรอาน 55:14

เมื่ออัลลอฮฺทรงเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในอาดัมและเมื่อวิญญาณนั้นมาถึง หัวของเขา อาดัมก็ได้จามออกมา บรรดามลาอิก๊ะฮฺจึงได้กล่าวว่า “บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ” อาดัมจึงกล่าวตอบว่า “บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ” อัลลอฮฺจึงได้ตรัสแก่เขาว่า “พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ประทานความเมตตาแก่เจ้า”

เมื่อวิญญาณมาถึงตาของเขาอาดัมก็มองไปที่ผลไม้แห่งสวนสวรรค์ เมือวิญญาณมาถึงท้อง อาดัมก็รู้สึกอยากกินผลไม้ เขาจึงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนที่วิญญาณจะไปถึงขาของเขาเพื่อที่จะกินผล ไม้ของสวรรค์ ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ตรัสว่า : “มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากความเร่งรีบ” (กุรอาน 21:37) และหลังจากนั้น : “บรรดามลาอิก๊ะฮฺก็ต่างพากันก้มกราบ ยกเว้นอิบลีส มันไม่ยอมก้มกราบร่วมกับผู้อื่นที่ก้มกราบ” (กุรอาน 15:30-31)

อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอาดัมจากดินหลังจากที่พระองค์ได้ผสมดินและทิ้งเขาไว้สัก ระยะหนึ่งจนกระทั่งมันเป็นดินเหนียวหลังจากนั้น พระองค์ก็ได้ให้เขาเป็นรูปร่าง หลังจากนั้น อัลลอฮฺก็ได้ทรงปล่อยเขาไว้จนกระทั่งกลายเป็นดินปั้นหม้อ อิบลีสได้เดินผ่านเขาและกล่าวว่า “เจ้าถูกสร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่” หลังจากนั้น อัลลอฮฺก็ได้ทรงเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในเขา สิ่งแรกที่วิญญาณผ่านเข้าไปก็คือตาของเขาและหลังจากนั้นก็จมูก เขาจึงจาม อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า “ขอให้พระผู้อภิบาลของเจ้าประทานความเมตตาแก่เจ้า อาดัม จงไปหา มลาอิก๊ะฮฺเหล่านั้นและดูซิว่าพวกเขาจะว่าอย่างไร”

ดังนั้น อาดัมจึงได้ไปหา มลาอิก๊ะฮฺและกล่าวทักทาย บรรดามลาอิก๊ะฮฺได้ตอบคำทักทายว่า “ขอความสันติจงมีแก่ทานรวมทั้งความเมตตาและความโปรดปรานของอัลลอฮฺ” อัลลอฮฺได้ตรัสว่า “อาดัมเอ๋ย นี่คือคำทักทายของเจ้าและหลานของเจ้า” (บันทึกโดยบุคอรี) อัลลอฮฺ ได้ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า : และจงนึกถึงตอนที่พระผู้อภิบาลของสูเจ้าได้ทรงนำผู้สืบพงศ์พันธุ์ของพวกเขา ออกมาจากท้องของลูกหลานของอาดัมและได้ให้พวกเขายืนยันกับตัวเองโดยพระองค์ ทรงกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่พระผู้อภิบาลของสูเจ้ากระนั้นหรือ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่อย่างแน่นอน เราเป็นพยานยืนยันในเรื่องนี้” เราได้ทำเช่นนี้ด้วยเกรงว่ามิฉะนั้นสูเจ้าจะกล่าวในวันฟื้นคืนชีพว่า “เราไม่รู้เรื่องนี้เลย” หรือมิฉะนั้น

สูเจ้าอาจจะกล่าวว่า “บรรพบุรุษของเราได้เริ่มทำการตั้งภาคีมาก่อนหน้าเราและเราเป็นลูกหลานภาย หลังพวกเขา ดังนี้แล้ว พระองค์ยังจะทรงลงโทษเราเพราะบาปที่ทำโดยผู้ทำความผิดกระนั้นหรือ ?” ดังนั้น เราจึงได้อธิบายอายะฮฺทั้งหลายของเราให้เป็นที่แจ่มแจ้ง ทั้งนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้หันกลับมายังแนวทางที่ถูกต้อง(กุรอาน7:172-174)

ลูกหลาน ของอาดัมได้ประกาศว่า : “ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา เราขอยืนยันว่าพระองค์เป็นพระผู้อภิบาลของเรา เราไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” อัลลอฮฺได้ทรงเลี้ยงดูอาดัมพ่อของพวกเขาและพระองค์ได้ทรงมองพวกเขาและเห็น พวกเขาบางคนรวย บางคนจน บางคนมีรูปร่างดีและบางคนมีรูปร่างไม่ดี อาดัมได้กล่าวว่า : “โอ้ อัลลอฮฺ ฉันอยากให้พระองค์ทำให้บ่าวของพระองค์เท่าเทียมกัน” อัลลอฮฺได้ทรงตอบว่า “ฉันรักที่จะได้รับการขอบคุณ” อาดัมได้เห็นนบีหลายคนเหมือนกับตะเกียงในหมู่ลูกหลานของเขา

อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า “และจงนึกถึงเมื่อตอนที่เราได้ให้บรรดานบีทั้งหลายทำสัญญากับเราและที่เรา ได้ให้เจ้าและนูฮฺและอิบรอฮีมและมูซาและอีซาบุตรของมัรฺยัมทำกับเรา เราได้ให้พวกเขาทุกคนทำสัญญาอย่างมั่นคงไว้กับเรา” (กุรอาน 33:7)
และ ในอีกอายะฮฺหนึ่งได้ อัลลอฮฺได้บัญชาว่า : “ดังนั้น (โอ้ มุฮัมมัด)จงตั้งหน้าของเจ้าโดยสุจริตใจและแท้จริงต่อศาสนานี้ (ไม่เคารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ) และแน่วแน่ต่อธรรมชาติที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างมนุษย์ชาติไว้ตามนั้น ไม่อาจมีเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้นมานี่คือศาสนาที่ถูก ต้องและแท้จริง แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้” (กุรอาน 30:30

ในอีกฉบับหนึ่งของเรื่องนี้กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ทรงนำธุลีดินจากโลกนี้และ เอาสีขาว สีดำ สีเหลืองและสีแดงผสมเข้ากับดินนั้น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมนุษย์จึงได้เกิดมามีสีผิวต่างกัน เมื่ออัลลอฮฺได้ทรงผสมธุลีดินกับน้ำซึ่งทำให้มันกลายเป็นดินปั้นหม้อที่มี เสียง มันได้ถูกหมักไว้และมีกลิ่น เมื่ออิบลีสผ่านมาจึงแปลกใจว่าดินนั้นจะถูกนำมาทำอะไร จากดินนั้นเองที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอาดัม พระองค์ได้ทำรูปร่างของเขาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองและทรงได้เป่าวิญญาณของ พระองค์เข้าไปในตัวเขา ร่างกายของอาดัมจึงได้สั่นไหวเพราะชีวิตได้ถูกเป่าเข้าไป “แท้จริง เมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด เพียงพระองค์ทรงบัญชาแก่มันว่า ‘จงเป็น’ มันก็เป็นขึ้นมา” (กุรอาน 36:82


อัลลอฮฺได้ทรงประกาศว่า : “แท้จริง อุปมาของอีซาในสายตาของอัลลอฮฺก็คืออุปมาของอาดัม พระองค์ได้ทรงสร้างเขามาจากดิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ตรัสแก่เขาว่า ‘จงเป็น’ และเขาก็เป็นขึ้นมา” (กุรอาน 3:59

อาดัมได้ลืมตาขึ้นมาและเห็นบรรดามลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดกำลังก้มกราบต่อหน้าเขายก เว้นสิ่งหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลๆ อาดัมไม่รู้มันสิ่งถูกสร้างประเภทไหนที่ไม่ยอมก้มกราบต่อเขาและเขาก็ไม่ รู้จักชื่อของมันด้วย อิบลีสยืนอยู่กับบรรดา มลาอิก๊ะฮฺเพื่อที่จะรวมอยู่ในคำบัญชาที่ถูกให้มา แต่มันไม่ได้เป็นพวกบรรดามลาอิก๊ะฮฺ มันคือญิน ดังนั้นมันจึงอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่ามลาอิก๊ะฮฺ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการกราบซึ่งเป็นการแสดงถึงความเคารพ มิได้หมายความว่ามลาอิก๊ะฮฺกำลังสักการะอาดัม การกราบสักการะนั้นมีไว้สำหรับอัลลอฮฺเท่านั้น อัลลอฮฺได้ทรงเล่าเรื่องราวที่อิบลีสไม่ยอมก้มกราบต่ออาดัมไว้ดังนี้


"และจงนึกถึงเมื่อตอนที่พระผู้อภิบาลของเจ้าตรัสแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า "ฉันจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดินโคลนเน่าที่แห้งแข็ง เมื่อฉันได้ทำให้เขาสมบูรณ์และได้เป่าวิญญาณของฉันเข้าไปในเขาแล้ว สูเจ้าทั้งหลายจงกราบต่อเขา" ดังนั้น บรรดามลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดจึงก้มลงกราบ ยกเว้นอิบลีส มันได้ปฏิเสธที่จะรวมอยู่กับบรรดาผู้ก้มกราบ พระองค์จึงตรัสว่า "อิบลีส" สูเจ้าเป็นอะไรไปถึงไม่ยอมร่วมกับบรรดาผู้ก้มกราบ ?" มันตอบว่า ‘ไม่เป็นการสมควรที่ฉันจะก้มกราบต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน โคลนเน่าที่แห้งแข็ง" พระองค์จึงตรัสว่า "จงออกไปจากที่นี่เสีย เพราะสูเจ้าได้กลายเป็นผู้ถูกสาปแช่งแล้วและการถูกสาปแช่งนี้จะตกอยู่กับ สูเจ้าตลอดไปจนกระทั่งถึงวันแห่งการตอบแทน’” (กุรอาน 15:28-35


ในอีกซูเราะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺได้ทรงเล่าว่า :“และแท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าแล้วได้ทำให้สูเจ้าเป็นรูปร่างแล้วเราได้บอก แก่มลาอิก๊ะฮฺว่า "จงก้มกราบต่ออาดัม" ดังนั้น มลาอิก๊ะฮฺทั้งหลายจึงต่างก้มกราบ ยกเว้นอิบลีสซึ่งไม่ยอมอยู่ในหมู่ผู้ก้มกราบ พระองค์จึงตรัสว่า "อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้ก้มกราบเมื่อฉันได้สั่งเจ้า?" มันตอบว่า "ฉันดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟและพระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน" พระองค์ตรัสว่า "ดังนั้น จงลงไปจากที่นี่ เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเจ้าที่จะมาทำโอหัง จงออกไปเสีย แท้จริง เจ้าเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้อัปยศ" มันจึงกล่าวว่า "โปรดประวิงเวลาให้แก่ฉันจนถึงวันที่พวกเขาถูกทำให้ฟื้นคืนชีพด้วยเถิด" พระองค์ตรัสว่า "เจ้าเป็นผู้ได้รับการประวิงเวลา” (กุรอาน 7:11-15)

อิบนุญะรีรฺ ได้รายงานว่าอิบนุซีรีนได้กล่าวว่า อิบลีสเป็น ผู้แรกที่ให้เหตุผลเช่นนี้และดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ไม่ได้ถูกเคารพ สักการะก็ด้วยเหตุผลนี้ นั่นหมายความว่าอิบลีสได้พยายามที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับอาดัม มันเชื่อว่ามันมีเกียรติกว่าอาดัม ดังนั้น มันจึงไม่ยอมก้มกราบถึงแม้ว่าอัลลอฮฺจะบัญชาให้มันก้มกราบเช่นเดียวกับที่ บัญชามลาอิก๊ะฮฺ ถ้าหากจะเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่าอิบลีสไม่มีเหตุผล เพราะความจริงแล้วดินนั้นดีกว่าไฟ เนื่องจากในดินมีคุณสมบัติแห่งความสงบ ความเยือกเย็น ความพากเพียรและการเติบโต ในขณะที่ในไฟนั้นเราจะพบความเลินเล่อ ความไม่มีค่า ความรีบเร่งและการเผาลาญเป็นเถ้า อิบลีสได้พยายามที่จะให้เหตุผลการปฏิเสธของมัน แต่ก็ไร้ผล มันได้กล่าวว่า : “พระองค์ทรงพิจารณาดูหน่อยซิ นี่นะหรือที่พระองค์ทรงยกย่องให้เหนือกว่าฉัน ? ถ้าหากพระองค์ทรงผ่อนปรนเวลาให้แก่ฉันไปจนถึงวันแห่งการฟื้นขึ้น ฉันจะทำลายพงศ์พันธุ์ของเขาให้หมดสิ้น จะมีก็แต่เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถช่วยตัวเองให้ปลอดภัยจากฉันได้” (กุรอาน 17:62)

อาดัมได้เฝ้าติดตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเขาและมีความรู้สึกกลัวและ ประหลาดใจ เขารักในอัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้เกียรติเขาและผู้ทรงให้มลาอิก๊ะฮฺของพระองค์กราบนบนอบต่อเขาอย่าง ลึกซึ้ง เขากลัวความกริ้วของอัลลอฮฺเมื่อพระองค์ได้แยกอิบลีสออกไปจากความเมตตาของ พระองค์อาดัมประหลาดใจต่ออิบลีสที่เกลียดเขาโดยไม่รู้จักเขาและคิดว่าตัวเอง ดีกว่าเขาโดยยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่ามันดีกว่าเขา อิบลีสเป็นสิ่งถูกสร้างประเภทไหนซิ และเหตุผลที่นำมาอ้างเพื่อจะไม่ก้มกราบก็ช่างน่าแปลกเสียนี่กระไร ?

มันคิดว่าไฟดีกว่าดิน แต่มันไปเอาความคิดนี้จากไหน ? ความเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ที่อัลลอฮฺผู้ทรงสร้างไฟและดินและผู้ทรงรู้ว่า อะไรดีกว่ากันต่างหาก จากบทสนทนา อาดัมรู้ว่าอิบลีสเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มีเล่ห์เหลี่ยมและเนรคุณเขารู้ว่า อิบลีสคือศัตรูอันนิรันดร์กาลของเขา เขาประหลาดใจในความยโสโอหังของอิบลีสและความอดทนของอัลลอฮฺเป็นอย่างมาก ทันทีหลังจากที่เขาถูกสร้างขึ้นมาอาดัมก็ได้เห็นเสรีภาพอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่อัลลอฮฺได้มอบให้แก่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา

อัลลอฮฺทรงรู้ว่าอิบลีสจะไม่เชื่อฟังพระองค์ในการก้มกราบต่ออาดัม อัลลอฮฺสามารถที่จะทำลายมันทันทีหรือทำให้มันกลายเป็นฝุ่นไปในทันทีหรืออุด ปากมันไว้ไม่ให้ปฏิเสธก็ได้ แต่พระองค์ก็ให้เสรีภาพแก่มันจนถึงขนาดที่ว่ามันสามารถปฏิเสธคำบัญชาของอัล ลอฮฺ พระองค์ให้มันมีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ ไม่เชื่อฟังและแม้แต่จะไม่เห็นด้วยกับพระองค์

ถ้าบรรดาผู้ไม่ศรัทธาจะไม่เชื่อพระองค์ อาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่เล็กลงและถ้ามนุษย์จำนวนมากเชื่อในพระองค์ อาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่ขยายไปกว่านี้ในทางตรงกันข้าม บรรดาผู้ปฏิเสธต่างหากที่จะขาดทุนและผู้ศรัทธาจะได้รับกำไรแต่อัลลอฮฺทรง อยู่เหนือทุกสิ่ง มีฮะดีษมากมายเกี่ยวกับอิบลีสในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด อินุมัศอูด, อิบนุอับบาสและสาวกของท่านนบีกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่าอิบลีสเคยเป็นหัวหน้าขอ งมลาอิก๊ะฮฺในสวรรค์แห่งโลก


อิบนุอับบาสได้กล่าวว่าชื่อของมันคืออะซาซิล และในอีกรายงานหนึ่ง เขาได้กล่าวว่ามันคืออัล-ฮาริษา อิบนุอับบาสยังได้กล่าวอีกว่าอิบลีสเป็นญินและครั้งหนึ่งมันเคยทำหน้าที่ เป็นผู้รักษาสวรรค์ที่มีเกียรติที่สุด มีความรู้และมีคุณธรรมมากที่สุดในหมู่พวกมัน ในอีกคำบอกเล่าหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้มี ปีกที่มีชื่อเสียงทั้งสี่ (นั่นคือมลาอิก๊ะฮฺ) ก่อนที่อัลลอฮฺได้ทรงเปลี่ยนมันให้เป็นชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง


อัลอลฮฺได้ทรงเล่าเรื่องราวการฝ่าฝืนของอิบลีสไว้ในอีซูเราะฮฺหนึ่งว่า “เมื่อพระผู้อภิบาลของเจ้าได้กล่าวแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า "ฉันจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน หลังจากนั้น เมื่อฉันได้ทำให้เขาเป็นรูปร่างและได้เป่าวิญญาณของฉันเข้าไปในตัวเขาแล้ว พวกเจ้าจงก้มกราบต่อเขา" ดังนั้น มลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดจึงก้มลงกราบ นอกจากอิบลีสที่ยโสโอหังและเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปฏิเสธ

พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า "อิบลีส อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้ก้มกราบต่อเขาซึ่งฉันได้สร้างมาด้วยมือทั้งสองของ ฉัน ? เจ้ายโสโอหังนักหรือ หรือว่าเจ้าเป็นผู้สูงส่งนัก ?" มันตอบว่า ‘ ข้าพระองค์ดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟและ ทรงสร้างเขามาจากดิน" พระองค์ทรงกล่าวว่า "ดังนั้น เจ้าจงออกไปจากที่นี่ แท้จริง เจ้าเป็นผู้ที่ ถูกสาปแช่งแล้ว และการสาปแช่งของฉันจะมีแก่เจ้าจนกระทั่งวันแห่ง การตัดสิน" มันกล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาล ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ได้ทรงผ่อนผันให้แก่ข้าพระองค์จนถึงวันที่พวกเขาถูกฟื้นคืนชีพด้วย เถิด"พระองค์ทรงกล่าวว่า "ได้เจ้าได้รับการผ่อนผันจนถึงวันที่ได้ถูกกำหนดไว้"

มันกล่าวว่า "ข้าสาบานด้วยอำนาจของพระองค์ ข้าพระองค์จะทำให้พวกข้าทั้งหมดหลงผิด นอกจากบ่าวของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้"พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘แล้วนี่คือความจริงและความจริงเท่านั้นที่ฉันกล่าวฉันจะทำให้นรกเต็มไปด้วย พวกเจ้าและบรรดาผู้ที่ตามพวกเจ้าทั้งหมด"(กุรอาน 38:71-85)



หลังจากบทเรียนเกี่ยวกับเสรีภาพนี้ อาดัมก็ได้เรียนรู้อีกบทเรียนหนึ่งเกี่ยวกับความรู้อาดัมรู้ดีว่าอิบลีสเป็น สัญลักษณ์ของความชั่วในจักรวาลและรู้ดีว่ามลาอิก๊ะฮฺเป็นสัญลักษณ์แห่งความ ดี อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเอง ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ทรงทำให้เขาได้ถึงเอกลักษณ์ที่แท้จริงของเขา เหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมา และความลับที่เขาได้รับการยกย่อง อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า : “และพระองค์ได้สอนอาดัมถึงนามต่างๆของทุกสิ่ง” (กุรอาน 2:31)


อัลลอฮฺได้ทรงให้อำนาจแก่อาดัมในการที่จะรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งและรู้จัก เรียกชื่อสิ่งเหล่านั้น เช่น นั่นคือนก นั่นคือดวงดาว นั่นคือต้นไม้ นั่นคือเมฆ เป็นต้นนอกจากนี้แล้ว อัลลอฮฺยังได้ปลูกฝังความรู้สึกต้องการและความรักในการที่จะใฝ่หาความรู้ อย่างไม่รู้จักพอแก่ลูกหลานของเขา นี่คือเหตุผลในการสร้างเขาขึ้นมาและเป็นความลับที่เขาได้รับการยกย่อง


หลังจากอาดัมได้เรียนรู้ชื่อของทุกสิ่งพร้อมกับคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์ มันแล้ว อัลลอฮฺก็ได้นำสิ่งเหล่านั้นไปแจ้งแก่มลาอิก๊ะฮฺกล่าวว่า : “จงบอกฉันถึงนามของสิ่งเหล่านี้ถ้าหากเจ้าแน่จริง” บรรดามลาอิก๊ะฮฺยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถ จึงได้กล่าวว่า : มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ เราไม่มีความรู้อันใดนอกไปจากเท่าที่พระองค์ได้ทรงสอนเรา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (กุรอาน 2:31-32)

ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้หันไปทางอาดัมและทรงกล่าวว่า : “อาดัมเอ๋ย จงบอกนามของสิ่งเหล่านี้แก่พวกเขา” และเมื่ออาดัมได้บอกมลาอิก๊ะฮฺถึงนามของสิ่งเหล่านั้นแล้ว พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า “ฉันมิได้บอกสูเจ้าหรือว่าฉันรู้ดียิ่งถึงสิ่งเร้นลับแห่งชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน ? และฉันรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่สูเจ้าเปิดเผยและที่สูเจ้าปิดบัง” (กุรอาน 2:33)


อัลลอฮฺทรงต้องการให้มลาอิก๊ะฮฺรู้ว่าพระองค์ทรงรู้ถึงความประหลาดใจของพวก เขาเมื่อพระองค์ได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับการสร้างอาดัมและพระองค์ทรงรู้ถึงความ สับสนที่พวกมลาอิก๊ะฮฺไม่ได้เปิดเผยออกมาเช่นเดียวกับสิ่งที่อิบลีสได้ปกปิด ความไม่เชื่อฟังและความเนรคุณของมันไว้ด้วย


มลาอิก๊ะฮฺรู้ดีว่าอาดัมเป็นสิ่งถูกสร้างที่รู้จักสิ่งที่พวกเขาไม่รู้และ ยังตระหนักดีว่าความสามารถในการที่จะเรียนรู้ของอาดัมเป็นคุณสมบัติที่มี เกียรติที่สุด ความรู้ของอาดัมนั้นรวมถึงความรู้เกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างซึ่งเราเรียกว่า ความศรัทธาหรืออิสลามและความรู้ที่จำเป็นในการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและ ควบคุมดูแลโลก นอกจากนั้นแล้วความรู้ทางโลกทุกอย่างยังถูกรวมอยู่ในความรู้นี้ด้วย


อาดัมรู้จักนามของทุกสรรพสิ่ง บางครั้ง เขาได้พูดกับมลาก๊ะฮฺ แต่มลาอิก๊ะฮฺจะสนใจอยู่กับการแสดงความเคารพสักการะอัลลอฮฺ ดังนั้น อาดัมจึงรู้สึกเหงา วันหนึ่งเขาได้หลับไปและเมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาได้พบผู้หญิงคนหนึ่งใกล้ศีรษะของเขากำลังมองหน้าเขาด้วยสายตาที่สวยหยาด เยิ้ม บางที ทั้งสองอาจจะคุยกันดังนี้:

อาดัม : เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ก่อนที่ฉันจะหลับไปนี่

เธอ : ใช่

อาดัม : เธอมาจาก....?

เธอ : ฉันมาจากท่านนั่นแหละ อัลลอฮฺได้ทรงสร้างฉันขึ้นมาขณะที่ท่านนอนหลับอยู่ ท่านต้องการที่จะให้ฉันกลับไปยังท่านขณะที่ท่านตื่นหรือไม่ ?

อาดัม : ทำไมอัลลอฮฺถึงทรงสร้างเธอขึ้นมา ?

เธอ : เพื่อเป็นเพื่อนช่วยเหลือและปลอบโยนท่าน

อาดัม : ขอบคุณอัลลฮฺ ฉันกำลังรู้สึกเหงา


มลาอิก๊ะฮฺได้ถามอาดัมถึงชื่อของเธอ อาดัมได้ตอบว่า “อีฟ (ฮาวา)” (ชื่อนี้หมายถึง “สิ่งมีชีวิต”)

มลาอิก๊ะฮฺจึงถามว่า :“ทำไมท่านจึงเรียกเธอว่าฮาวา ?” อาดัมได้ตอบว่า : “เพราะว่าเธอถูกสร้างมาจากฉันและฉันเป็นสิ่งมีชีวิต”<

อิบนุอับบาสและพวกสาวกกลุ่มหนึ่งของท่านนบีมุฮัมมัดได้เล่าว่า เมื่ออิบลีสได้ถูกเนรเทศออกจากสวรรค์และอาดัมได้ถูกจัดให้อยู่ในนั้น อาดัมอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวในสวรรค์และไม่มีคู่ที่จะทำให้เขาเกิดความสงบ สุขได้ อาดัมได้หลับไปสักครู่หนึ่งและเมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอัลลอฮฺได้สร้างมาจากกระดูกซี่โครงของเขา ดังนั้น เขาจึงได้ถาม


เธอ : “เธอเป็นใคร ?” นางได้ตอบว่า : “ฉันเป็นผู้หญิง”

อาดัมได้ถามว่า : ทำไมเธอจึงถูกสร้างมา ?”

นางได้ตอบว่า : “เพื่อที่ท่านจะได้พบความสงบสุขในตัวฉัน” มลาอิก๊ะฮฺที่อยากจะรู้จึงอาดัมว่า: “เธอชื่ออะไร ?”

อาดัมได้ตอบว่า : “ฮาวา”

มลาอิก๊ะฮฺจึงถามว่า : ทำไมเธอจึงถูกตั้งชื่อเช่นนั้น ?”

อาดัมได้ตอบว่า : “เพราะเธอถูกสร้างมาจากบางสิ่งที่มีชีวิต”

binmusaFri Aug 06 2010 21:10:21 GMT+0700 (ICT)