muslimchaingmai / อิสลามที่อยากรู้ / ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์

ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์

                                                                                                                       
ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์
           

     ในยุคที่มีความขัดแย้ง ความเหลวแหลก และไร้ซึ่งสัจธรรมในกลุ่มอาหรับ อัลลอฮ์จึงได้ส่ง
            ท่านศาสดามูฮัมหมัดมายังกลุ่มชนนี้โดยสั่งใช้ให้ท่านศาสดาประสานหัวใจของพวกเขา และทำให้พวกเขา เป็นประชาชาติเดียวกันด้วยการยึดมั่น และศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว มีคำปฏิญาณคำเดียวกัน และการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียวกัน ด้วยหลักพื้นฐานของการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันระหว่างกลุ่มต่างๆ อัลลอฮ์จึงบัญญัติแก่ประชาติมูฮัมหมัดให้จัดทำศาสนกิจที่ร่วมกันด้วยการ ละหมาดญะมาอะห์ ละหมาดญุมอัต ละหมาดดีด การประกอบพิธีฮัจญ์ร่วมกัน และศาสนกิจอื่นๆ เพื่อเป็นการประสาน สัมพันธไมตรี ประสานหัวใจของประชาชาติมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียว การประกอบพิธีฮัจญ์ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างมิตรภาพระหว่างมุสลิมทั่วโลก โดยการที่คนต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่นฐาน ต่างวัฒนธรรม ต่างมารวมตัวกันและใช้ชีวิตในช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจ โดยมีเป้าหมาย เดียวกัน เ มื่อมนุษย์ชาติต่างได้ยินการเรียกร้องแห่งพระเจ้าให้มาร่วมตัวกันยังจุดนัดหมาย อันเป็นจุดศูนย์กลางของโลก แม้ว่าจะต้องเผชิญความยากลำบากเพียงใด ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าแล้ว พวกเขาก็ไม่หวั่นที่จะเดินทาง มายังบัยติ้ลลอฮิ้ลฮารอมการบำเพ็ญหัจญ์นั้นไม่ได้ถูกเริ่มในสมัยของท่าน ศาสดามูฮัมหมัด แต่มันได้ถูกเริ่มมาตั้งแต่สมัยท่านศาสนาอิบรอฮีม ด้วยกับหัวใจของประชาชาติยุคก่อน อิสลาม ที่ถูกเปลี่ยนสีไปพร้อมกับกาลเวลา จึงทำให้ศาสนาที่ถูกประทานลงมายังศาสดาอิบรอฮีม มีการบิดเบือนและขัดต่อ บัญญัติแห่งอัลลอฮ์ แน่นอนอาหรับในยุคญาฮิลียะห์ได้เข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ซึ่ง มีสิ่งที่ขัดต่อบัญญัติของศาสดาอิบรอฮีม ปนอยู่มากมาย เมื่อยุคอิสลามได้มาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จึงเกิดขึ้น สิ่งที่ไม่ถูกเรียกว่าศาสนาอันเป็นสิ่งที่ผิดต่อหลักการก็ได้ถูกขจัดออกไปในเรื่องของพิธีฮัจญ์ และศาสนกิจอื่นๆ และเป็นเรื่องที่ได้รับการยืนยันจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนา ที่เที่ยงแท้อันเป็นแนวทางที่สืบทอดมาจากศาสดาอิบรอฮีม
           
           

           
           
           

การประกอบพิธีฮัจญ์ที่ มักกะห์
           

           
           
           
           

      อัลลอฮ์ทรงเลือกให้มักกะห์และบริเวณรอบมักกะห์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์ เนื่องด้วยกะบะห์ซึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางมักกะห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพื้นโลกเป็นใจกลางของทุกทวีป ซึ่งสะดวกแก่มนุษย์ชาติ ที่จะเดินทางมา และแน่นอนกะบะห์เป็นมัสยิดแห่งแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ทาง ประวัติศาสตร์ ของบรรดาศาสดารุ่นก่อนๆ
             

           
           
                                                               
การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
           

การวุกุฟที่อาราฟะห์
           
     การเลือกให้อาราฟะห์เป็นหนึ่งจากสถานที่วุกุฟ อันเนื่องมากจากอาราฟะห ์มีความสำคัญทาง ประวัติศาสตร์โลก ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานท ี่พบกันระหว่างท่านนบีอาดัม และพระนางฮาวาอ์ เป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงสั่งใช้ให้บรรดาศาสดาปฏิบัติศาสนกิจต่อพระองค์ เป็นสถานที่ ตอบรับคำวิงวอนจากพระองค์ เป็นสถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษ และลบล้างความผิดต่างๆ จากปวงบ่าว
           
            การพำนักที่มีนา
           
     ในยุคก่อนอิสลาม อาหรับส่วนใหญ่จะมารวมตัวกันที่มีนา และทำการกล่าวโอ้อวดเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ ความใจบุญ ด้วยกับโวหารและสำนวนที่สละสลวย พวกเขาได้มุ่งมาจากสถานที่แล้งแค้นมายังมีนา เพื่อทำการซื้อขาย เพราะมีนาในขณะนั้นเป็นที่ตั้งของตลาดมากมาย อาทิเช่น ตลาดอุกกาซ ตลาดซิลมาญาซ ตลาดมัจนะห์ อิสลามยอมรับถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการรวมตัว ร่วมสังคมกันเช่นนี้ แต่ทว่าอิสลามได้เปลี่ยนการโอ้อวดมาเป็นการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ การกล่าวตัสเบียะห์ การกล่าวสรรเสริญ อัลลอฮ์ และการกล่าวขอบคุณอัลลอฮ์แทน เป็นสิ่งที่แน่ชัดว่า การรวมตัวและการพำนักของผู้ประกอบ พิธีฮัจญ ์ในสถานที่นี้ เป็นสัญลักษณ์ของอัลอิสลาม การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางด้านวัตถุ และ วรรณกรรม เป็นสิ่งที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ให้กับมุสลิมในสายตาของศัตรูอิสลาม อีกทั้งการรวมตัวกัน ในสถานที่นี้ ยังเป็นการผูกมิตร จิตสัมพันธ์ต่อกันระหว่างพี่น้องมุสลิมที่อยู่ต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่นฐาน เช่นเดียวกับการรวมตัวในสถานที่ต่างๆ ในการประกอบพิธีฮัจญ์
           
            การเดินซะแอระหว่าง ซอฟา และ มัรวะห์
           
     ซอฟา และ มัรวะห์ เป็นชื่อของสถานที่ที่มีความสำคัญในการประกอบพิธีฮัจญ์ และวิธีในการเดินซะแอ ระหว่างสองสถานที่นี้ ก็คือ การที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ต้องเดินจากจุดหนึ่งมายังอีกจุดหนึ่งสมือนกับ ผู้ที่ค้นหา สิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ ที่มาของการเดินซะแอนั้น อันเนื่องมาจากพระนางฮาญัร ผู้เป็นภรรยาของท่านศาสดา อิบรอฮีม ได้แสวงหาน้ำให้กับตนเองและบุตร (อิสมาแอล) ในสถานที่แห่งนี้ นางได้แสวงหาน้ำและวิงวอน ต่ออัลลอฮ์อย่างนอบน้อม เพื่อที่พระองค์จะได้ประทานน้ำเป็นการดับกระหาย ให้กับตัวนางและบุตรทันใดนั้น น้ำที่ถูกเรียกว่า “ ซำซำ ” ก็ถูกพุดขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่มีต่อมนุษย์สืบต่อกัน มาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นการเดินซะแอระหว่างซอฟา และ มัรวะห์ เป็นการแสดงถึงความปรารถนา ซึ่งความ เมตตา และการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ อีกทั้งการเดินซะแอนั้นยังเป็นการย้อนระลึกถึงประวัติศาสตร์อิสลาม ที่เกี่ยวกับพระนางฮาญัร และท่านศาสดาอิสมาแอลอีกด้วย
             

           
                                                               
การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
           

กาขว้างเสาหิน
                 
การขว้างเสาหินนั้นเป็นวิทยปัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายของการขว้างเสาหินนั้นก็ คือ การขว้าง
            “ อิบลิส ” มารร้ายที่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่ง การขว้างเสาหินนั้นจะต้องขว้างให้ครบสามต้น ซึ่งต้นแรกเรียกเป็น ภาษาอาหรับว่า “ ญุมร่อตุ้ลอากอบะห์ ” ต้นที่สองเรียกว่า “ ญุมร่อตุ้ลวุซตอ ” และต้นที่สาม “ ญุมร่อตุ้ลซุกรอ ” โดยอาหรับบางกลุ่มจะเรียกต้นแรกว่า “ อิบลิสกุบรอ ” ต้นที่สอง “ อิบลิสวุซตอ ” และต้นสุดท้ายเรียกว่า “ อิบลิสซุกรอ ” เดิมทีอาหรับในยุคก่อนอิสลามได้ทำการขว้างเสาหิน มาก่อนอิสลามแล้ว โดยตามบัญญัติใช้ของท่านศาสดาอิบรอฮีม และเมื่อยุคอิสลามได้มาถึง บัญญัติที่ถูกใช้ ในสมัยศาสดาอิบรอฮีมก็ได้ถูกนำมาปฏิบัติอีกครั้ง
ที่มาของการขว้างเสาหิน ก็เพื่อเป็นการระลึกและปฏิบัติรอยตามท่านศาสดาอิบรอฮีม เนื่องจากอัลลอฮ์ทรงลง วิงวอน (วาฮี) มายัง แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้ท่านศาสดาอิบรอฮีมเชือดผู้ที่เป็นลูกของตนเองนามว่าอิสมาแอล เมื่อศาสดาอิบรอฮีม ได้รับบัญชาเช่นนั้น ท่านจึงตอบรับคำบัญชาใช้ของอัลลอฮ์ ทันใดนั้นก็ได้ถูกรังควาน จากชัยตอนมารร้ายโดยพวกมันได้ห้ามมิให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม ปฏิบัติตามบัญชาใช้ของอัลลอฮ์ได้สำเร็จ ดังนั้นท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงได้หยิบก้อนกรวด และขว้างใส่ชัยตอนทันที นี่คือที่มาของการขว้างเสาหิน ต้นแรก เมื่อแผนการอันชั่วร้ายนี้ล้มเหลวชัยตอนจึงได้เบนเข็มมุ่งเป้าหมายมายังพระนางฮาญัร บอกเล่า ถึงการกระทำของศาสดาอิบรอฮีม ที่จะเชือดบุตรชายของตน ดังนั้น พระนางฮาญัรจึงได้ขับไล่ ชัยตอน โดยการขว้างก้อนกรวดใส่ นี่ก็คือที่มาของการขว้างเสาหินต้นที่สอง เมื่อแผนการล้มเหลว ทั้งสองครั้ง ชัยตอน มิได้ลดความพยายามเบนเข็มมาหาท่านอิสมาแอล ผู้เป็นบุตรชาย บอกเล่าถึงการกระทำ
            ของบิดาของเขา โดยกล่าว กับท่านอิสมาแอลว่า “ การกระทำเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ในโลกนี้ตลอด ประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ตั้งแต่วันที่อัลลอฮ์ทรงสร้าง โลกนี้มา ” แล้วท่านศาสดาอิสมาแอลก็มิได้รอช้า หยิบก่อนกรวดขึ้นมา แล้วขว้างใส่ชัยตอนทันที และนี่ก็คือที่มา ของการ ขว้างเสาหินต้นที่สาม ดังนั้นเป้าหมายของการขว้างเสาหิน ก็เพื่อเป็นการปฏิบัติ ตามรอยท่านศาสดาอิบรอฮีม ท่านศาสดา อิสมาแอล และพระนางฮาญัรอีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ทางด้านประวัติศาสตร์อิสลามอีกด้วย

           
            การโกนศีรษะหลังจากเสร็จสิ้นการครองเอี๊ยะรอม
           
     การโกนศีรษะเป็นเครื่องหมายของผู้ที่เสร็จสิ้นการครองเอี๊ยะรอม โดยผู้เสร็จสิ้นจากการครองเอี๊ยะรอม แล้วจะต้องมุ่งหน้า มาทำการตอวาฟอำลา ( ตอวาฟวิดะอ์) ยังบัยตุ้ลลอฮ์ เป็นที่รู้กันว่าบัยตุ้ลลอฮ์นั้นเป็น สถานที่อันมีเกียรติต่อชาวอาหรับ ในยุคก่อนอิสลามและยุคอิสลาม ดังนั้นมารยาทของการอำลาในยุคนั้น ผู้อำลาต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดหมดจด ปราศจากการมีผมเผ้ายุ้งเยือง

           
                                                               
การประกอบพิธีฮัจญ์ที่ มักกะห์
           

เช่นเดียวกันกับบ่าวเมื่ออำลานาย ของตน เขาจะต้องอำลาไปในสภาพที่ดีและหมดจดที่สุด การโกนศีรษะเป็นสิ่งหนึ่งที่อิสลามได้สั่งใช้แก่ชายที่ เสร็จสิ้นจากการครองเอี๊ยะรอม โดยไม่บัญญัติใช้แก่สตรี อีกทั้งยังห้ามมิให้สตรี โกนศีรษะอีกด้วย เพราะได้มีรายงานมาจากพระนางอาอิชะห์ว่า “แท้จริงท่านนบีได้ห้ามมิให้สตรีใดโกนศีรษะของตน” เพราะการโกนศีรษะของสตรีนั้นจะเหมือนกับผู้ชาย ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ไม่มีภรรยาของท่านศาสดามูฮัมหมัด คนใดโกนศีรษะ ทว่าเพียงแค่ตัดผมเพียงน้อยนิดเท่านั้น
           
            การจูบหินดำ
               “หินดำได้ถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ในสภาพที่มีความขาวจัดประดุจน้ำนม ต่อมาความชั่ว ของมนุษย์ได้ทำให้มันเปลี่ยน เสีเป็นสีดำ ” แน่นอนสีดำนั้นมีอยู่เฉพาะหัวของหินดำเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือ เป็นสีขาว ซึ่งบอกเล่าโดยมูฮัมมัด อิบนุ นาเฟียะอฺ อัลคอซาอีย์ เพราะเขาเห็นด้วยกับตาของเขา โดยเขา กล่าววา “ ฉันได้สังเกตหินดำในขณะที่มันแตกเป็นชิ้นๆ เห็นว่าความดำนั้นมีอยู่บนหัวของหินดำเ ท่านั้น และส่วนที่เหลือของมันเป็นสีขาว” จากเหตุผลข้างต้นนี้เอง ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮ์ (ซุบฮาฯ) ทรงสร้างขึ้นมานั้น มีโทษและประโยชน์ และมี คุณลักษณ์ความพิเศษที่ต่างกันออกไป ดังนั้นหินดำก็คือวัตถุชิ้นหนึ่งที่อัลลอฮ์ให้ความพิเศษแก่มัน ให้ความสามารถแก่มัน เช่นเดียวกัน พระอาทิตย์และดวงจันทร์ก็คือวัตถุหนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้น โดยพระองค์จะให้ความสามารถแก่มันทั้งสอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะมนุษย์
            การสวมผ้าครองเอี๊ยะรอมที่ไร้ซึ่งตะเข็บ
           
     ในการครองเอี๊ยะรอมนั้น อัลลอฮ์ได้สั่งห้ามเรามิให้สวมเสื้อผ้าที่มีตะเข็บ และห้ามจากการปกปิดศีรษะ สำหรับผู้ชาย เพื่อเป็นการแสดงถึงความน้อมนอบและต้อยต่ำอย่างที่สุดของผู้เป็นบ่าวต่อพระผู้เป็นเจ้า ดังที่มี คำวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่า “ โอ้พระผู้ทรงอภิบาล ข้าน้อยไร้ซึ่งกรรมสิทธิ์ใดๆในตัวข้อน้อยนี้ และแน่นอน ทุกสรรพสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมานี้นั้น ข้าน้อยไร้ซึ่งสิทธิใดแม้แต่เพียงเล็กน้อย โดยที่ท่านนั้นคือผู้ครอง กรรมสิทธิ์ในถูกสิ่งที่บังเกิดขึ้นมา และต่อไปจะบังเกิด มาอย่างแท้จริง” ที่มาของการสวมผ้าครองเอี๊ยะรอม ก็คือ เสื้อผ้าของชาวอาหรับสำหรับบุรุษชายในสมัยท่านศาสนาอิบรอฮีม มีความง่ายใด ถึงขนาดกล่าวได้ว่า ไม่มีความแตกต่างกันมากนักกับการสวมผ้าครองเอี๊ยะรอม การกำหนดให้ผ้าครอง เอี๊ยะรอมเป็นสีขาวนั้น ก็เนื่องจากว่า สีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด บริสุทธิ์ และการกำหนดให้ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สวม เสื้อผ้าที่เรียบง่ายเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า มนุษย์จะต้องเตรียมตัวออกจากภพนี้ โดยไร้ซึ่งเครื่องประดับไร้ซึ่งเครื่องแต่งกาย และไร้ซึ่งความสวยงาม
             

           
                                                               
การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
           

การกำหนดให้ผ้าครองเอี๊ยะรอมเป็นสีขาวนั้น ก็เนื่องจากว่า สีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด บริสุทธิ์ และการกำหนดให้ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สวม เสื้อผ้าที่เรียบง่ายเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า มนุษย์จะต้องเตรียมตัวออกจากภพนี้ โดยไร้ซึ่งเครื่องประดับไร้ซึ่งเครื่องแต่งกาย และไร้ซึ่งความสวยงาม
            การสวมผ้าเอี๊ยะรอมก็ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ใน ตำแหน่งกษัตริย์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี เศรษฐี และคนยากจน มีสถานะเดียวกัน นั้นก็คือบ่าวของอัลลอฮ์ ซึ่งจะต่างกันที่ความภักดี (ตออัต) ต่ออัลลอฮ์ที่ซ้อนอยู่ในจิตใจ การค้างแรมที่ “มุซด้ารีฟะห์” เนื่องจากผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้ใช ้ระยะเวลา ตลอดทั้งวันที่จะมุ่งหน้าไปยังมีนา เพื่อเป็น การพักผ่อนและลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง อัลลอฮ์จึงได้ บัญญัติการค้างแรมที่มุซด้ารีฟะห์ลงมา
           
            การเชือดอุดฮียะห์
           
     การเชือดอุดฮียะห์เป็นการปฏิบัติตามท่านศาสดาอิบรอฮีม ในขณะที่อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ให้เชือดบุตรชาย ของตัวเอง แล้วท่านศาสดาอิบรออีม ก็ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ ต่อมาอัลลอฮ์ก็ทรงให้ท่านศาสดาถ่ายตัว บุตรชาย โดยให้เชือดแกะ แทนในด้านของการเชือดอุดฮียะห์นี้ มีวิทยปัญญาซ้อนอยู่ดังต่อไปนี้
                      1. เพื่อเป็นการแสดงถึงความภักดีต่อผู้สร้างอย่างที่สุด แม้นจะถูกบัญญัติใช้ให้เชือดบุตรของตนเอง
                      2. เพื่อเป็นการขอบพระทัยต่ออัลลอฮ์ถึงพระเมตตาที่ให้ถ่ายตัวบุตรชายของท่านศาสดาอิบรอฮีม และแน่นอน การจ่ายอุดฮียะห์นั้นจำเป็นต่อผู้ประกอบพิธีฮัจญ์แบบ “ ตะมัตตัวะอ์ ” และ “ กิรอน ” การตอวาฟกุดูม ( ตอวาฟขณะมาถึง) บัยตุ้ลลอฮ์อัลฮารอมเป็นสถานที่อันทรงเกียรติยิ่งกว่าสถานที่ใดๆ ในภพนี้ เป็นมัสยิดแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เกียรติต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้าง ปรากฏว่าเป็นมารยาทอย่างยิ่ง ที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องแสดงความเคารพสถานที่ ด้วยการตอวาฟรอบกะบะห์ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นใด และจะต้องนำมาทำก่อนการละหมาด ผู้ใดที่ทำการละหมาดก่อนการตอวาฟ ถือว่า เขาผู้นั้นเป็นผู้ไร้มารยาทอย่างมาก เมื่อทำการตอวาฟกุดูมเสร็จแล้ว มีสุนัต ให้ทำการละหมาดสุนัตสองรอกาอัตที่มากอมนะบีอิบรอฮีม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือว่า เป็นการแสดงความเคารพที่สมบูรณ์ที่สุด
             

           

อ้างอิงจาก : หนังสือ ฮิกมะอ์ อัตตัชเรียะอฺ ว่าฟัลซะฟาตีฮี 27 พ.ย. 51
            จากเว็บไซต์ www.siamic.com
           
                                                                                                                                                                                       
การประกอบพิธีฮัจญ์
                       


                       
                        บรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์กำลังมุ่งหน้าสู่มุซดะลิฟะหฺ
                       
                       
                       
                        บรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในมินา
                         

                       
           

           
credit  http://www.lib.ru.ac.th/journal/islamic-culture/huj6.html

binmusaMon May 24 2010 13:49:08 GMT+0700 (ICT)