muslimchaingmai / แง่คิด ข่าวประเทศมุสลิม / สิทธิของสตรีในฐานะบุตรสาว

สิทธิของสตรีในฐานะบุตรสาว

1431

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

สิทธิของสตรีในฐานะบุตรสาว




แปลโดย: อิบนุรอมลี ยูนุส
ผู้ตรวจทาน:อัสรัน นิยมเดชา, ซุฟอัม อุษมาน
ที่มา:หนังสือฐานะของสตรีใต้ร่มเงาอิสลาม

islamhouse

สิทธิในการมีชีวิต

พระองค์อัลลอฮฺได้ออกคําสั่งให้พ่อเเม่ปกป้อง  เเละรักษาชีวิตของลูกๆ ไว้อย่างดี   เเม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพศชาย หรือเพศหญิงก็ตาม  เเละได้ประกาศว่า การฆ่าพวกเขา คือการอธรรมที่ใหญ่หลวง 
อัลลอฮฺได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า :

﴿وَلاَتَقْتُلُواْأَوْلادَكُمْخَشْيَةَإِمْلاقٍنَّحْنُنَرْزُقُهُمْوَإِيَّاكُمإنَّقَتْلَهُمْكَانَخِطْءاًكَبِيراً﴾(الإسراء : 31)

ความว่าและพวกเจ้าจงอย่าฆ่าลูกๆ ของพวกเจ้าเพราะกลัวความยากจนเราให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา และแก่พวกเจ้าโดยเฉพาะ แท้จริง การฆ่าพวกเขานั้นเป็นความผิดอันใหญ่หลวง”[1]
 
อิสลามถือว่า การเลี้ยงดูเเละออกค่าใช้จ่ายเพื่อพวกเขาทั้งชายหญิงเป็นหน้าที่ที่บังคับให้ปฏิบัติทํา  เป็นการประกันสิทธิที่พวกเขาสมควรได้รับตั้งเเต่ที่พวกเขายังอยู่ในลักษณะทารกในท้องเเม่ของพวกเขา  อัลลอฮฺได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า  

(وَإِنكُنَّأُولَاتِحَمْلٍفَأَنفِقُواعَلَيْهِنَّحَتَّىيَضَعْنَحَمْلَهُنَّ) (الطلاق : 6)
ความว่า“และหากพวกนางตั้งครรภ์ก็จงเลี้ยงดูพวกนางจนกว่าพวกนางจะคลอดทารกที่อยู่ในครรภ์ของพวกนาง”[2]
 

 สิทธิในการให้นมเเก่เด็กทารกหญิง

พระองค์อัลลอฮฺได้สั่งบังคับให้กระทําดีต่อบรรดาลูกๆ ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกันทั้งชายเเละหญิง  เเละเอาใจใส่พวกเขาในเรื่องที่ควรเเก่การดํารงชีวิตของพวกเขา  ตลอดจนตระเตรียมสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อการมีชีวิตของพวกเขา   เหล่านี้คือสิ่งที่บรรดาลูกๆ ควรได้รับจากพ่อในทัศนะอิสลาม  อัลลอฮฺได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอาน 

﴿وَالْوَالِدَاتُيُرْضِعْنَأَوْلاَدَهُنَّحَوْلَيْنِكَامِلَيْنِلِمَنْأَرَادَأَنيُتِمَّالرَّضَاعَةَوَعلَىالْمَوْلُودِلَهُرِزْقُهُنَّوَكِسْوَتُهُنَّبِالْمَعْرُوفِ﴾(البقرة : 233)

ความว่า“และมารดาทั้งหลายนั้นจะให้นมแก่ลูกๆ ของนางภายในสองปีเต็มสำหรับผู้ที่ต้องการจะให้ครบถ้วนในการให้นมและหน้าที่ของพ่อเด็กนั้นคือการให้ปัจจัยยังชีพของพวกนาง  และเครื่องนุ่งห่มของพวกนางโดยชอบธรรม”[3]
 

สิทธิในการถูกเลี้ยงดูเเละสั่งสอน

บทบัญญัติเเห่งอิสลามได้สั่งให้บรรดาพ่อเเม่เน้นหนัก เเละเอาใจใส่บรรดาลูกๆ ทั้งชายหญิงด้านการเลี้ยงดูในทุกด้านอาทิ ด้านร่างกาย  สติปัญญา  เเละด้านศาสนกิจ   ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ –ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน -ได้กล่าวว่า“พอเพียงกับการได้บาปมากพอสําหรับใครสักคนที่ปล่อยปละละเลยบุคคลที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของเขา”[4]
เเละท่านได้กล่าวอีกว่า - ขออัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานเเก่ท่านด้วยเถิด- ซึ่งมีความว่า “แต่ละคนในหมู่พวกท่านคือผู้ดูแลและเป็นผู้รับผิดชอบต่อคนที่อยู่ภายใต้การดูแล ผู้นำคือผู้ดูแลและรับผิดชอบต่อประชาชนของเขา ผู้ชายคือผู้ดูแลครอบครัวของเขา เเละเขาคือผู้รับผิดชอบคนที่อยู่ภายใต้การดูเเลของเขา ผู้หญิงคือผู้ดูแลภายในบ้านของสามีเธอ  และเธอคือผู้รับผิดชอบต่อทุกคนภายในบ้าน บ่าวผู้รับใช้นายเขาคือผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของนายเขา และเขาคือผู้รับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูเเลของเขา"[5]
การสรรหาคําอันไพเราะ  เเละนํามาใช้ในการตั้งชื่อพวกเขาถือว่าเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ 
ผู้เป็นเเม่สมควรได้รับสิทธิในการเลี้ยงดูลูกๆ มากว่าผู้เป็นพ่อในกรณีที่ทั้งสองมีเรื่องบาดหมางระหว่างกันหรือเกิดกรณีการหย่าร้างกัน   ทั้งนี้เพราะอิสลามเห็นว่า ผู้เป็นแม่คือผู้ที่เปี่ยมเมตตา  เเละปรานีต่อลูกๆ มากกว่าผู้เป็นพ่อ  เนื่องจากหะดีษหนึ่งซึ่งรายงานโดย อัมรฺ บิน ชุอัยบฺว่า  มีสตรีท่านหนึ่งกล่าวว่า : โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน - เเท้จริงแล้วลูกฉันคนนี้ ฉันได้ตั้งท้องเเก่เขาด้วยน้ำนมจากหน้าอกของฉันเอง  ฉันเลี้ยงดูเขาในบ้านของฉันเอง แท้จริงเเล้วพ่อของเขาได้หย่าฉัน  เเละเขาต้องการเเย่งเขาจากฉันไป   ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน- ตอบว่า “เจ้ามีสิทธิในตัวเขาตราบใดที่เจ้ายังไม่เเต่งงานใหม่” [6]
 

สิทธิของเธอในการได้รับความรักความห่วงใยเเละความเมตตา 

พวกเธอต้องการสิ่งเหล่านี้ดังที่พวกเธอต้องการอาหารเเละเครื่องดื่ม  เพราะสิ่งดังกล่าวมันช่างมีผลต่อสภาพจิตใจ เเละกริยามารยาทของพวกเธอยิ่ง เพราะอิสลามคือศาสนาเเห่งความเมตตา ปรานี ห่วงใย เเละเมตตาต่อทุกคนแม้จะเป็นคนห่างไกลที่ไม่ใช่ญาติสนิท เเล้วเหตุใดเล่าจะไม่ห่วงใยต่อญาติผู้ใกล้ชิดด้วย 
อบู ฮุร็อยเราะฮฺ - ขออัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานเเก่ท่านด้วยเถิด- ได้กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ –ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน - ได้จูบหะซัน บิน อะลีย์ ในขณะที่ท่านอยู่พร้อมหน้ากับ อัล-อักเราะอฺ บิน หาบิส อัต-ตะมีมีย์ ที่กําลังนั่งอยู่   อัล-อักเราะอฺกล่าวว่า : ฉันมีลูกสิบคน  ฉันไม่เคยจูบพวกเขาเลย !!!! ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ –ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน - มองไปยังตัวเขาเเล้วตอบว่า “ผู้ใดไม่เมตตา  เขาจะไม่ได้รับความเมตตาด้วย” [7] 
 

สิทธิของสตรีในด้านการศึกษา

อิสลามบังคับใช้ให้มุสลิมทุกคนทั้งชายหญิงทําการศึกษา  เเละเเสวงหาความรู้  ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน -  กล่าวความว่า “การเเสวงหาความรู้นั้นเป็นสิ่งบังคับเเก่มุสลิมทุกคน” [8]
อิสลามมีทัศนะว่า  การให้ความรู้เเก่ลูกหญิงเป็นการเฉพาะ คือสาเหตุของการได้รับผลบุญ  เเละการตอบเเทนทวีคูณ  ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ –ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน - กล่าว   ซึ่งความว่า “ชายคนใดที่มีทาสหญิงเเล้วเขาได้ให้ความรู้เเก่เธอ  เเละอบรมสั่งสอนเธออย่างดี   เเล้วปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระ เเละเเต่งงานกับเธอ  สําหรับเขาคือสองผลบุญ” [9]
 

สิทธิของเธอด้านความเท่าเทียมกัน

กฎบัญญัติเเห่งอิสลามได้บังคับให้ปฏิบัติต่อบรรดาลูกอย่างเท่าเทียม  เเละยุติธรรมในทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการดําเนินชีวิตประจำวันที่เปี่ยมเมตตา หรือการให้ความรัก ความห่วงใยเเห่งบิดามารดาที่สมควรให้เเก่ลูกๆ ทั้งชายหญิง  อัลลอฮฺได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอาน  ซึ่ง

﴿إِنَّاللهَيَأْمُرُبِالْعَدْلِوَالإِحْسَانِوَإِيتَاءذِيالْقُرْبَىوَيَنْهَىعَنِالْفَحْشَاءوَالْمُنكَرِوَالْبَغْيِيَعِظُكُمْلَعَلَّكُمْتَذَكَّرُونَ﴾(النحل : 90)

ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรม  ทำดีการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด  ให้ละเว้นจากการทำลามก  การชั่วช้า และการอธรรมพระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก”[10]
 
หากความยุติธรรม เเละความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องบังคับด้วยบทบัญญัติแห่งอัลกุรอาน และวจนะท่านศาสนทูตมุฮัมมัดเเล้ว  แน่นอนบรรดาผู้หญิงสมควรได้รับการเชิดชูเป็นพิเศษมากกว่า

บรรดาชายอีกด้วยซ้ำ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีเเด่ท่าน- กล่าว   ซึ่งความว่า “พวกเจ้าจงมอบให้เเก่ลูกๆ ของพวกเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน  หากฉันมีทางเลือกให้บางคนดีเด่นกว่าบางคน  เเน่นอนยิ่งฉันจะเลือกบรรดาหญิงให้ดีเด่นกว่าคนอื่นๆ” [1]
ด้วยเหตุเช่นนี้เเล้ว พวกที่กล่าวหาว่าอิสลามได้กลืนสิทธิของสตรีจะมีท่าทีและกล่าวหาว่าอย่างไรต่อมันอีกเล่า ??



[1]สุนัน อัลบัยฮะกีย์ อัลกุบรอ 6/177 ลําดับที่ 11780 

[1]อัลกุรอาน บท อัลอันอาม 151
[2]อัลกุรอาน บท อัฏเฏาะล๊าก 6
[3] อัลกุรอาน บท อัลบะเกาะเราะฮฺ 233
[4]เศาะฮีหฺ อิบนิ หิบบาน 10/51 ลําดับที่ 4240 
[5]เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/ 304 ลําดับที่ 853
[6]สุนัน อบี ดาวูด 2/283 ลําดับที่ 2276
[7]เศาะฮีหฺ อัลบุคอรีย์ 5/ 2235 ลําดับที่ 5651
[8]สุนัน อิบนิ มาญะฮฺ 1/81 ลําดับที่  224
[9]เศาะฮีหฺ อัลบุคอรีย์ 5/1955 ลําดับที่ 4795
[10]อัลกุรอาน บท อันนะห์ลุ 90

rammaSat Nov 20 2010 18:25:30 GMT+0700 (ICT)