muslimchaingmai / อิสลามที่อยากรู้ / วันอีดิ้ลอัฎฮา...วันตรุษของอิสลามิกชน

วันอีดิ้ลอัฎฮา...วันตรุษของอิสลามิกชน

วันอีดิ้ลอัฎฮา...วันตรุษของอิสลามิกชน


 ในช่วงนี้ทุกท่านคงทราบว่าเป็นช่วงของการประกอบพิธี "ฮัจญ์"(Hajj)ของมุสลิม มีมุสลิมกว่า 3,000,000 คน เดินทางไปทำฮัจญ์ซึ่งเป็นมุขบัญญัติข้อที่ 5 ของมุขบัญญัติอิสลาม

(เส้นทางทำฮัจญ์)

          การประกอบพิธีฮัจย์ เป็นหลักการหนึ่งของอิสลาม พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 97 ความว่า : และสำหรับอัลลอฮฺ(มีบทบัญญัติ) เหนือบรรดามนุษย์ คือการทำฮัจย์ ณ บัยตุลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางไปได้ 

          หมายถึงว่า มุสลิมที่มีสุขภาพแข็งแรง สติปัญญาสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเพียงพอในการใช้จ่ายโดยมิต้องเป็นหนี้สินและเดือดร้อนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ และเส้นทางที่จะเดินทางไปจะต้องปลอดภัย การทำฮัจญ์เป็นอิบาดะห์(เคารพภักดี)หลักต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งมีเป้าหมายในการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ต้องใช้ความอุตสาหะ เสียสละทั้งกำลังกาย ทรัพย์ กำลังสติปัญญาและมีความสามารถอดทนต่อความยากลำบาก และมีความสามารถที่จะไปได้ โดยไม่ต้องกู้หนี้ หยิบยืมทรัพย์ของบุคคลอื่น สถานที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีฮัจย์คือ ทุ่งอารอฟะห์,ตำบลมุซดะลิฟะห์,ตำบลมีนา,และอัล-กะบะฮฺ (การตอวาฟรอบกะบะห์นี้ ไม่ได้กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน) 

          ฮัจญ์ เป็นมุขบัญญัติข้อเดียวที่กำหนดทั้งเวลาและสถานที่อย่างชัดเจน คือต้องทำในเดือนซุลฮิจญะฮ์ซึ่งเป็นเดือนที่ 12 ตามปฏิทินอิสลาม(ไม่ใช่ปฏิทินอาหรับ) สถานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย(ในปัจจุบัน) ฮัจญ์เป็นรูปแบบการปฏิบัติที่มีนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านศาสดาอิบรอฮีม(Abraham)น่าจะใกล้เคียงกับยุคสมัยของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ไปบำเพ็ญฮัจย์ จะต้องไปปฏิบัติกิจยังสถานที่ ตำบลที่กำหนด เช่นที่ตำบลมีนา การเดินระหว่างภูเขาที่ชื่อซอฟากับมัรวะฮ์ จุดสำคัญๆจะอยู่ที่เมืองมักกะฮ์(makkah)ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของมัสยิดอัล-ฮารอม ณ.มัสยิดนี้จะมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญคืออัล-กะอฺบะฮ์ (kabah)เป็นรูปสถาปัตยกรรมสี่เหลี่ยม ก่อสร้างโดยท่านศาสดาอิบรอฮีม ที่กะอฺบะฮ์นี่จะเป็นที่ประดิษฐานของ "ฮาญารอลอัสวัต"(หินดำ) และมะก่อมอิบรอฮีม(มะกอมแปลว่าสถานที่ยืน) ข้อปฏิบัติหนึ่งในหลายๆข้อคือการเวียนรอบ "อัลกะอฺบะฮ์" 7 รอบ พร้อมกับการเปล่งเสียงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า

 บริเวณมัสยิดฮารอม

          ลำดับขั้นตอนของพิธีฮัจย์เรียงตามรุก่นและวาญิบฮัจย์
  1. เริ่มต้นด้วยการครองอิหฺรอม คือการตั้งเจตนาเข้าสู่พิธีฮัจย์ ( รุก่น ) จากสถานที่ที่กำหนด (วาญิบ-จำเป็นหรือบังคับ) 
  2. การวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้ง ดวงอาทิตย์ตก ( รุก่น )
  3. การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกของคืนวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งเวลาซุบฮฺ ( วาญิบ )
  4. การขว้างเสาหิน 7 ก้อนที่ญัมรอตุลอะเกาะบะฮฺ ที่มีนา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก ( วาญิบ )
  5. การโกนศีรษะหรือการตัดผม เมื่อกระทำมาถึงตอนนี้แล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลเอาวัล คือการเปลื้องชุดอิหฺรอมครั้งที่ 1 ( รุก่น )
  6. การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ ( รุก่น )
  7. การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว ( รุก่น ) เมื่อฏอวาฟและสะแอแล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลซานี คือการเปลื้องอิหฺรอมครั้งที่ 2 
  8. การค้างแรมที่มีนา ในค่ำคืนของวันตัชรีก ( วาญิบ )
  9. การขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ในวันที่ 11 12 13 ซุลฮิจญะฮฺ ต้นละ 7 ก้อน ( วาญิบ )
  10. การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ ) ( วาญิบ )

         ฮัจญ์มีที่มาจากประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนเกือบทุกขั้นตอนการปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่าการบำเพ็ญฮัจญ์คือการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ เช่น การเดินสะแอเป็นประวัติศาสตร์ของ นางฮาญัร(ภรรยาของศาสดาอิบรอฮีม) ต้องวิ่งไปมาอยู่ 7 เที่ยว ระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ เพื่อหาน้ำให้ลูกของนาง (กุรอาน 2:158 )และนี่ได้กลายมาเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการทำฮัจย์ในนครมักกะฮฺ และอุมเราะฮฺ(พิธีคล้ายฮัจญ์) มีใน กุรอาน 2:158 ปัจจุบัน ในขั้นตอนพิธีฮัจย์ ผู้แสวงบุญจะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะห์ ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ 450 เมตร ไปมาจนครบ 7 เที่ยว เรียกว่าการเดิน "สะแอ" การเดินสะแอนี้เป็นการระรึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น และบ่อน้ำดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ ซัมซัม” เป็นบ่อน้ำที่ไหลตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ท่ามกลางทะเลทราย ทุกวันนี้คนที่ไปทำฮัจญ์ก็ใช้น้ำนี้สำหรับอุปโภคบริโภค

 เส้นทางสะแอ

          จุดที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมและศาสดาอิสมาอีล(บุตรชาย) ได้ร่วมกันสร้างอาคารกะอฺบะฮฺขึ้น จุดที่ นีบอิบรอมฮีมได้เคยยืนสักการะวิงวอนต่อพระเจ้า ก็ยังคงปรากฏอยู่เรียกว่า “ มะกอมอิบรอมฮีม ”

          การข้วางเสาหินที่ตำบลมีนา ก็เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงที่ชัยฏอน(ซาตาน-มารร้าย)ได้มาพยายามชักชวนศาสดาอิบรอฮีมไม่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านฝัน เมื่อท่านนึกถึงอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมาได้ ท่านจึงเอาก้อนหินขว้างมันจนหนีไป และสักครู่ก็กลับมาชักชวนท่านอีก ท่านก็เอาก้อนหินขว้างอีก มันก็หลบหนีไปอีก แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นครั้งที่สาม และท่านก็เอาหินขว้างมันอีก หลังจากนั้นมันก็ไม่กลับมาหลอกลวงศาสดาอิบรอฮีมอีกต่อไป (การขว้างเสาหินทั้ง สามต้น เป็นหนึ่งในการประกอบพิธีฮัจย์)

 เสาหิน

          ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ครองอิหฺรอม
ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บ กางเกง กางเกงชั้นใน ห้ามสวมหมวก (สำหรับผู้ชาย)
ห้ามใส่เครื่องหอมหรือน้ำหอมทุกชนิด ห้ามตัดเล็บ ตัดผม โกนหนวด ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ เกี้ยวพาราสี การนินทา และการทะเลาะวิวาท ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เล้าโลม กอดจูบ ห้ามจัดพิธีนิกะฮฺ(แต่งงาน)หรือการหมั้น ห้ามไล่ล่าสัตว์ในเขตแผ่นดินฮะราม(ห้าม) ห้ามตัดหรือถอนต้นไม้ในเขตแผ่นดินฮะราม นั้นก็หมายความว่าห้ามทำเรื่องที่ไม่ดีทุกอย่าง

          กิจกรรมอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในเทศกาลนี้คือการเชือด "ฮุตฮียะฮ์"หรือการเชือดกุรบาน(การเชือดสัตว์พลีเพื่อพระผู้เป็นเจ้า)มีที่มาทางประวัติศาสตร์คืออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงทดสอบท่านศาสดาอิบรอฮีม ด้วยการสั่งให้พลีศาสดาอิสมาอีล เมื่อโตแล้ว ศาสดาอิสมาอีลให้พ่อทำตามที่อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชา หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ศาสดาอิบรอฮีมพาอิสมาอีลไปยังสถานที่ที่ที่จะเชือดพลีอิสมาอีล เมื่อมาถึงสถานที่ที่จะเชือด นบีอิบรอฮีมได้ให้อิสมาอีลนอนลง แต่พอลงมือจะเชือด อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ได้กล่าวว่านี่คือการทดสอบเจ้าต่างหาก และได้ให้ท่านเทวทูต เอากีบัส(คล้ายๆแกะ)มาเชือดแทน การเชือดกุรบานทำได้ตั้งแต่เสร็จสิ้นจากการปฏิบัติศาสนกิจ(ละหมาดอีด)แล้ว ไปจนถึงวันตัชรีก(อีก 3 วันหลังวันอีด)

          การเชือดสัตว์กุรบานไม่ใช่เป็นการเชือดเพื่อบูชายัญแต่อย่างใด แต่เพื่อความใกล้ชิดต่อพระเจ้า และให้นำเนื้อไปแจกจ่ายกับทุกคน เนื้อและชิ้นส่วนของสัตว์กุรบานถือเป็นบารอกะฮ์(สิริมงคล)

          ช่วงนี้(ขณะบันทึก 15 พ.ย. 53)ฮุจญาต(ผู้ที่ไปบำเพ็ญฮัจย์)กำลังเดินทางไปที่ทุ่งอารอฟะฮ์เพื่อไป "วุกุ๊ฟ"(สงบนิ่ง) ซึ่งจะตรงกับวันที่ 9 ของเดือน เราเรียกว่าวันวุกุ๊ฟ วันนี้ท่านศาสดาส่งเสริมให้ถือศิลอดสุนนะฮ์(อาสา)แต่เป็นสุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์คืออาสาที่ดีเยี่ยม มุสลิมส่วนใหญ่จึงถือศิลอดในวันนี้ รวมทั้งผมด้วยจึงทานลูกตาลของพี่ดาไม่ได้

          กิจกรรมอีกประการหนึ่งคือการเยี่ยมเยียน ผู้สูงอายุ พ่อแม่พี่ป้าน้าอา เป็นเทศกาลที่ขออภัย ให้อภัยกัน ส่งความสุขและความปราถนาดีต่อกัน สิ่งหนึ่งที่ทำกันเสมอคือการขอพร อวยพรต่อกัน

          เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ผมนายเบดูอินขอส่งความรัก ความปราถนาดี และขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ทรงอำนวยพรแด่ทุกท่านให้มีความสุขความเจริญ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปราถนา

ผมยังไม่ได้นำภาพประกอบขึ้นนะครับขอเวลานิด


ภาพในอัล-กะฮฺบะฮ์

....................................................................................

ภาพล่างและบน กะอฺบะฮ์ในอดีต

..........................................................................................

กะอฺบะฮ์ถูกน้ำท่วม

.....................................................................................

 

 

ภาพกะอฺบะฮ์และมัสยิดฮารอมในมุมต่างๆ

...

จุดเริ่มต้นการตอวาฟ(เวียนรอบ)

..................................................................................................

หินดำถือว่าเป็นหินที่มีนัยยะสำคัญ

......................................................................................

มะกอมอิบรอฮีม

 

มุสลิมมักจะนมัสการต่อพระเจ้า ณ.สถานที่นี้

รอยเท้าที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมยืน

ที่ทำฝาครอบเกรงว่าคนบางพวกจะปฏิบัติไม่ถูกต้อง เพราะมุสลิมไม่เคารพรูปเคารพ

...

เสาหิน

...........................................................................................

เส้นทางสะแอที่ทางรัฐบาลปรับปรุงใหม่


ทางยาวล่างสุดคือทางสะแอ

........................................................................................

  

มัสยิดอันนะบะวีย์ ที่มะดีนะฮ์

 

ภายใต้โดมสีเขียวร่างของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)ถูกฝังที่นี่

คัดลอกบทความและขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก
http://www.oknation.net/blog/somdej/2010/11/15/entry-1

binmusaMon Nov 15 2010 22:55:35 GMT+0700 (ICT)