muslimchaingmai / หลักธรรมคำสอน / เรื่องของพินัยกรรมในทัศนะอิสลาม

เรื่องของพินัยกรรมในทัศนะอิสลาม

พินัยกรรมและประเด็นที่เกี่ยวข้องในทัศนะอิสลาม
 


หลักการของพินัยกรรม
พินัยกรรม เป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งกฎหมายอิสลามได้ให้การ ยอมรับ แม้จะมีลักษณะขัดกับหลักการก็ตาม กล่าวคือตามหลักการนั้นการทำนิติกรรมจะทำได้ในขณะที่บุคคล ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หากบุคคลได้ตายไปแล้วไม่ สามารถทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้อีกต่อไป เพราะ ทรัพย์สินทั้งหมดได้ตกเป็นของทายาทไปแล้วอย่างไรก็ ตามการทำพินัยกรรมนั้น แม้ว่าจะกระทำในช่วงเวลาที่ ผู้ทำยังมีชีวิตอยู่ก็จริงแต่ก็กำหนดให้มีผลหลังจาก ผู้ทำได้เสียชีวิตแล้ว จึงเหมือนกับการทำนิติกรรม หลังจากผู้ทำได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่กฎหมายอิสลามได้ เปิดช่องหรือโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินมีโอกาสกำหนดการเผื่อตายด้วยการให้เขา สามรถกระทำบางอย่างโดยหวังผลบุญ หรือเพื่อตอบแทนบุคคลที่เคยมีบุญคุณต่อเขา หรือแม้แต่เพื่อหวังให้ความช่วยเหลือเพื่อนพ้องหรือญาติมิตรสหายบางคน ซึ่งไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของเขา ขณะ เดียวกันหากเขาได้ยกทรัพย์ให้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็กลัวว่าจะทำให้มีผล กระทบต่อฐานะของตัวเองได้ กฎหมายอิสลามจึงเปิดโอกาสให้เขาทำนิติกรรมโดยให้มีผลเมื่อเขาได้เสียชีวิตไป แล้ว(อิสมาแอ อาลี, 2546 : 94)พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “การทำพินัยกรรมให้แก่ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติสนิทโดยชอบธรรมนั้น ได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเจ้าทั้งหลายหากพวกเจ้าได้ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของผู้ยำเกรงทั้งหลาย” (สูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 180)
พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้อีกว่า
ความว่า “ทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่เขาได้สั่งเสียไว้ หรือหลังจากหนี้สิน” (อันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 11)
พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้อีกว่า
ความว่า “หลังจากพินัยกรรมที่พวกเจ้าสั่งเสียมันไว้หรือหลังจากหนี้สิน” (อันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 12)
พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอายะฮฺแรกได้บ่งบอกถึงบทบัญญัติการทำพินัยกรรมให้กับบิดามารดาและญาติสนิท ส่วนสองอายะฮฺถัดมาได้บ่งบอกถึงการดำเนินการจัดการตามพินัยกรรมนั้นต้องกระทำภายหลังจากการใช้หนี้เสียก่อน (al-Zuhaili, 1987 : 10)

ส่วนหลักฐานจากอัลหะดีษนั้น หะดีษของท่านสะอัด บุตรอบีวักก็อศที่ต้องการทำพินัยกรรมเศษหนึ่งส่วนสามหรือครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา เพราะไม่มีทายาทที่จะรับมรดก นอกจากบุตรสาวของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวกับเขาว่า

( الثلث والثلث كثير إنك إن تذر ورثتك أغنياء خير من أن تذرهم عالة يتكففون الناس )

ความว่า “เศษหนึ่งส่วนสาม และเศษหนึ่งส่วนสามก็มากแล้ว แท้จริงการที่ท่านทอดทิ้งบรรดาทายาทของท่านในสภาพที่ร่ำรวยนั้นดีกว่าการที่ท่านทอดทิ้งพวกเขาในสภาพที่ยากจน โดยจะยื่นมือขอสิ่งที่อยู่ในมือของผู้อื่น” (หะดีษบันทึกโดยมุสลิม หะดีษหมายเลข 1628)
ท่านนบีได้กล่าวไว้อีกว่า

( إن الله تصدق عليكم عند وفاتكم بثلث أموالكم زيادة لكم فى أعمالكم )

ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงมอบให้แก่พวกเจ้าหนึ่งในสามจากทรัพย์สินของพวกเจ้าตอนที่พวกเจ้าเสียชีวิต เพื่อเพิ่มความดีของพวกเจ้า ทั้งนี้เพื่อพระองค์จะได้ทรงเพิ่มผลงานของพวกเจ้า” (หะดีษบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษหมายเลข 2709)
ท่านนบีได้กล่าวไว้อีกว่า

( ماحق امرئ مسلم أن يبيت ليلتين وله شىء يوصى فيه إلا وصيته مكتوبة عنده )

ความว่า “ไม่ใช่สิทธิของมุสลิมคนหนึ่งที่เขาจะนอนเป็นเวลาสองคืน โดยที่เขามีสิ่งที่ต้องการทำพินัยกรรม นอกเสียจากว่าพินัยกรรมของได้ถูกบันทึกไว้อยู่ที่เขา” (หะดีษบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษหมายเลข 2699)

ความหมายของพินัยกรรม

พินัยกรรม ตามคำนิยามของนักกฎหมายอิสลามหมายถึง การยกกรรมสิทธิ์ให้กับผู้อื่นที่มีผลภายหลังจากการตายโดยความเสน่หา จะเป็นวัตถุหรือผลประโยชน์ก็ตาม (al-Zuhaili, 1987 : 8)

องค์ประกอบของพินัยกรรม

องค์ประกอบของการทำพินัยกรรมมี 4 ประการ
ผู้ทำพินัยกรรม
ผู้รับพินัยกรรม
ทรัพย์สินพินัยกรรม
ศีเฆาะฮฺ (al-Sharbini, 1958 : 39)

ผู้ทำพินัยกรรม

ผู้ทำพินัยกรรมมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
ก. จะต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอิสลาม มีสติปัญญาที่สมบูรณ์ เป็นอิสระชนจะเป็นเพศชายหรือหญิง มุสลิมหรือมิใช่มุสลิมก็ตาม
นักกฎหมายอิสลามมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสมบูรณ์ และจะต้องเป็นอิสระชน ฉะนั้นการทำพินัยกรรมของบุคคลที่มีสติปัญญาฟั่นเฟือน วิกลจริตและผู้ที่เป็นทาสจึงไม่มีผลบังคับใช้
ส่วนการทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ที่มีความรู้สึกรับผิดชอบแล้ว (المميز) นั้นตามทัศนะของ มัซฮับมาลิกีย์ มัซฮับหัมบะลีย์และทัศนะหนึ่งของอิหม่ามชาฟิอีย์มีความเห็นว่า พวกเขาสามารถทำพินัยกรรมได้ เพราะพินัยกรรมมิได้ทำให้กรรมสิทธิ์ของเขาหมดไปในขณะนั้นทันที และพินัยกรรมยังทำให้เขาได้รับผลบุญภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้งอีกด้วย (al-Sharbini, 1958 : 39)
โดยอาศัยทัศนะหนึ่งของท่านอุมัรตามรายงานดังต่อไปนี้

( عن أبى بكر بن محمد بن عمرو بن حزم أن غلاما بالمدينة حفرة الموت وورثته بالشام وأنهم ذكروا لعمر أنه يموت فسألوه أن يوصى فأمره عمر أن يوصى فأوصى ببئر يقال لها بئر جشم وأن أهلها باعوها بثلاثين ألفا وذكر أبو بكر أن غلاما كان ابن عشر سنين أو اثنى عشرة )

ความว่า “ จากอบีบักรฺ บุตรมุฮัมมัด บุตรอัมรฺ บุตรหัซมฺว่า มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังจะตายที่มะดีนะฮฺ ขณะที่ทายาทโดยชอบธรรมของเขาอยู่ที่ประเทศซาม (ซีเรีย) จึงได้มีการเล่าเรื่องของเขาแก่ท่านอุมัร บุตรค็อฏฏ็อบ และได้มีการถามท่านว่า “เด็กคนหนึ่งกำลังจะตาย เขาทำพินัยกรรมได้หรือไม่ ?” ท่านอุมัรตอบว่า “ให้เขาทำพินัยกรรมเถิด” เด็กคนนั้นจึงได้ทำพินัยกรรมด้วยกับบ่อใบหนึ่งเรียกว่าบ่อ”ญัชม์”และทายาทของเขาได้ขายบ่อด้วยกับราคาสามหมื่น ท่านอบูบักรฺได้เล่าอีกว่า “เด็กชายคนนั้นมีอายุสิบปีหรือสิบสองปี” (หะดีษบันทึกโดยอัดดาริมีย์ หะดีษหมายเลข 3290)

การผ่อนปรนในเรื่องอายุของผู้ทำพินัยกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะการทำพินัยกรรมนั้นเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่มีผลเสียต่อผู้กระทำแต่อย่างใด เพราะพินัย กรรมจะมีผลหลังจากที่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตไปแล้ว การห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทำพินัยกรรมนั้นก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ทำนิติกรรมเอง ซึ่งในการทำพินัยกรรมนั้นผลประโยชน์ของผู้ทำนิติกรรมจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยเฉพาะกรณีที่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์แก่ผู้มีบุญคุณต่อผู้เยาว์ที่มิได้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้เยาว์ และทายาทโดยธรรมนั้นไม่มีบุญคุณต่อผู้เยาว์ในช่วงเจ็บ ป่วยก่อนจะตายแต่อย่างใด (อิสมาแอ อาลี, 2546 : 100)

ข. ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องทำด้วยความสมัครใจ เพราะการทำพินัยกรรมเป็นการโอนกรรม สิทธิ์จึงจำเป็นต้องทำโดยสมัครใจ ฉะนั้นการทำพินัยกรรมเพราะถูกบังคับ จากความผิด พลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือหลงลืมจึงไม่มีผลบังคับใช้
ส่วนเงื่อนไขของการจัดการตามพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมนั้น ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นผู้ที่มีหนี้สินเท่ากับจำนวนของทรัพย์มรดก เพราะการจัดการใช้หนี้นั้นต้องกระทำก่อนการจัดการพินัยกรรมโดยมติของนักกฎหมายอิสลาม และหากทรัพย์สินที่ระบุในพินัยกรรมนั้นไปเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้อื่น คือหนี้สินดังกล่าว การทำพินัยกรรมในลักษณะนี้จึงขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเจ้าหนี้ทั้งหลาย หากเขาเหล่านั้นอนุญาตก็ถือว่าพินัยกรรมนั้นมีผลใช้ได้และสามารถจัดการให้เป็นไปตามคำสั่งของผู้ทำพินัยกรรมได้ แต่หากเขาเหล่านั้นไม่ยินยอมก็ถือว่าพินัยกรรมนั้นใช้ไม่ได้ (al-Zuhaili,1987 : 28)

ผู้รับพินัยกรรม

ผู้รับพินัยกรรมแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้
ก. ประเภทที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงาน
ประเภทที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานนั้นมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่
กระทำความผิดต่อหลักการศาสนาหรือสร้างความเสียหายให้กับสังคม หากผู้รับพินัยกรรมเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่กระทำความผิดต่อหลักการศาสนาหรือสร้างความเสียหายให้กับสังคมก็ถือว่าการทำพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะโดยความเห็นของนักนักกฎหมายอิสลามที่สอดคล้องกัน เช่นการทำพินัยกรรมให้สโมสรการพนัน สโมสรการบันเทิง การสร้างโดมครอบสุสาน การร้องให้โอดครวญกับผู้ตาย การสร้างหรือการซ่อมแซมโบสถ์ การเขียนคัมภีร์เตารอฮฺและอินญีล การเขียนหนังสือไสยศาสตร์และหนังสือที่ต้องห้ามทั้งหลาย การทำพินัยกรรมให้กับคู่สงครามและการจัดซื้อเครื่องดนตรีต่าง ๆ เพราะการทำพินัยกรรมนั้นถูกบัญญัติขึ้นเพื่อการสร้างความสัมพันธ์และการทำความใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า จึงไม่อนุญาตให้ทำพินัยกรรมในสิ่งที่เป็นความชั่ว (al-Zuhaili, 1987 : 29)

ข. ประเภทบุคคล
ผู้รับพินัยกรรมประเภทบุคคลนั้นมีเงื่อนดังต่อไปนี้
(1) จะต้องเป็นบุคคลที่มีสภาพเป็นบุคคลในขณะทำพินัยกรรม คือจะต้องมีชีวิตอยู่แล้ว แม้ว่าจะยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์ก็ตาม ทั้งนี้หากคลอดออกมาอยู่รอดเป็นทารกภายในกำหนดเวลาของการตั้งครรภ์ที่สั้นที่สุดสำหรับหญิงผู้เป็นมารดาที่ร่วมหลับนอนตามปกติกับสามี หรือไม่เกินช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ที่ยาวที่สุด หากหญิงผู้เป็นมารดาขาดจากการสมรสแล้วหรือมีสามีแต่มิได้ร่วมหลับนอนกับสามี

(2) เป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักในขณะที่ทำพินัยกรรม หากผู้ทำพินัยกรรมให้กับผู้รับพินัยกรรมที่ไม่ถูกรู้จักแล้ว ก็ไม่สามารถจัดการทรัพย์พินัยกรรมให้กับผู้รับพินัยกรรมได้ เพราะพินัยกรรมคือการโอนกรรมสิทธิ์ให้ในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมสิ้นชีวิต ตามทัศนะส่วนใหญ่ของนักกฎหมายอิสลาม
หากบุคคลหนึ่งใดทำพินัยกรรมให้กับนาย มุฮัมมัดหรือนายคอลิด 1/3 ของทรัพย์หรือให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นมุสลิม โดยที่ไม่ได้ระบุจำนวนและไม่ได้กล่าวลักษณะที่มีความรู้สึกว่าเขาเหล่านั้น มีความต้องการ เช่น กลุ่มคนมุสลิมที่ยากจน ถือว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะในทัศนะของมัซฮับหะนะฟีย์ เพราะผู้รับพินัยกรรมไม่เป็นที่รู้จัก จึงไม่สามารถส่งทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมให้กับเขาได้ เช่นกับการทำพินัยกรรมของบุคคลหนึ่งให้กับชายคนหนึ่งจากชายสองคน ถือว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะในทัศนะของมัซฮับทั้งสี่เพราะไม่ได้เจาะจงผู้รับพินัยกรรม (al-Zuhaili, 1987 : 34)

(3) เป็นบุคคลที่มีสิทธิ์ในการปกครองกรรมสิทธิ์ได้ การทำพินัยกรรมเป็นการโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ทำพินัยกรรมให้กับผู้รับพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมจึงต้องเป็นบุคคลที่ปกครองกรรมสิทธิ์ได้ เงื่อนไขข้อนี้เป็นความเห็นที่สอดคล้องกันระหว่างบรรดานักกฎหมายอิสลาม ฉะนั้นการทำพินัยกรรมให้กับสัตว์ต่างๆ โดยมีเจตนาให้ปกครองสิทธิ์หรือการทำพินัยกรรมให้โดยมิได้ตั้งใจให้ปกครองสิทธิ ถือว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะเพราะเป็นพินัยกรรมให้กับผู้ที่ไม่สามรถปกครองสิทธิได้ในทัศนะของมัซฮับหะนะฟีย์ ชาฟิอีย์และมาลิกีย์ ส่วนการที่ผู้ทำพินัยกรรมกล่าวว่า “เพื่อใช้เป็นอาหารแก่สัตว์ตัวนี้” ถือว่าพินัยกรรมนั้นมีผลบังคับใช้ โดยพิจารณาตามคำพูดของเขามิได้พิจารณาถึงเจตนาของเขา ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องมีการสนองรับ เพราะเหมือนกับมรดกจึงไม่จำเป็นต้องมีการสนองรับ เนื่องจากอุปสรรค และเช่นเดียวกับการวักฟฺ ( الوقف ) ให้กับบรรดาคนยากจนแต่สำหรับทัศนะของมัซฮับซาฟิอีย์แล้วมีเงื่อนไขว่า เจ้าของสัตว์จะต้องสนองรับพินัยกรรม พินัยกรรมนั้น จึงจะมีผลบังคับใช้ (al-Zuhaili, 1987 : 36)

(4) ไม่เป็นบุคคลที่ฆ่าผู้ทำพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นผู้ที่ฆ่าผู้ทำพินัยกรรมตามทัศนะของมัซฮับหะนะฟีย์และ มัซฮับหัมบะลีย์หากผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมให้หลังจากการทำร้ายของผู้รับพินัยกรรม ต่อมาเขาก็เสียชีวิต ถือว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ หรือผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนการทำร้าย ผู้รับพินัยกรรมก็ไม่มีสิทธิ์รับพินัยกรรมนั้นได้ เพราะการฆ่านั้นเป็นสิ่งทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ
ดังมีหะดีษของท่านนบีเล่าว่า
( ليس لقاتل شىء )
ความว่า “ผู้ที่ฆ่านั้นไม่มีสิทธิในสิ่งหนึ่งสิ่งใด” (หะดีษบันทึกโดยอัดดารุกุฎนีย์ หะดีษหมายเลข 84)
ท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺได้กล่าวว่า หากทายาททั้งหลายยินยอมหรือไม่มีทายาทอื่นเลยก็ถือว่าพินัยกรรมนั้นมีผลบังคับใช้ (al-Zuhaili, 1987 : 37)
ส่วนมัซฮับชาฟีอีย์ถือว่า การทำพินัยกรรมให้กับผู้ที่ฆ่านั้นมีผลบังคับใช้ ถึงแม้จะเป็นการฆ่าโดยการละเมิดก็ตาม หากผู้รับพินัยกรรมฆ่าผู้ทำพินัยกรรมโดยการละเมิดผู้รับพินัยกรรมก็ยังมีสิทธิในการรับพินัยกรรมนั้น เพราะการทำพินัยกรรมเป็นการปกครองกรรมสิทธิ์ด้วยการสัญญา จึงเหมือนกับการให้ ซึ่งต่างกับการรับมรดก (al-Nawawi,1985 : 107)
สำหรับมัซฮับมาลีกีย์นั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การทำพินัยกรรมให้กับผู้ที่ฆ่านั้นมีผลบังคับใช้ จะเป็นฆ่าโดยเจตนาหรือผิดพลาดก็ตาม เมื่อผู้ทำพินัยกรรมทราบว่าผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้ฆ่าเขา และเขาก็มิได้เปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของเขา เพราะสิ่งที่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะก็คือ การรีบเร่งของผู้รับพินัยกรรมในสิ่งหนึ่งก่อนที่จะถึงเวลาของมัน เขาจึงถูกลงโทษโดยการห้ามสิทธิในสิ่งนั้น การลงโทษผู้รับพินัยกรรมโดยการห้ามสิทธินี้ จะต้องเกิดขึ้นภายหลังจากการฆ่า ที่อยู่ถัดจากการทำพินัยกรรมในทันทีแต่ถ้าหากผู้ทำพินัยกรรมรู้ว่ามีการทำร้าย และเขาก็ยังทำพินัยกรรมให้กับผู้ทำร้ายหรือผู้ที่ฆ่า ก็แสดงว่าเขาได้ให้อภัยและต้องการทำความดีกับผู้นั้นอีกด้วย (al-Jaziri, n.d. :321)
สรุปได้ว่าทัศนะของมัซฮับต่างๆ เกี่ยวกับการฆ่าทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะนั้นมีสองทัศนะด้วยกันคือ
ทัศนะที่หนึ่ง การที่ผู้รับพินัยกรรมฆ่าผู้ทำพินัยกรรม ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะได้แก่ทัศนะของมัซฮับหะนะฟีย์และมัซฮับหัมบะลีย์
ทัศนะที่สอง ผู้รับพินัยกรรมฆ่าผู้ทำพินัยกรรมไม่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะได้แก่ทัศนะของมัซฮับมาลิกีย์และมัซฮับซาฟิอีย์ (al-Zuhaili, 1987 : 38)

(5) ผู้รับพินัยกรรมมิได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งมีสิทธิ์รับมรดกอยู่ แล้ว
ผู้รับพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ทำพินัยกรรมที่มีสิทธิ์รับมรดกอยู่ แล้ว ขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตหากมีทายาทผู้อื่นไม่ยินยอม แต่ถ้าหากทายาทผู้อื่นยินยอมก็ถือว่าพินัยกรรมนั้นใช้ได้ เพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า
لاوصية لوارث إلا أن يجيزالورثة
ความว่า “ไม่มีการทำพินัยกรรมให้กับทายาท นอกจากได้รับอนุญาตจากทายาทบุคคลอื่น (หะดีษบันทึกโดยอัลดารุกุฎนีย์ หะดีษหมายเลข 89)
และการที่ทายาทบุคคลอื่นไม่ยินยอม จะทำให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะวิวาท การตัดความสัมพันธ์กับเครือญาติ ทำให้เกิดความโกรธแค้นและการอิจฉาริษยากันในระหว่างทายาททั้งหลาย
เงื่อนไขนี้เป็นความเห็นที่สอดคล้องกันของมัซฮับต่าง ๆ โดยที่เขาทั้งหลายได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่า ไม่อนุญาตให้ทำพินัยกรรมให้กับทายาทผู้หนึ่งผู้ใดที่มีสิทธิรับมรดกได้ เมื่อมีทายาทบุคคลอื่นไม่อนุญาต (al-Fawzani, 2001 : 218)

ทรัพย์สินพินัยกรรม

ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งพินัยกรรมมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
ก. ทรัพย์สินพินัยกรรมจะต้องเป็นทรัพย์เปลี่ยนการปกครองได้ เพราะการทำพินัยกรรมนั้นเป็น การให้ปกครองกรรมสิทธิ์
ทรัพย์สินพินัยกรรมครอบคลุมถึงเงินตรา วัตถุ อาคาร บ้าน ต้นไม้ สินค้า สัตว์และสิ่งอื่นๆรวมถึงหนี้สิน สิทธิต่างๆ ของผู้ทำพินัยกรรมที่มีอยู่ที่ผู้อื่นและผลประโยชน์ต่างๆ เพราะผลประ โยชน์ต่างๆก็เหมือนกับวัตถุในเรื่องของกรรมสิทธิ์โดยการทำสัญญาหรือการรับมรดก ฉะนั้นผลประ โยชน์ก็เหมือนวัตถุในการทำพินัยกรรมเช่น เดียวกัน

ข. เป็นสิ่งที่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ตามหลักการของอัลอิสลาม การทำพินัยกรรมด้วยกับ สิ่งที่ไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ เช่นสุรา สุกร สุนัขและเสือที่ไม่ได้ฝึกไว้ใช้สำหรับล่า สัตว์ ถือว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ เพราะเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในทัศนะของอิสลามและไม่อนุญาตให้ทำพินัยกรรมในสิ่งที่ไม่สามารถโยกย้ายสิทธิได้ เช่น การฆ่าใช้ชาติ การลงโทษในการกล่าวหาและสิทธิในการบังคับขายในสิ่งที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน

ค. เป็นทรัพย์ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ครอบครองได้ ถึงแม้ทรัพย์นั้นจะยังไม่มีอยู่ในขณะที่ทำพินัยกรรมก็ตาม หมายถึงเป็นสิ่งที่ได้กรรมสิทธิ์มาด้วยการทำนิติกรรมตอบแทน ได้จากการทำสัญญาต่างๆหรือเพราะรับมรดก เพราะการทำพินัยกรรมเป็นการโอนสิทธิให้ครอบครอง สิ่งใดที่ไม่สามารถโอนสิทธิให้ครอบครองได้ ก็ไม่สามรถทำพินัยกรรมได้
ฉะนั้นการทำพินัยกรรมด้วยทรัพย์สินที่เป็นเงินตราหรือสินค้าก็ตามถือว่ามีผลใช้ได้ เพราะได้กรรมสิทธิ์ในสิ่งดังกล่าวมาด้วยการให้หรือด้วยการขาย การทำพินัยกรรมด้วยกับผลประโยชน์ของทรัพย์สิน เช่น การอาศัยอยู่ในบ้าน การขี่สัตว์พาหนะ เพราะได้กรรมสิทธิ์มาด้วยการเช่าและการทำพินัยกรรมด้วยหนี้สินที่อยู่ที่ชายคนหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้วก็คือการทำพินัยกรรมด้วยสิ่งที่เป็นวัตถุนั่นเอง หมายถึงการทำพินัยกรรมด้วยกับเงินตราที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ที่เป็นหนี้ (al-Zuhaili, 1987 :46)

ง. เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรมในการทำพินัยกรรมเฉพาะสิ่งในขณะที่ทำพินัยกรรม เพราะการทำพินัยกรรมเฉพาะสิ่งนั้น จะทำให้มีผลในการปกครองกรรมสิทธิ์ในสิ่งนั้น จึงจำเป็นต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรมขณะที่ทำพินัยกรรม ฉะนั้นการทำพินัยกรรมในสิ่งที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นจึงเป็นโมฆะ
บุคคลที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าทำพินัยกรรมด้วยกับทรัพย์ของนาย ก.” ถือว่าการทำพินัยกรรมเป็นโมฆะตามทัศนะของนักกฎหมายอิสลามส่วนใหญ่ ถึงแม้ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ครอบครองทรัพย์ของนาย ก.ภายหลังจากการทำพินัยกรรมก็ตาม เพราะถ้อยคำที่แสดงเจตนาในการทำพินัยกรรมนั้นใช้ไม่ได้ เนื่องจากการกล่าวพาดพิงถึงพินัยกรรมด้วยทรัพย์ของบุคคลอื่น

จ. สิ่งที่ทำพินัยกรรมจะต้องอยู่ในขอบเขตหนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ทำพินัยกรรม ในขณะที่เขาตายและชำระหนี้ประเภทต่างๆ ของผู้ทำพินัยกรรมทั้งหมดแล้ว การกำหนดเช่นนี้ก็เพื่อการรักษาไว้ซึ่งสิทธิของทายาทโดยธรรมที่จะได้รับมรดกตามสิทธิของแต่ละคนตามที่กฎหมายอิสลามได้ให้ความคุ้มครองไว้ กล่าวคือจะคุ้มครองไว้ภายในขอบเขตสองในสามจากกองมรดกทั้งหมดหลังจากหักค่าทำศพและชำระหนี้ (อิสมาแอ อาลี, 2546 : 205)
ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องทำพินัยกรรมในทรัพย์พินัยกรรมมิให้เกินหนึ่งในสามของทรัพย์สิน หากผู้ทำพินัยกรรมนั้นมีทายาทอยู่ เพราะบรรดานักกฎหมายอิสลามมีมติว่าจำเป็นที่พินัยกรรมนั้นจะต้องไม่เกินหนึ่งในสามตามเจตนารมณ์ที่ปรากฏในหะดีษของท่านสะอัด บุตร อบีวักก็อศ ที่รายงานว่า

( عادنى رسول الله صلى الله عليه وسلم فى حجة الوداع من وجع أشقيت منه على الموت فقلت يا
رسول الله بلغنى ما ترى من الوجع وأنا ذو مال ولا يرثنى إلا ابتة لى واحدة أفأتصدق بثلثى مالى ؟ قال "لا" قال قلت : أفأتصدق بشطره ؟ قال "لا" الثلث والثلث كثير إنك إن تذر ورثتك أغنياء خير من أن تذرهم عالة يتكففون الناس )
ความว่า “ท่านสะอัด บุตรอบีวักก็อศ ได้กล่าวว่า “ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ) ได้มาเยี่ยมฉันในขณะที่ฉันป่วยใกล้จะตาย” ฉันได้กล่าวว่า “ โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺฉันเจ็บป่วยมากดังที่ท่านเห็นและฉันมีทรัพย์มาก ไม่มีใครรับมรดกของฉันนอกจากบุตรสาวของฉันคนเดียว ฉันจะทำทานด้วยกับสองในสามของทรัพย์ของฉันได้ไหม ?” ท่านรสูลได้กล่าวว่า “ไม่ได้” ฉันกล่าวว่า “แล้วครึ่งหนึ่งของทรัพย์ของฉันเล่า ?” ท่านรสูลได้กล่าวว่า “ไม่ได้ หนึ่งในสามและหนึ่งในสามก็มากแล้ว แท้จริงการที่เจ้าทอดทิ้งบรรดาทายาทของเจ้าในสภาพร่ำรวยนั้นดีกว่าการที่เจ้าทอดทิ้งพวกเขาไว้ในสภาพที่ยากจนโดยเขาเหล่านั้นจะยื่นมือขอมนุษย์” (หะดีษบันทึกโดยมุสลิม หะดีษหมายเลข 1628)

การทำพินัยกรรมเกินหนึ่งในสาม จะมีผลนั้น ต้องอาศัยการอนุญาตของทายาท หากทายาทยินยอมพินัยกรรมนั้นก็มีผลบังคับ แต่หากเขา
เหล่านั้นไม่ยินยอมพินัยกรรมย่อมเป็นโมฆะ
การอนุญาตของทายาทนั้นมีเงื่อนไขสองประการคือ
1. จะต้องเป็นการอนุญาตของทายาทภายหลังจากผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต
2. ผู้ที่อนุญาตนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอิสลาม มีสติปัญญาสมบูรณ์ และรู้ถึงทรัพย์ที่ถูกระบุในพินัยกรรม
หากทายาทบางคนอนุญาตและบางคนไม่อนุญาตก็ถือว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะส่วนของผู้ที่อนุญาตและเป็นโมฆะในส่วนของผู้ที่ไม่อนุญาต (al-Zuhaili, 1987 : 52)
นักกฎหมายอิสลามบางท่านชอบการทำพินัยกรรมที่น้อยกว่าหนึ่งในสามของทรัพย์ เพราะมีรายงานจากท่านอบูบักรฺ อัลศิดดีก ท่านอาลี บุตร อบีตฏอลิบ และท่านอับดุลลอฮฺ บุตรอับบาส ( เราะฏิยัลลอฮุอันฮุม ) (al-Fawzan, 2001 : 217)
ท่านอบูบักรฺ ( เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ) ได้กล่าวว่า
( أوصيت بما رضى الله به لنفسه )
ความว่า “ฉันได้ทำพินัยกรรมด้วยกับสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงพอพระทัยสำหรับพระองค์เอง”
หมายถึงคำตรัสของพระองค์ที่ว่า”
ความว่า “เจ้าทั้งหลายพึงทราบเถิดว่า แท้จริงสิ่งที่เจ้าทั้งหลายได้มาจากการทำสงคราม แท้จริงสำหรับพระองค์อัลลอฮฺนั้นหนึ่งในห้า” (สูเราะฮฺอัลอัมฟาล อายะฮฺที่ 41)
ท่านอาลี ( เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ) กล่าวว่า

( لأن أوصى بالربع أحب إلى من أن أوصى بالثلث )

ความว่า “ให้ฉันทำพินัยกรรมหนึ่งในสี่เป็นที่ชอบของฉันมากกว่าการที่ฉันทำพินัยกรรมหนึ่งในสามเสียอีก” (หะดีษบันทึกโดยอัลบัยหะกีย์ กิตาบอัลวะศอยา บาบ สุนัตให้ทำพินัยกรรมน้อยกว่าหนึ่งในสาม หน้าที่ 170)
ท่านอิบนุอับบาส ( เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ) ได้กล่าวว่า

( الذى يوصى بالخمس أفضل من الذى يوصى بالربع والذى يوصى بالربع أفضل من الذى يوصى بالثلث )

ความว่า “ผู้ที่ทำพินัยกรรมหนึ่งส่วนห้าดีกว่าผู้ที่ทำพินัยกรรมหนึ่งส่วนสี่ และผู้ที่ทำพินัยกรรมหนึ่งส่วนสี่ดีกว่าผู้ที่ทำพินัยกรรมหนึ่งส่วนสาม” (บันทึกโดยอัลบัยหะกีย์ กิตาบ อัลวะศอยา บาบ สุนัตให้ทำพินัยกรรมน้อยกว่าหนึ่งในสาม หน้าที่ 270)
การทำพินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมตั้งใจสร้างความเดือดร้อนและทุกยากให้กับทายาท ถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามและมีบาป เพราะพระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “หลังจากพินัยกรรมที่ถูกสั่งเสียไว้ หรือหลังจากหนี้สินโดยมิใช่สิ่งที่นำมาซึ่งผลร้ายใดๆ” (สูเราะฮฺอันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 12)
และในหะดีษที่ว่า

( إن الرجل ليعمل بطاعة الله ستين سنة ثم يحضره الموت فيضار فى الوصية فتجب له النار )

ความว่า “แท้จริงชายคนหนึ่งปฏิบัติตนอยู่ในการภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺ 60 ปี ต่อมาเขาใกล้จะตาย เขาได้สร้างความเดือดร้อนในการทำพินัยกรรมของเขา เขาต้องเข้าขุมนรก (หะดีษบันทึกโดยอบูดาวุด หะดีษหมายเลข 2867)
ท่านอาลี บุตรอบีฏอลิบ ได้ไปเยี่ยมชายคนหนึ่งที่กำลังป่วย ชายผู้นั้นได้กล่าวกับท่านอาลีว่า ฉันต้องการทำพินัยกรรม ท่านอาลีได้กล่าวว่า
( لا : لم تدع مالا فذع مالك لولدك )

ความว่า “ไม่ได้ ท่านไม่ได้ทิ้งทรัพย์ไว้มากมาย จงทิ้งทรัพย์ที่ท่านมีไว้ให้บุตรของท่าน” (หะดีษบันทึกโดยอัดดารีมีย์ หะดีษหมายเลข 3192)

ศีเฆาะฮฺ

พินัยกรรมตามกฎหมายอิสลามเป็นนิติกรรมสองฝ่าย ซึ่งต้องมีการเสนอให้และการสนองรับ
การเสนอ คือ การแสดงเจตนาทำพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรม โดยใช้ถ้อยคำเช่น “ฉันได้ทำพินัยกรรมยกสิ่งนี้ให้กับเขา” หรือ “เจ้าทั้งหลายจงให้สิ่งนี้แก่เขาภายหลังจากฉันตายไปแล้ว”

การสนองรับจากผู้รับพินัยกรรมเฉพาะสิ่ง การสนองรับหรือการปฏิเสธในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ถือว่าไม่มีผล และมิได้มีเงื่อนไขในการสนองรับโดยทันทีภายหลังจากผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ส่วนการทำพินัยกรรมให้กับองค์กร เช่น มัสยิดหรือสิ่งที่มิได้เจาะจง เช่น บรรดาคนที่ยากจน พินัยกรรมจะมีผลทันทีภายหลังจากการตายของผู้ทำพินัยกรม โดยมิต้องมีการสนองรับ (al-Zuhaili, 1987 : 15)
การแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมทำได้ด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดจากสามวิธีต่อไปนี้
ก. การใช้ถ้อยคำ
การใช้ถ้อยคำในการแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมในการทำพินัยกรรมนั้น ไม่ขัดแย้งระหว่างนักกฎหมายอิสลามในการที่ทำให้พินัยกรรมนั้นมีผลบังคับใช้ จะเป็นการใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน เช่น “ฉันได้ทำพินัยกรรมยกสิ่งนี้ให้กับนาย ก. คนนั้น” หรือการใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน แต่มีความหมายที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการทำพินัยกรรมโดยสภาพแวด ล้อม เช่น“ฉันทำให้สิ่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาภายหลังฉันตายแล้ว” หรือ “เจ้าทั้งหลายจงเป็นพยานว่า แท้จริงฉันนี้ได้ทำพินัยกรรมยกสิ่งนี้ให้กับนาย ก.”
ข. การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
การเขียนถ้อยคำในการแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมนั้นไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างนักกฎหมายอิสลามอีกเช่นกัน หากผู้เขียนนั้นเป็นผู้ที่ไม่สามารถพูดได้ เช่นคนเป็นใบ้
ส่วนมัซฮับชาฟิอีย์ถือว่าการแสดงเจตนาทำพินัยกรรมโดยการเขียนหรือการทำสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการทำพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมนั้นใช้ได้เช่นเดียวกับการขาย(al-Sharbini, 1958 : 53)
การแสดงเจตนาในการทำพินัยกรรมด้วยการเขียนสำหรับผู้ที่พูดได้นักกฎหมาย อิสลามมีความเห็นแบ่งออกเป็นสองทัศนะด้วยกัน คือ
ทัศนะที่หนึ่ง หากยืนยันได้ว่าเป็นลายมือของผู้ทำพินัยกรรมจริง โดยการยอมรับของทายาทหรือมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นลายมือของเขาถึงแม้จะเป็นเวลานานแล้วก็ตาม ทัศนะนี้เป็นทัศนะที่มีน้ำหนักของมัซฮับหัมบะลีย์ มัซฮับหะนะฟีย์ และมัซฮับ มาลิกีย์ หากผู้ทำพินัยกรรมเขียนด้วยมือตนเองและให้พยานรับรู้ด้วย โดยกล่าวว่า“เจ้าทั้งหลายจงเป็นพยานต่อสิ่งที่มีในหนังสือนี้”
ส่วนทัศนะที่สอง คือมัซฮับชาฟิอีย์ ถือว่าการเขียนเป็นกีนายะฮฺ (คือการใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน) จึงต้องมีการตั้งใจพร้อมทั้งจะต้องมีพยานรู้เห็นการเขียน โดยที่ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเอาหนังสือที่เขียนให้บรรดาพยานรู้เห็น หากผู้เขียนมิได้ไห้พยานรู้เห็นสิ่งที่เขียน ถือว่าการทำพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ
ค. การแสดงสัญลักษณ์สื่อความหมายที่เข้าใจได้
การทำพินัยกรรมด้วยการทำสัญลักษณ์เพื่อแสดงเจตนาในการทำพินัยกรรมของคนใบ้หรือคนที่พูดไม่ได้ โดยมัซฮับหะนะฟีย์และมัซฮับหัมบะลีย์ได้ตั้งเงื่อนไขว่า จะต้องหมดความหวังที่จะพูดได้และตายในสภาพนั้น และเมื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถพูดได้ แต่สามารถเขียนได้ พินัยกรรมจะไม่มีผล นอกจากต้องทำด้วยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเป็นการชี้ถึงจุดประสงค์ได้ละเอียดอ่อนกว่า
มัซฮับมาลีกีย์ถือว่าการทำพินัยกรรมด้วยการทำสัญลักษณ์ที่เข้าใจความหมายนั้น ใช้ได้สำหรับผู้ที่สามารถพูดได้
ส่วนมัซฮับชาฟิอีย์ถือว่า การทำพินัยกรรมด้วยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยการทำสัญลักษณ์สำหรับบุคคลที่ไม่สามารถพูดได้นั้นใช้ได้

การสนองรับพินัยกรรม

การสนองรับพินัยกรรมนั้นนักกฎหมายอิสลามมีความเห็นเป็นสองทัศนะด้วยกัน
ทัศนะที่หนึ่ง เป็นทัศนะของมัซฮับหะนะฟีย์ ถือว่าการสนองรับนั้นก็คือการไม่ปฏิเสธด้วยการกล่าวรับด้วยคำพูดที่ชัดเจน เช่น “ฉันรับพินัยกรรมนี้” หรือ “ฉันพอใจในพินัยกรรมนี้” หรือการแสดงถึงการสนองรับ โดยการดำเนินการในทรัพย์พินัยกรรมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์

ทัศนะที่สอง เป็นทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชาการกฎหมายอิสลาม ถือว่าจำเป็นจะต้องมีการสนองรับพินัยกรรมด้วยวาจา หรือสิ่งที่ทดแทนการสนองรับด้วยวาจา คือการดำเนินการในทรัพย์พินัยกรรมที่ชี้ถึงการยินยอมและถือว่าการไม่ปฏิเสธพินัยกรรมนั้นยังไม่เพียงพอที่จะเป็นการสนองรับพินัยกรรมได้ เพราะไม่ใช่การสนองรับที่ต้อง การ
การสนองรับพินัยกรรมจะต้องกระทำโดยเร็วหรือไม่ ?

บรรดานักกฎหมายอิสลามมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการสนอง รับพินัยกรรมในเวลาที่แน่นอน และไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องสนองรับหรือปฏิเสธพินัยกรรมอย่างรวด เร็ว แต่อนุญาตให้ล่าช้า ฉะนั้นจึงอนุญาตให้สนองรับพินัยกรรมภายหลังการตายของผู้ทำพินัยกรรม ถึงแม้จะเป็นเวลานานก็ตาม แต่ทัศนะของมัซฮับชาฟิอีย์มีความเห็นว่า ทายาทมีสิทธิ์ในการท้าวทวงผู้รับพินัยกรรมในการสนองรับหรือปฏิเสธพินัยกรรม หากเขาไม่ยอมระบุว่าจะเลือกทางใดภายหลังจากมีการท้าวทวงแล้ว ให้ถือว่าเขาปฏิเสธพินัยกรรม การท้าวทวงนี้ถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นการป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับทายาท (al-Zuhaili, 1987 : 18)

ประเภทของพินัยกรรม

พินัยกรรมนั้นมี 4 ประเภทด้วยกัน
การทำพินัยกรรมที่จำเป็นต้องกระทำ (วายิบ) เช่น การทำพินัยกรรมให้ส่งคืนทรัพย์สินที่รับฝากไว้ หนี้ที่ไม่มีเอกสารบอกจำนวน สิ่งที่เป็นหน้าที่ต้องกระทำเองการจ่ายซะกาต การบำเพ็ญหัจญ์ ค่าปรับในการขาดการถือศีลอด การละหมาดและสิทธิของผู้อื่นที่จะต้องชดใช้
พินัยกรรมที่ควรกระทำ (มุสตะหับบะฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้กับเครือญาติใกล้ชิดที่ไม่มีสิทธิรับมรดก บุคคลที่มีความต้องการและขัดสน บุคคลที่มีหนี้สาธารณะประโยชน์
พินัยกรรมที่อนุญาตให้กระทำได้ (มุบาฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้กับทายาทและบุคคลอื่นที่ร่ำรวย
พินัยกรรมที่ไม่ควรกระทำ (มักรูฮะฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้บุคคลกระทำความชั่ว และการทำพินัยกรรมของผู้ยากจนที่มีทายาทรับมรดก บางครั้งการทำพินัยกรรมเป็นสิ่งต้องห้ามหากพินัยกรรมนั้นนำไปสู่การสร้างความเสื่อมเสียและเดือดร้อนแก่ทายาทและสังคม เช่น การทำพินัยกรรมในสิ่งที่ผิดหลักการอิสลาม (al-Jaziri, n.d. :126)

ผลของพินัยกรรม

พินัยกรรมเริ่มมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอิสลามทันทีเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตลงและไม่มีผู้ใดสามารถที่จะเพิกถอนพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ทำพินัยกรรมก็ตาม ดังนั้นหากเป็นพินัยกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์หรือกลุ่มคนที่มีจำนวนไม่จำกัดเช่นนักศึกษา ก็จะมีผลอย่างามบูรณทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้รับพินัยกรรมสนองรับพินัยกรรมแต่อย่างใด ทรัพย์พินัยกรรมจะตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ทายาทโดยธรรมของผู้ทำพินัยกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์พินัยกรรมในฐานะผู้ดูแลและส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้กับผู้รับพินัยกรรมเท่านั้น
ส่วนพินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมให้แก่บุคคลคนเดียวหรือหลายคนที่แน่นอน ทรัพย์พินัยกรรมจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับพินัยกรรมเมื่อใดนั้น นักกฎหมายอิสลามมีทัศนะที่แตกต่างกันเป็นสองทัศนะด้วยกัน
ทัศนะที่หนึ่ง ผู้รับพินัยกรรมเมื่อสนองพินัยกรรมแล้ว เขาก็มีสิทธิในการครอบครองทรัพย์พินัยกรรมนั้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป
ทัศนะที่สอง ผู้รับพินัยกรรมเมื่อสนองพินัยกรรมแล้ว เขาก็มีสิทธิในการครอบครองทรัพย์พินัยกรรตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตลง (Ibn Qudamah, n.d. : 25)

การสิ้นสุดของพินัยกรรม

พินัยกรรมจะสิ้นสุดหรือหมดสภาพการมีผลบังคับใช้ด้วยสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดดังต่อไปนี้
ก. การถอนหรือยกเลิกพินัยกรรมโดยผู้ทำพินัยกรรมเอง การถอนหรือยกเลิกพินัยกรรมนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรมที่จะกระทำเมื่อใดก็ได้ การถอนนั้นอาจจะกระทำได้ด้วยวาจา เช่น ผู้ทำพินัยกรรมกล่าวว่า “ฉันยกเลิกพินัยกรรมที่ฉันได้ทำไว้ ให้กับนาย ก.” หรือ “ฉันทำให้พินัยกรรมของฉันที่ทำให้นาย ก. เป็นโมฆะ” เป็นต้น หรือด้วยการกระทำที่แสดงถึงการถอนหรือยกเลิกพินัยกรรม เช่น ผู้ทำพินัยกรรมยกส่วนหนึ่งให้กับนาย ก. ต่อมาผู้ทำพินัยกรรมได้ขายสิ่งนั้นไป หรือทำทานหรือให้ผู้อื่นไป

ข. การเสียชีวิตของผู้รับพินัยกรรมก่อนการเสียชีวิตของผู้ทำพินัยกรรม เพราะพินัยกรรมเป็นการยกให้ แต่ผู้รับพินัยกรรมนั้นเสียชีวิตไปก่อนการให้ จึงใช้ไม่ได้เช่นเดียวกับการให้สิ่งของกับคนตาย และเพราะพินัยกรรมจะไม่มีผลบังคับนอกจากด้วยการเสียชีวิตของผู้ทำพินัยกรรมและการสนองรับของผู้รับพินัยกรรม

ค. ทรัพย์พินัยกรรมสูญหายหรือเสียหาย ในกรณีที่ทรัพย์พินัยกรรมเป็นทรัพย์เฉพาะ หากทรัพย์พินัยกรรมเสียหายไปก่อนการรับสนองของผู้รับพินัยกรรม เพราะทรัพย์สินพินัยกรรมนั้นคือสิ่งที่ทำให้การทำพินัยกรรมมีผลบังคับ หากขาดสิ่งนี้แล้วพินัยกรรมก็ย่อมสิ้นสุดลง เช่น ทรัพย์สินพินัยกรรมเป็นแกะตัวหนึ่ง แต่แกะตัวนั้นได้ตายลงพินัยกรรมก็หมดสภาพไปด้วย (Ibn Qudamah, n.d. : 67-68)

เอกลักษณ์ของกฎหมายพินัยกรรม

กฎหมายพินัยกรรมอิสลามมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกับกฎหมายพินัยกรรมทั่วไปดังต่อไปนี้
ก. ทรัพย์ที่ทำพินัยกรรมนั้นจะต้องไม่เกินหนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ทำ พินัยกรรม ทั้งนี้เพื่อรักษาสิทธิของทายาทโดยธรรมของผู้ทำพินัยกรรม หากการทำ พินัยกรรมเกินหนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมด ส่วนที่เกินถือว่าเป็นโมฆะ เว้นแต่ ทายาทโดยธรรมจะยินยอม

ข. ผู้รับพินัยกรรมจะต้องไม่เป็น ทายาทโดยชอบธรรม ซึ่งมีสิทธิในกองมรดกอยู่แล้ว หากทำพินัยกรรมให้แก่ทายาทโดยธรรมก็ถือว่าเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน นอกจากทายาทคนอื่นๆ จะยินยอม และหากเป็นการทำพินัยกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ จะต้องไม่กำหนดให้ใช้ในทางที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม

ค. นิติกรรมยกให้ตลอดจนนิติกรรมอย่างอื่นที่มีผลกระทบในทางลบต่อทรัพย์สินของ ผู้กระทำ หากการกระทำในช่วงที่ผู้ทำกำลังเจ็บป่วยที่นำไปสู่การเสียชีวิต ก็ให้ยึดเอากฎเกณฑ์ของการทำพินัยกรรมมาใช้ เช่น ยกให้แก่ทายาทโดยธรรมคนใดคนหนึ่งถือว่าไม่มีผล หรือยกให้แก่บุคคลที่มิได้เป็นทายาท หากเกินหนึ่งในสามของทรัพย์สินของผู้ให้ก็จะมีผลไม่เกินหนึ่งในสามเท่านั้นเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อรักษาสิทธิอันชอบธรรมของทายาท ซึ่งสิทธิของทายาทเริ่มเกี่ยวข้องกับทรัพย์ของผู้ตายตั้งแต่วันเจ็บป่วยที่นำไปสู่การตาย (อิสมาแอ อาลี, 2546 : 130 -131)

บทสรุปที่เกี่ยวกับพินัยกรรม

กฎหมายอิสลามว่าด้วยเรื่องพินัยกรรมนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถทำความดีได้ภายหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว ด้วยการกำหนดทรัพย์สินของเขาเผื่อตายได้ ในขณะที่เขาไม่สามารถที่จะยกทรัพย์สินให้คนอื่นได้ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ โดยที่กฎหมายอิสลามได้กำหนดรายละเอียด เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆในการทำพินัยกรรมไว้หากผู้ตายต้องการทำพินัยกรรมขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในระหว่างเครือญาติ และเป็นผลภัยกับผู้ทำพินัยกรรมเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำพินัยกรรมให้กับทายาทที่รับมรดกได้และการทำพินัยกรรมที่เกินหนึ่งในสามของทรัพย์มรดก โดยที่ทายาทบุคคลอื่นไม่ยินยอม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาในสังคมมุสลิม มีหลายกรณีที่ผู้รับพินัยกรรมนำเรื่องของเขาขึ้นฟ้องศาล เพื่อให้ศาลตัดสินความด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ทำไว้ โดยละทิ้งกฎหมายอิสลามอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการกระทำที่ขัดกับคำสั่งของพระองค์อัลลอฮฺตะอาลาอย่างแท้จริง

ฉะนั้นจึงจำเป็นที่มุสลิมจะต้องให้การศึกษากฎหมายพินัยกรรมอิสลามแก่บรรดามุสลิมโดยทั่วไป เพื่อที่จะให้ผู้ที่ต้องการทำพินัยกรรมได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้และสามารถทำพินัยกรรมได้อย่างถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลาม อันเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ทำพินัยกรรมเอง คือผลบุญที่เขาจะได้รับหลังจากเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว

สิทธิต่าง ๆ ของผู้ตายที่เป็นมรดก
การประกันภัย
การประกันภัยเป็นสิทธิอันหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งเป็นการทำธุระกรรมที่นักกฎหมายอิสลามในปัจจุบันมีความเห็นแตกต่างกันมากมาย ทั้งที่หลายประเทศที่เป็นประเทศอิสลามได้พยายามหาข้อสรุปในเรื่องนี้ โดยจัดประชุมสัมมนาหลายครั้ง แต่บรรดานักกฎหมายอิสลามก็ยังมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกัน และยังเป็นที่สับสนกันอยู่ในสังคมมุสลิมว่าการประกันชีวิตนั้นถูกต้องตามหลักการอิสลามหรือไม่ ค่างวดและเบี้ยประกันภัยจะเป็นมรดกหรือไม่ หรือให้กับบุคคลที่ถูกระบุไว้ ทั้งนี้เพราะการประกันภัยนั้นเพิ่งจะแพร่หลายได้ไม่กี่ปีนี้ จึงไม่มีคำชี้ขาดของบรรดานักกฎหมายอิสลามยุคก่อนในเรื่องนี้ ผู้วิจัยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมในปัจจุบัน จึงอยากจะนำเอาเรื่องนี้มานำเสนอ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำมาปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลาม

ประวัติการประกันภัย (โดยสังเขป)

ก. มีเรื่องปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเกี่ยว กับโจเซฟและความอดอยากในประเทศอียิปต์ ซึ่ง
ถือกันว่าเป็นโครงการประกันภัยอันดับแรก เท่า ที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เล่ากันว่า “คืนวันหนึ่ง ฟาโรห์ทรงสุบินว่า มีวัวตัวอ้วนเจ็ดตัวกำลังถูกวัวซูบผอมเจ็ดตัวกัดกิน โจเซฟทำนายฝันว่า ประ เทศอียิปต์จะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เป็นเวลาเจ็ดปี ดังนั้นจึงทูลเสนอต่อกษัตริย์ฟาโรห์ให้สะสมธัญญาหารในปีที่สมบูรณ์ ไว้สำหรับเลี้ยงประชาชนในปีที่ข้าวยากหมากแพง” วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นหลักประกันภัยพื้นฐาน กล่าวคือเก็บออมตั้งแต่วันนี้เพื่อไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งหาความแน่ นอนไม่ได้ (สุภาพ เสรีพิมพ์, 2548 : 4)
ดังปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า
ความว่า “ ยูซุฟผู้ซื่อสัตย์เอ๋ย จงอธิบายแก่เราเรื่องวัวตัวเมียอ้วนเจ็ดตัวถูกวัวผอมเจ็ดตัวกินมัน และรวงข้าวเขียวเจ็ดรวงถูกรวงข้างแห้งเจ็ดรวงรัดกินมัน หวังว่าฉันจะกลับไปหามวลชนเพื่อพวกเขาจะได้รู้เรื่อง เขากล่าวว่า พวกท่านจะเพราะปลูกเจ็ดปีต่อเนื่องกันสิ่งที่พวกท่านเก็บเกี่ยวได้จงปล่อยไว้ในรวงของมัน เว้นแต่ส่วนน้อยที่ท่านจะกินมันหลังจากนั้นเจ็ดปีแห่งความแร้นแค้นจะติดตามมา มันจะกินสิ่งที่พวกท่านสะสมไว้สำหรับมัน นอกจากส่วนน้อยที่พวกท่านจะเก็บไว้ทำพันธ์” (สูเราะฮฺยูซุฟ อายะอฺที่ 46-48)

ข. ประเทศจีนประมาณ 1300 ปีก่อนคริสตกาล พ่อค้าชาวจีนได้พัฒนาวิธีการประกันภัยขึ้นมาสำหรับการขนส่งสินค้าตามลำน้ำแยงซีเกียง ซึ่งมีสายน้ำที่เชี่ยวกรากและเรือบรรทุกสินค้าอับปางเสมอ เนื่องจากมีหินใต้น้ำและเกาะแก่งที่คดเคี้ยวอันตรายต่อการเดินเรือ มีปรากฏเสมอว่าพ่อค้าบางคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะสินค้าได้รับความเสียหายหมด ดังรั้นด้วยความกลัว พ่อค้าเหล่านั้นจึงหาวิธีกระจายความเสี่ยงภัยออกไป โดยนำสินค้าของตนบรรทุกไว้ในเรือลำอื่นหลายลำเฉลี่ยกันไปจนครบจำนวนหีบห่อสินค้า ซึ่งถ้าเรือลำใดลำหนึ่งจมลงก็หมายความว่าสินค้าของพ่อค้าแต่ละคนสูญเสียเพียงคนละ 1 หีบห่อเท่านั้น ซึ่งวิธการ่นนี้เป็นที่มาของการประกันภัยในปัจจุบัน

ค. ส่วนกรมธรรม์ประกันชีวิตดังที่เรารู้จักกันในขณะนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1583 ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายวิลเลี่ยม กิบบอนด์ โดยมีนายริชาร์ด มาร์ติน เป็นผู้รับประโยชน์วงเงินที่เอาประกัน 400 ปอนด์สเตอร์ลิง และเบี้ยประกัน 1 ปีเท่ากับ 32 ปอนด์สเตอร์ลิง มีผู้ลงชื่อรับประกันชีวิตนายกิบบอนด์ 16 คนและทั้งๆที่นายกิบบอนด์มีสุขภาพดี และในกรมธรรม์มีคำภาวนาว่า “ขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงคุ้มครองนายวิลเลี่ยม กิบบอนด์ ให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว” แต่ปรากฏว่าเขาตายในปีนั้นเอง

ง. ประวัติการประกอบธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย
การประกอบธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด อย่างไรก็ตามปรากฏตามประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาว่าได้มีพ่อค้าชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาติดต่อทำการค้าขาย และได้นำเอาระบบการประกันภัยเข้ามาด้วยคือ การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ซึ่งถือว่าเป็นการประกันวินาศภัยประเภทแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่การประกันภัยในสมัยนั้นเป็นการร่วมมือดำเนินธุรกิจระหว่างพ่อค้าชาวต่างประเทศด้วยกันเอง โดยมิได้มีการจดทะเบียนการค้าหรือแจ้งขออนุญาตจากรัฐบาลสยามในสมัยนั้นเป็นทางการแต่อย่างใด จนกระทั่ง ร.ศ. 130 ( พ.ศ. 2451) ได้มีการประกาศกฎหมายที่กล่าวถึงการประกันภัยเป็นครั้งแรก คือ “พระราชบัญญัติลักษณะเข้าหุ้นส่วนและบริษัท ร.ศ. 130” และต่อมาในปี พ.ศ. 2471รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขาย อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนขึ้น กำหนดให้ผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจประกันภัยต้องได้รับพระบรมราชานุญาติก่อน ต่อจากนั้นก็มีการประกันภัยประเภทอื่นๆเกิดขึ้น
สำหรับธุรกิจประกันชีวิตเริ่มดำเนินการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบริษัทตัวแทนของบริษัทประกันภัยต่างประเทศในระยะแรกๆไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ธุรกิจประกันภัยในยุโรปและอเมริกาขยายตัวกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการติดต่อขออนุญาตเข้ามาประกอบธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย รัฐบาลในสมัยนั้นยังไม่พร้อมที่จะให้มีการจดทะเบียนประกอบธุรกิจประกันชีวิตขึ้นในทันที เพราะได้เล็งเห็นว่าการประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่เกี่ยวพันในด้านความผาสุกและปลอดภัยของสาธารณชน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขาย อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธรณชน พ.ศ. 2471 ขึ้น กระทรวงเศรษฐการในสมัยนั้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขประกาศกฎกระทรวงโดยเฉพาะสำหรับผู้ขออนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันวินาศภัยขึ้นประกาศใช้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ. ศ. 2472และต่อมาในปี พ.ศ. 2510 รัฐบาลก็ได้ตราพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2510 ออกใช้บังคับเพื่อควบคุมและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยให้มีความมั่นคงและเป็นที่เชื่อถือของประชาชนโดยทั่วไป ในปี พ.ศ. 2532 ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับขึ้นใหม่เพื่อความเหมาะสมเป็นพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 (สุภาพ สารีพิมพ์, 2548: 4-8)


ความหมาย สาระสำคัญของการประกันภัย

ตามมาตราที่ 861 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัยระบุว่า “อันว่าสัญญาประกันภัยนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้ ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา แลในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกัน”
จากบทบัญญัติมาตรา 861 นี้สัญญาประกันภัยจึงอาจแยกสาระได้สามประการคือ
ก. เป็นสัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง
ข. การใช้เงินขึ้นกับเงื่อนไขแห่งการเกิดเหตุการณ์ขึ้นในอนาคต อันเป็นเหตุวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นในอนาคตอันได้ระบุไว้ในสัญญา
ค. โดยผู้เอาประกันภัยตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกัน จะเห็นได้ว่าลักษณะของสัญญาประกันภัยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสองประการคือ
(1) วินาศภัย
(2) เหตุอย่างอื่น

(1) วินาศภัยคือ ความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินได้ เช่น การประกันอัคคีภัยซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ หรือการกระทำของคนก็ได้ รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือเกิดจากการกระทำของบุคคล เช่น การประกันความทุจริตของลูกจ้าง ประกันการใช้หนี้ของลูกหนี้ ประกันการถูกโจรกรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นการประกันความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

(2) เหตุอย่างอื่นในอนาคต หมายถึงเหตุอย่างอื่นนอกจากวินาศภัย คือความตาย จึงมีหลักเกณฑ์แตกต่างไปจากสัญญาประกันวินาศภัย เป็นสัญญาซึ่งตกลงจะชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยการกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน ซึ่งเป็นภัยที่ทุกคนจะต้องประสบ การประกันภัยชนิดนี้ได้แก่สัญญาประกันชีวิตจึงไม่ใช่การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะชีวิตมนุษย์มีค่ามากกว่าจะหาสิ่งใดมาทดแทนได้
(สุภาพ สารีพิมพ์, 2548 : 4 - 8)

การประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับมรดกคือการประกันภัยประเภทที่มีเงื่อนไขขึ้นกับเหตุอย่างอื่นในอนาคต หมายถึงการประกันชีวิตนั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การประกันชีวิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ การประกันชีวิตที่ทำโดยถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลาม และการทำประกันชีวิตที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลาม
การแบ่งเงินกรมธรรม์ที่ได้มาจากการทำประกันชีวิตที่ถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลาม ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนของผู้รับประโยชน์ที่ถูกระบุชื่อไว้ในสัญญาในอัตราส่วน 1/3 ของเงินกรมธรรม์ถือว่าการระบุให้ผู้รับประโยชน์รับเงินกรมธรรม์ทั้งหมดนั้นเป็นการทำพินัยกรรม จึงขึ้นอยู่กับทายาทผู้อื่น หากผู้รับประโยชน์นั้นเป็นทายาทที่รับมรดกได้ ส่วนกรมธรรม์ที่เหลืออีก 2/3 ให้แบ่งแก่บรรดาทายาทที่มีสิทธิ์รับมรดกได้ในอัตราส่วนที่ศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้ในกฎหมายมรดก

ส่วนการแบ่งเงินกรมธรรม์ที่ได้มาจากการทำประกันชีวิตที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของอัลอิสลามก็ให้แบ่งเงินกรมธรรม์เป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกัน คือส่วนที่เป็นเบี้ยประกันและส่วนที่เป็นกรมธรรม์ที่เพิ่มขึ้นจากเบี้ยประกัน
สำหรับเบี้ยประกันให้แบ่งให้แก่ทายาทที่รับมรดกได้ในอัตราส่วนที่กฎหมายอิสลามได้กำหนดไว้ในกฎหมายมรดก ส่วนเงินกรมธรรม์ที่เพิ่มจากเบี้ยประกันหากบริษัทรับประกันมีความพอใจที่จะช่วยเหลือครอบครัวของผู้เอาประกัน ก็ให้ตกลงกันระหว่างทายาทในการแบ่งทรัพย์นั้นหรือจะให้ผู้รับประโยชน์ที่ถูกระบุชื่อไว้ในสัญญาก็ได้

ทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์)

ลิขสิทธิ์ นับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เก่าแก่ประเภทหนึ่ง เพราะมีการยอมรับให้คุ้มครองลิขสิทธิ์ โดยมีกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับแรกในประเทศอังกฤษปี ค.ศ.1709นอกจากนี้ประเทศต่างๆทั่วโลกได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิระหว่างประเทศจึงทำให้เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์มากมาย ซึ่งมีทั้งรูปแบบของอนุสัญญาและการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น wip [world intellectual property]

โครงสร้างของกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ได้แก่การคุ้มครองลิขสิทธิ์และการคุ้มครองสิทธิ์ของนักแสดงลิขสิทธิ์ทั้งสองประเภทนี้ได้กำหนดเรื่องการคุ้มครองที่แตกต่างกัน ไม่ว่าในเรื่องที่เกี่ยวกับการได้สิทธิหรือสิทธิของผู้ทรงสิทธิเป็นต้น นอกจากรี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับ พ.ศ. 2537 ยังได้บัญญัติระบบการอนุญาตโดยกฎหมายบังคับมาใช้บังคับเกี่ยวกับการแปลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

สิทธิทางปัญญาคือสิทธิของบุคคลหนึ่งในการเอาประโยชน์จากสิ่งที่บุคคลนั้นคิดค้นขึ้นมา เช่นการแต่งตำรา การประดิษฐ์สิ่งต่างๆเป็นต้น หมายความว่าบุคคลนั้นมีสิทธิจะทำการใดๆแต่เพียงผู้เดียวในสิ่งนั้นๆและยังมีสิทธิ์ที่จะห้ามมิให้บุคคลอื่นกระทำการใดๆอันเป็นการละเมิดสิทธิของตน (นิวัฒน์ มีลาภ, 2546 : 7)

ลิขสิทธิ์ หมายความว่าสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับ พ.ศ. 2537) เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แยกออกได้ดังนี้

1. การได้ลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์
2. การได้ลิขสิทธิ์โดยการจ้างทำของ
3. การได้ลิขสิทธิ์โดยการจ้างแรงงาน
4. การได้ลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ
5. การได้ลิขสิทธิ์โดยการรับโอน
6. การได้ลิขสิทธิ์โดยทางมรดก
7. การได้ลิขสิทธิ์โดยการควบบริษัท
8. การได้ลิขสิทธิ์โดยการรวบรวม
9. การได้ลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลง
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 นี้ประการหนึ่งของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ได้แก่การได้ลิขสิทธิ์โดยการรับมรดก ซึ่งการรับโอนลิขสิทธิ์โดยทางมรดกนี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอาจจะรับมรดกลิขสิทธิ์ในฐานะทายาทโดยชอบธรรมหรือรับโอนมาโดยทางพินัยกรรม เพราะลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้ตาย (นิวัฒน์ มีลาภ, 2546 : 24)

ส่วนทรัพย์สินทางปัญญาในกฎหมายอิสลามในยุคก่อนนั้นไม่มีปรากฏว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่อที่เกิดขึ้นใหม่จากสาเหตุของระบบเศรษฐกิจและกฎระเบียบสมัยใหม่ ซึ่งกฎหมายบ้านเมืองได้ให้การยอมรับก็เพื่อส่งเสริมให้บุคคลมีการคิดคันประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆและมีความมั่นใจในการที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาคิดคันได้อย่างเต็มที่โดยมีกฎหมายคุ้มครองผลงานของเขา มิให้ผู้อื่นเอา
ประโยชน์ในเชิงธุรกิจจากผลงานของเขา

ทัศนะของนักกฎหมายอิสลามสมัยใหม่เกี่ยวกับสิทธิทางปัญญา

นักกฎหมายอิสลามสมัยใหม่ได้พิจารณาถึงพื้นฐานของบทบัญญัติของสิทธิประเภทนี้ในหลักการอิสลาม บางท่านให้การยอมรับสิทธิประเภทนี้ว่าถูกต้อง โดยอาศัยกฎเกณฑ์ของอัลมะศอลิหฺ อัลมุรสะละฮฺ (ผลประโยชน์ที่ไม่มีตัวบทพูดถึง) ซึ่งก็เป็นแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม สิทธิทางปัญญานั้นจัดอยู่ในสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่พบว่ามีหลักฐานคัดค้านในบทบัญญัติของอัลอิสลาม การใช้กฎเกณฑ์ของผลประโยชน์ดังกล่าวจึงถือเป็นบทบัญญัติในเรื่องนี้

บางทัศนะเห็นว่าการยอมรับสิทธิประเภทนี้ตรงตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติอิสลามที่ใช้ให้มีการปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลและห้ามละเมิดกระทำอันตรายต่อบุคคลอื่นการลอบเอาผลประโยชน์ขอบผู้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นถือเป็นการกระทำความผิด

บางทัศนะเห็นว่าเป็นไปได้ทีจะผนวกเอาสิทธิประเภทนี้เข้าอยู่ในความหมายของคำว่าทรัพย์ เพราะจุดประสงค์ของคำว่าทรัพย์ในกฎหมายอิสลามไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นวัตถุเสมอไป แต่สิทธิที่เป็นนามธรรมก็เข้าอยู่ในคำว่าทรัพย์สินในหลักการอิสลามเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสิทธิที่มีค่ามีราคาและอนุญาตให้เอาประโยชน์ได้ตามหลักการของอัลอิสลาม ซึ่งเป็นที่รู้กันระหว่างบุคคลทั่วไป ในเมื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคลการมีกรรมสิทธิ์ของเขาในสิ่งนั้นย่อมถูกต้องชัดเจน

บางทัศนะเห็นว่าสิทธิประเภทนี้ไม่เคยมีในสังคมอิสลามแม้จะมีการแต่งตำรากันอย่างมาก มายในสมัยก่อน
ตามที่ทัศนะนี้ได้อ้างมานั้นก็ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ชี้ถึงว่าสิทธิประเภทนี้ไม่มี แต่การที่สิทธิประเภทนี้ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เป็นที่รู้จักกันในกฎหมายอิสลามมาก่อนนั้น ก็เพราะนักวิชาการที่แต่งตำราในสมัยก่อนมิได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สิน ผลประโยชน์ที่จะกลับมายังพวกเขา แต่สิ่งที่เขาเหล่านั้นให้ความสำคัญกว่าก็คือการเผยแพร่วิชาความรู้เท่าที่จะทำได้ โดยอนุญาตให้บุคคลทั่วไปได้เอาประโยชน์จากตำราที่เขาเหล่านั้นแต่งขึ้นอย่างเต็มที่ (อิสมาแอ อาลี, 1985 : 72 )

สิทธิดังกล่าวเป็นมรดกหรือไม่ ?

ผู้วิจัยมีความเห็นว่า สิทธิทางปัญญาเป็นสิทธิที่สามารถรับมรดกได้ เพราะเป็นสิทธิที่สามารถเอาประโยชน์ได้ มีราคา มีค่าตอบแทนและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งจากทรัพย์มรดก ท่านเชค อิบรอฮีม อิบนุ อับดุลลอฮฺ อัลฟารอฎีย์ ได้ให้ความหมายของคำว่าทรัพย์มรดกเอาไว้ว่า คือสิ่งที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้จากทรัพย์สิน ค่าชดเชยจากฆาตกร สิทธิในการเลือกระหว่างการซื้อหรือยกเลิกการซื้อ หรือสิทธิในการบังคับขายในของที่ครอบครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน สิทธิในการครอบครองสิ่งที่มีประโยชน์แต่ไม่อนุญาตให้ขาย เช่นมูลสัตว์และของมึนเมา (al-Faradi, 1953 : 13)

ในเมื่อสิทธิการครอบครองสิ่งที่มีประโยชน์แต่ไม่อนุญาตให้ขายได้ยังเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดกแล้ว สิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาย่อมเป็นสิทธิที่สามารถรับมรดกได้ยิ่งกว่า

และในเมื่อกฎหมายอิสลามได้รักษาผลประโยชน์ของผู้ครอบครองสิทธิ การรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ที่สร้างสรรค์ในสิทธิทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากความพยายามในด้านความคิดสร้างสรรค์จนนกระทั่งประสบความสำเร็จ ย่อมต้องได้รับการคุ้มครอง

2.21.3 บำนาญพิเศษ , บำเหน็จตกทอด

2.21.3.1 บำนาญพิเศษ
บำนาญพิเศษ หมายถึง เงินที่รัฐจ่ายให้เป็นรายเดือนให้แก่ข้าราชการ พลทหารกองประจำ การ หรือบุคคลที่ทำหน้าที่ทหารตามที่กระทรวงหลาโหมกำหนด ซึ่งได้รับอันตรายจนพิการหรือป่วยเจ็บถึงทุพพลภาพจนไม่สามารถรับราชการต่อไปได้ หรือจ่ายให้แก่ทายาทของบุคคลดังกล่าวกรณีถึงแก่ความตายด้วยเหตุดังต่อไปนี้

ก. ประสบอุบัติเหตุเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่
ข. ป่วยถึงทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการต้องไปปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งสำนักงาน หรือท้องที่กันดารเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ

บำนาญพิเศษแบ่งได้ดังนี้
- บำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพ
- บำนาญพิเศษกรณีถึงแก่ความตาย
กรณีถึงแก่ความตาย ได้แก่ ทายาทข้าราชการ พลทหารกองประจำการ หรือบุคคลที่ทำหน้าที่ทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บและถึงแก่ความตายไปก่อน ให้จ่ายบำนาญพิเศษให้แก่ทายาทของบุคคลดังกล่าวตามเกณฑ์ ดังนี้
- บุตร ได้รับ 2 ส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ให้บุตรได้รับ 3 ส่วนโดยเฉลี่ยจ่ายคนละเท่าๆกัน
- สามีหรือภรรยา ได้รับ 1 ส่วน
- บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ได้รับ 1 ส่วน (กรมบัญชีกลาง, ม.ป.ป. : 38)

2.21.3.2 บำเหน็จตกทอด

บำเหน็จตกทอด หมายถึง เงินที่รัฐจ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ทายาทของข้าราชการ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หรือผู้รับบำนาญที่ถึงแก่ความตายซึ่งจ่ายเป็นเงินก้อนเดียว

ก. ประเภทบำเหน็จตกทอด
ประเภทบำเหน็จตกทอดแบ่งเป็น 2 ประเภท
(1) บำเหน็จตกทอดกรณีข้าราชการประจำ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด
ตาย หมายถึง ข้าราชการตายในระหว่างรับราชการ หรือทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตายถ้าความตายนั้นมิได้เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง
(2) บำเหน็จตกทอดกรณีผู้รับบำเหน็จตาย หมายถึง ผู้รับบำนาญปกติ หรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติ หรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพตาย ให้จ่ายบำเหน็จตกทอดเป็นจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับนั้น
ข. ผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด
(1) บุตร ให้ได้รับ 2 ส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
(2) สามี หรือภริยา ให้ได้รับ 1 ส่วน
(3) บิดา มารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับ 1 ส่วน (กรมบัญชีกลาง, ม.ป.ป. : 54)
บำนาญพิเศษและบำเหน็จตกทอดนั้น คือเงินที่รัฐได้กำหนดให้เป็นการช่วยเหลือทายาทของข้าราชการเมื่อถึงแก่ความตาย โดยระบุทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษและบำเหน็จตกทอดและอัตราส่วนของแต่ละบุคคลไว้อย่างชัดเจน ผู้วิจัยมีความเห็นว่า เงินบำนาญพิเศษและบำเหน็จตกทอดมิได้เป็นทรัพย์มรดก เนื่องจากจุดประสงค์ของรัฐคือการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือทายาทมิได้เป็นทรัพย์ของผู้ตาย ถึงแม้จำนวนเงินได้มาจากการคำนวณเงินเดือน และระยะเวลาการทำงานของผู้ตายก็ตาม
 
คัดลอกข้อมูลดี ๆ จาก
http://www.miftahbandon.org/data/index.php?option=com_content&view=article&id=6:2009-08-23-13-16-12

binmusaWed Dec 01 2010 09:04:21 GMT+0700 (ICT)