muslimchaingmai / หลักธรรมคำสอน / คุตบะฮฺอิสลามกับเรื่องสินบน

คุตบะฮฺอิสลามกับเรื่องสินบน

คุตบะห์วันศุกร์ เรื่อง สินบน

rasoulallah

إن الحمد لله نحمده ونستعينه ، ونعوذ بالله من شرور أنفسنا ، من يهده الله فلا مضل له ، ومن يضلله فلا هادي له ، أشهد أن لا إله إلا الله وحده ، وأشهد أن محمدا عبده وسوله ،
اللهم صل وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين .
يأيها الذين آمنوا اتقوا الله حق تقاته ولا تموتن إلا وأنتم مسلمون .
فاتقوا الله أيها الناس، اتقوه وأخلصوا له الدين وأحسنوا العبادة.


พี่น้องมุสลิม ผู้ที่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์และรอซูลทั้งหลาย แท้จริงประชาชาติก่อน ๆ ได้ถูกทดสอบให้พบกับวันเวลาแห่งภัยพิบัติ ความอ่อนแอในชีวิตลูกหลานด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และความยากจนในอาหารและยา
แต่สิ่งที่เลวร้วยที่สุดในบรรดาการทดสอบคือ การที่มีฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบปกครองบ้านเมืองได้ยื่นมือเพื่อรับเงินที่มิชอบโดยหน้าที่ ทำให้ผู้ที่คู่ควรจะได้สิทธิของเขาไม่ได้รับสิทธินั้นจนกว่าจะมีการจ่ายสินบน ผู้ที่ได้รับการกดขี่ก็จะอยู่ในความมืดนั้นตราบใดที่เขาไม่ได้มีการจ่ายสินบน ดังนั้นหัวข้อที่เราจะพูดถึงคือ การให้สินบน
พี่น้องผู้ศรัทธาต่ออัลเลาะห์และมั่นใจจะกลับไปรับการตอบแทนจากพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ได้บอกลักษณะกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเราที่เป็นบรรพบุรุษของชาวยะฮูดี นิสัยของพวกเขาคือชอบกินสินบน ดังคำดำรัสที่ว่า 

(سَمَّاعُونَ لِلْكَذِبِ أَكَّالُونَ لِلسُّحْتِ)

ความว่า “ พวกเขาชอบฟังคำมุสา ชอบกินสิ่งต้องห้าม (คือทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยไม่ชอบ)” ( อัลมาอิดะห์ 42)
ด้วยเวลาที่เนิ่นนานผ่านพวกเขา ทำให้หัวใจของพวกเขา นับวันยิ่งแข็งกระด้าง อีหม่านยิ่งนับวัน ยิ่งจะหายไปจากพวกเขา การปฏิบัติตนในหลักชารีอะห์ยิ่งหนักสำหรับพวกเขา พวกเขาชอบในการโกหก ชอบแต่งเรื่อง และมีความสุขกับการได้ยินได้ฟังเรื่องที่เหลวไหลเหล่านั้น และหันหลังให้กับความจริง พระองค์อัลเลาะห์ทรงตรัสในซูเราะห์อัลมาอิดะห์โองการที่ 41 – 42 ไว้
ว่า

يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ لَا يَحْزُنْكَ الَّذِينَ يُسَارِعُونَ فِي الْكُفْرِ مِنَالَّذِينَ قَالُوا آمَنَّا بِأَفْوَاهِهِمْ وَلَمْ تُؤْمِنْ قُلُوبُهُمْ وَمِنَ الَّذِينَهَادُوا سَمَّاعُونَ لِلْكَذِبِ سَمَّاعُونَ لِقَوْمٍ آخَرِينَ لَمْ يَأْتُوكَيُحَرِّفُونَ الْكَلِمَ مِنْ بَعْدِ مَوَاضِعِهِ يَقُولُونَ إِنْ أُوتِيتُمْ هَذَافَخُذُوهُ وَإِنْ لَمْ تُؤْتَوْهُ فَاحْذَرُوا وَمَنْ يُرِدِ اللَّهُ فِتْنَتَهُ فَلَنْتَمْلِكَ لَهُ مِنَ اللَّهِ شَيْئًا أُولَئِكَ الَّذِينَ لَمْ يُرِدِ اللَّهُ أَنْيُطَهِّرَ قُلُوبَهُمْ لَهُمْ فِي الدُّنْيَا خِزْيٌ وَلَهُمْ فِي الْآخِرَةِعَذَابٌ عَظِيْمٌ

41. รอซูลเอ๋ย ! จงอย่าให้เป็นที่เสียใจแก่เจ้าซึ่งบรรดาผู้ที่รีบเร่งกันในการปฏิเสธศรัทธาจากหมู่ผู้ที่กล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้วโดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา และจากหมู่ผู้ที่เป็นยิวด้วย โดยที่พวกเขาชอบฟังคำมุสา พวกเขาชอบฟังเพื่อพวกอื่นที่มิได้มุ่งหาเจ้า พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน พวกเขากล่าวว่า หากพวกท่านได้รับสิ่งนี้ก็จงเอามันไว้ และถ้าหากพวกท่านมิได้รับมันก็จงระวัง และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ซึ่งการทดสอบเขาแล้ว เจ้าก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดจากอัลลอฮ์ที่จะช่วยเหลือเขาได้ ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่อัลลอฮ์มิทรงประสงค์จะให้หัวใจของพวกเขาสะอาด โดยที่พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก”

(سَمَّاعُونَ لِلْكَذِبِ أَكَّالُونَ لِلسُّحْتِ)

“ พวกเขาชอบฟังคำมุสา ชอบกินสิ่งต้องห้าม (คือทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยไม่ชอบ)” ( อัลมาอิดะห์ 42)
นี่คือธรรมชาติของหัวใจที่เสื่อมเสีย วิญญาณถูกกัดกร่อน รักในเรื่องโมฆะและความเท็จ พวกเขากล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้วโดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน
พี่น้องที่ศรัทธา เราจะเห็นได้ว่า แนวทางที่โมฆะและเป็นบาปมักจะเป็นแสงสว่างแก่พวกเขา แต่หนทางที่ถูกต้อง และแสงสว่างแห่งความจริงกลับเป็นแนวทางที่มืดมนของพวกเขา
พระองค์อัลเลาะห์ได้บอกลักษณะของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ในโองการที่62 และ 63 ไว้ว่า

وَتَرَى كَثِيرًا مِنْهُمْ يُسَارِعُونَ فِي الْإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ وَأَكْلِهِمُالسُّحْتَ لَبِئْسَ مَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

62. และเจ้าจะได้เห็นมากมายในหมู่พวกเขา ต่างรีบเร่งกันในการทำบาป และการเป็นศัตรูกันและการที่พวกเขากินสิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม(*1*) ช่างเลวจริง ๆ สิ่งที่พวกเขากระทำกัน

لَوْلَا يَنْهَاهُمُ الرَّبَّانِيُّونَ وَالْأَحْبَارُ عَنْ قَوْلِهِمُ الْإِثْمَ وَأَكْلِهِمُالسُّحْتَ لَبِئْسَ مَا كَانُوا يَصْنَعُونَ

63. ไฉนเล่าผู้ที่รู้แจ้งในอัลลอฮ์และนักปราชญ์เหล่านั้นจึงไม่ห้ามพวกเขา ในการที่พวกเขาพูดสิ่งที่เป็ฯบาป และในการที่พวกเขากินสิ่งที่ต้องห้ามช่างเลวจริง ๆ สิ่งที่พวกเขาทำ
จากโองการดังกล่าว อัลเลาะห์ได้กำชับให้มีการห้ามปรามความเลวร้ายซึ่งเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย
ริชวะห์ คือการให้สินบน มันเป็นการคียานะห์ ( ทำลายความน่าเชื่อถือ )ของทุก ๆ ประชาชาติในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาอิสลามของอัลเลาะห์นี้ มันยิ่งเป็นบาปใหญ่และเป็นสิ่งที่ถูกสาปแช่งดังในฮะดิษ
ท่านนะบีซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า 

"لَعَنَ رَسُوْلُ اللهِ الرَّاشِي وَالْمُرْتًشِيْ "

ความว่า “ ท่านศาสนทูตแห่งอัลเลาะห์ได้สาปแช่งผู้ที่ให้สินบนและผู้ที่รับสินบน”
สินบนนั้นมั่นซ่อนอาชญากรรมไว้ข้างใน ปกปิดไว้ซึ่งความชั่วร้าย และเบียดเสียดความจริงให้ออกไป
สินบนเป็นตัวทำลายตาชั่งแห่งความยุติธรรม ที่ด้วยสิ่งนี้ดำรงฟากฟ้าและแผ่นดิน ก่อให้เกิดบ้านเรือนของสังคม
สินบนทำลายศาสนา ความล้ำเลิศและจรรยามารยาท

ผู้ให้สินบน ผู้รับ และผู้เป็นสื่อกลาง ทั้งหมดนั้นไม่ได้รับความบะรอกะฮ์จากอัลเลาะห์ พวกเขามีส่วนให้สิทธิของคนหดหายไป พวกเขาหวังที่จะกอบโกยสมบัติของคนอื่นอย่างไร้ความชอบธรรม พวกเขาปลูกฝังความเลวร้ายในมารยาท 
พวกเขาทั้งสามถูกสาปแช่งจากอัลเลาะห์ด้วยวาจาของท่านนะบีซอลลอลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ถูกไล่ออกจากพระเมตตาของอัลเลาะห์ การขวนขวายของพวกเขาจะได้รับความเสียหาย การกระทำของพวกเขาเรียกมาซึ่งความโกรธกริ้วของอัลเลาะห์ การงานด้านศาสนาของพวกเขามีแต่ความขาดทุน
ผู้ที่ทำการให้สินบน ตาของเขาจะหลับไม่ลง นรกวัยลจะเป็นที่กลับคืนในสิ่งที่เขาได้ขวนขวาย
ปรากฏในฮาดิษ ท่านนะบี ซอลลอลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

( مَا مِنْ قََوْمٍ يَظْهَرُ فِيْهِمِ الرّشَا إلاَّ أَخَذُوْا بِالرُّعْبِ )

ความว่า ไม่มีปรากฏการให้สินบนในหมู่กลุ่มชนใดนอกจากพวกเขาจะเอากันอย่างหวาดกลัว 

( وَالرَّاشِي وَالْمُرْتَشِي فِي النَّاِر )

ความว่า ผู้ให้สินบนและผู้รับสินบน จะเข้าสู่นรก


( لَنْ تَزُوْلَ قَدَمَا عَبْدٍ يَوْمَ القِيَامَةِ حَتَّى يُسْأَلَ عَنْ مَالِهِ ، مِنْ أَيْنَ اكْتَسَبَهُ ؟ وَفِيْمَ أَنْفَقَهُ ؟ ) 

ความว่า ในวันกียามะห์ คนหนึ่งจะยังคงถูกสอบถามถึงสมบัติของเขา ว่าจากที่ไหนที่เขาได้รับ และเขาได้ใช้จ่ายไปในทางใด”
พี่น้องที่รัก จงอย่าให้เราต้องเสียใจในวันกียามะห์ที่ต้องตอบต่อพระองค์ว่า สมบัติที่เราได้มาจากการรับสินบน หรือต้องตอบว่า สมบัติที่เราได้มาเราได้จ่ายไปให้สินบนต่อผู้คน 
จงอย่าให้อีบาดะห์ของเรา การทำฮัจย์ของเรา การถือศิลอดของเราที่ผ่านมาต้องมาถูกลบล้างออกด้วยการกินสมบัติที่ฮะรอมที่ได้มาจากการรับสินบนเถิด

ท่านยูซุฟ บิน อัสบาฏ ได้กล่าวว่า 

" إِنَّ الرَّجُلَ إِذَا تَعَبَّدَ ، قَالَ الشَّيْطَانُ لِأَعْوَانِهِ : اُنْظُرُوْا مِنْ أَيْنَ مَطْعَمَهُ ؟ فَإِنْ كَانَ مَطْعَمُ سُوْءٍ ، قَالَ دَعُوْهُ يَتْعَبُ وَيَجْتَهِدُ ، فَقَدْ كَفَاكُمْ نَفْسَهُ ". “

เมื่อชัยฏอนได้เห็นคน ๆ หนึ่งทำอีบาดะห์ มันจะกล่าวต่อพรรคพวกของมันว่า เจ้าทั้งหลายไปดูซิว่า อาหารที่คนนั้นกินนั้นได้มาจากไหน ? ถ้าหากเขาได้มาจากสิ่งชั่วร้าย ( ฮะรอม ) ก็จงปล่อยเขาไปเถิด เพียงพอสำหรับเจ้าทั้งหลายกับให้เขาเหน็ดเหนื่อยกับการอีบาดะห์ของเขา ( เพราะอีบาด๊ะห์ที่เขาทำนั้นจะไม่เป็นที่ถูกตอบรับ ) 
ท่านฮาฟิซ อัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับฮะดิษที่ท่านนะบี ซอลลลอลลอฮุ อะลัยฮิซัลลัมกล่าวว่า

( فِي الرَّجُلِ يُطِيْلُ السَّفَرَ ، أَشْعَثُ أّغْبَرُ ، وَمَطْعَمَهُ مِنْ حَرَامٍ ، وَمَشْرَبَهُ مِنْ حَرَامٍ ، وَغُذِيَ بِالْحَرَامٍ فَأَنَّى يُسْتَجَابُ لِذَلِكَ ؟ )

ความว่า ท่านได้กล่าวถึงคน ๆ หนึ่งเดินทางเป็นระยะทางไกล จนกระทั่งผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น อาหารของเขามาจากสิ่งฮะรอม เครื่องดื่มของเขามาจากสิ่งที่ฮะรอม เขาบริโภคจากสิ่งที่ฮะรอม แล้วอย่างไรเล่าที่ดุอาของเขาจะถูกตอบรับ? “

أعوذ بالله من الشيطان الرجيم: وَلاَ تَأْكُلُواْ أَمْوٰلَكُمْ بَيْنَكُم بِٱلْبَاطِلِ وَتُدْلُواْ بِهَا إِلَى ٱلْحُكَّامِ لِتَأْكُلُواْ فَرِيقًا ٱلنَّاسِ بِٱلإثْمِ وَأَنتُمْ تَعْلَمُونَ [البقرة:188]. مّنْ أَمْوَالِ 

188. และพวกเจ้าจงอย่ากินทรัพย์สมบัติของพวกเจ้า ระหว่างพวกเจ้าโดยมิชอบ และจงอย่าจ่ายมัน ให้แก่ผู้พิพากษา เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินสมบัติของผู้อื่น ด้วยการกระทำสิ่งที่เป็นบาป ทั้งๆ ที่พวกเจ้ารู้กันอยู่

بَارَكَ اللهُ لِيْ وَلَكُم فِي القُرْآنِ الْعَظِيْم، وَنَفَعَنِي وَإِيَّاكُمْ بِمَا فِيْهِ مِنَ الآيَاتِ وَالذِّكْرِ الْحَكِيم، أَقُوْلُ قَوْلِيْ هَذَا ، وَأَسْتَغْفِرُ الله لِي وَلَكُمْ ، وَلِجَمِيْعِ الْمُسْلِمِينَ فَاسْتَغْفِرُوْهُ ، إِنَّهُ هُوَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيْم

คุตบะห์ที่ ๒

الحمد لله رب حمداً كثيراُ كما أمر ، أشهد أن لا إله الله وحده ، وأشهد أن محمداً عبده ورسوله
اللهم صل وسلم على هذا النبي الكريم ، سيدنا محمد ، وعلى آله وصحبه وسلم وتسليماً كثيراً
أما بعد ، فياعباد الله ، أوصيكم وإياي بالتقوى الله وطاعته لعلكم تتقون .



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านนิกอับดุลอาซิซ มนตรีแห่งรัฐกลันตันได้กล่าวว่า ผู้ใดที่ได้ตำแหน่งการงานใดๆ ที่ได้ด้วยการให้สินบน ถือว่าได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ เงินเดือนแต่ละเดือนที่เขารับจากหน้าที่การงานนั้นถือว่าเป็นเงินเดือนที่ฮะรอม
จากตรงนี้ขอให้พวกเราได้ระมัดระวังจากคำเตือนอันน่าสะพรึงกลัวนี้กันเถิด อย่าให้เราและคนในครอบครัวของเราต้องรับประทานของที่ฮะรอมที่ได้มาจากเงินไม่กี่บาทกี่สตางค์ ใช้ไม่กี่วันก็หมด แต่เราต้องทนทุกข์ ทรมานเป็นเวลาที่นานในวันกียามะห์ที่จะกลับมาแก้ตัวไม่ได้อีกแล้ว

 والعياذ بالله

إن الله وملائكته يصلون على النبي ، يأيها الذين آمنوا صلوا عليه وسلموا تسليماً
اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِلْمُسْلِمِيْنَ وَالْمُسْلِمَاتِ وَالْمُؤْمِنِيْنَ وَالْمُؤْمِنَاتِ الْأَحْيَاءِ مِنْهُمْ وِالْأَمْوَاتِ
اللََّهُمَّ عَافِنَا مِنْ كُلِّ بَلاَءِ الدُّنْيَا وَعَذَابِ الآخِرَةِ ، اللهم أَرِنَا الْحَقَّ حَقاًّ وَارْزُقْنَا اتِّباَعَهُ
وَأَرِنَا الْبَاطِلَ بَاطِلاً وَارْزُقْنَا اجْتِـنَابَهُ ، وَجَنِّبْنَا مِنَ الرِّشْوَةِ وَجَمِيْعِ الْمُحَرَّمَاتِ ، إِنَّكَ عَلىَ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْر . ربنا آتنا في الدنيا حسنة ، وفي الآخرة حسنة وقنا عذاب النار
عباد الله ، 


http://www.drmsatun.com/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=13&Itemid=31

binmusaThu Nov 04 2010 10:09:22 GMT+0700 (ICT)