naja / จิปาถะมั่วๆกับไฟท์ติ้ง / ย้อนรอยธุรกิจห้างสรรพสินค้า

ย้อนรอยธุรกิจห้างสรรพสินค้า


ลองย้อนรอยกลับไปดูธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุคก่อนสิครับมีอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน

ดูผิวเผินแล้วเหมือนธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจที่ยั้งยืน แต่ถ้าลองนึกถึงชื่อเหล่านี้แล้วจะบอกได้ทันทีว่ามันเป็นธุรกิจที่ฉาบฉวยเอามากๆ : ห้างใต้ฟ้า ห้างแก้วฟ้า ห้างไดมารู ห้างบิกเบล ห้างบางลำภู ห้างโอเดียน ห้างเมอรี่คิงส์ ห้างเมโทร ห้างคาเธ่ย์ ห้างนิวเวิร์ด ห้างเวลโก้ จัสโก้ โซโก้ เยาฮัน แพลงตอง ห้างดีเซมเบอร์ หรือแม้แต่ห้างเอทีเอ็ม

บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีอายุขัยที่ค่อนข้างสั้น ไม่ได้อยู่ยกคงกะพันอย่างที่คิด พวกมันล้วนเข้าสู่ยุคทองของมันอย่างรวดเร็วภายในปีแรกๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จนเจ๊งในที่สุด มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนที่โมเดิร์นเทรดจะเข้ามาเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผมคิดว่าสมัยก่อนห้างฯ ยังเป็นของหรูเกินไปเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของคนไทย (ติดแอร์ทั้งร้าน มีพนักงานแต่งเครื่องแบบคอยบริการทั่วทุกจุด ขายสินค้าแพงกว่าข้างนอกมาก) พวกมันมีความเป็น “ที่ไปเที่ยว” (aka “ที่ตากแอร์”) มากกว่าที่จะเป็น “ที่ซื้อของ” สำหรับคนสมัยก่อน คนสมัยก่อนซื้อกับข้าวในตลาดสด ซื้อของใช้จากร้านโชว์ห่วย ส่วนถ้าเป็นของเฉพาะกิจจริงๆ ก็จะเดินทางไปซื้อในย่านที่ขายของอย่างนั้นโดยเฉพาะ เช่น เฟอร์นิเจอร์ซื้อแถวสวนมะลิ เครื่องใช้ไฟฟ้าซื้อแถวคลองถม เป็นต้น กรุงเทพสมัยก่อนรถไม่ติด การวิ่งไปยังย่านแต่ละย่านเพื่อซื้อทีละอย่างในราคาถูกคิดแล้วยังคุ้มกว่าการไปซื้อทั้งหมดเทียวเดียวในห้างสรรพสินค้า

ด้วยเหตุที่ห้างมีความเป็น “ที่เที่ยว” มากกว่า “ที่ซื้อของ” ทำให้ทุกห้างต้องคอยหา “ของแปลก” เพื่อดึงดูดคนให้มาเดินให้ได้ เรื่องนี้เล่าไปก็เหมือนเอาเรื่องเชยๆ ของคนยุคก่อนมาประจานให้เด็กสมัยนี้ฟัง ที่ฮือฮามากคือห้างไดมารูเพราะเป็นห้างแรกที่นำเอา “บันไดเลื่อน” มาจากประเทศญี่ปุ่น คนกรุงเทพทั้งเมืองสมัยนั้นถึงกับแห่กันไปดู “บันไดเลื่อน” อายเด็กสมัยนี้จริงๆ ไม่รู้สมัยนั้นทำไปได้ยังไงไปดูบันไดเลื่อน

ห้างที่เป็นถือสุดยอดในการหาของแปลกมาให้คนดูได้ตลอดคือ ห้างพาต้าปิ่นเกล้า สมัยนั้นปิ่นเกล้าจัดว่าเป็นบ้านนอก แต่พาต้าอาจหาญไปเปิดอย่างโดดเดี่ยว พาต้าจึงต้องหา “ของแปลก” มา entertain คนดูอย่างหนักไม่ว่าจะเป็น น้ำพุสายรุ้ง ลิฟต์แก้ว นกเพนกวิน คิงคอง เป็นต้น สมัยนั้นนับว่าห้างพาต้าปิ่นเกล้าเป็นห้างของคนไทยห้างหนึ่งที่ดังมากๆ

แต่ที่สุดแล้วทุกห้างก็ต้อง “หมดมุข” ทำให้ห้างเป็นธุรกิจที่ไม่ยั้งยืน เหมือนสนามกอล์ฟ หรือผับที่คนเที่ยวจะชอบของใหม่มากกว่า คนเบื่อตึกเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของก็มักจะไม่สู้ต่อไปด้วยการ renovate อีกแล้ว เพราะยังไงน้ำพริกถ้วยเก่าก็สู้น้ำพริกถ้วยใหม่ไม่ได้ เจ้าของส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปล่อยให้ห้างเก่าลงเรื่อยๆ จนเจ๊งไปเอง หรือไม่บางทีก็แกล้งทำให้ไฟไหม้เพื่อเอาประกัน

จะแปลกกว่าชาวบ้านก็เห็นจะเป็นห้างเซ็นทรัล (บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ป) เท่านั้นที่ไม่ตาย แม้ว่าช่วงหนึ่งจะเกือบไม่รอดเพราะโดนโมเดิร์นเทรดตีอย่างหนัก ซึ่งที่จริงแล้วเซ็นทรัลไม่น่าจะอยู่รอดได้ แต่ความที่เจ้าของห้างนี้มีความกระเสือกกระสนที่จะอยู่รอดให้ได้ จึงปรับองค์กรอย่างหนัก ด้วยการค่อยเปลี่ยนจากการบริหารแบบสาขาใครสาขามันกลายเป็นการบริหารแบบแยกตามประเภทของสินค้า (powerbuy, homework, b2s, tops, supersports) อีกทั้งยังเข้าซื้อกิจการของห้างโรบินสันเพื่อสร้าง economy of scales ในการจัดซื้อเพื่อให้ต่อสู้กับโมเดิร์นเทรดได้ หลังจากเป๋ไปพักหนึ่งก็เริ่มกลับมาใหม่ได้ เดี๋ยวนี้ดูจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

จะเห็นได้ว่า ความสามารถในการปรับตัวเมื่อเจอความเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของธุรกิจ ซึ่งถ้ามี แม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มาเร็วไปเร็วโดยธรรมชาติก็ยังสามารถอยู่รอดได้

ต่อจากนี้ไป ห้างสรรพสินค้าน่าจะยั้งยืนขึ้นกว่าสมัยก่อน เพราะสภาพการจราจรที่ติดขัดมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาที่มากขึ้นของห้างต่างๆ และกำลังซื้อของคนไทยที่สูงขึ้น ช่วยทำให้ห้างตอบสนองความเป็น “ที่ซื้อของ” ได้มากกว่าเดิม ความจำเป็นในการ “หาของแปลก” ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป

fighttingSun Dec 13 2009 13:31:18 GMT+0700 (ICT)