padook / Car news / MERCEDES-BENZ ผู้นำรถเพื่อสิ่งแวดล้อม ชู BlueEFFICIENCY ในทุกรุ่นที่จำหน่าย

MERCEDES-BENZ ผู้นำรถเพื่อสิ่งแวดล้อม ชู BlueEFFICIENCY ในทุกรุ่นที่จำหน่าย







เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)
จำกัด ก้าวสู่ผู้นำยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก เสริมเทคโนโลยีBlueEFFICIENCY
นวัตกรรมใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นที่จำหน่าย ตั้งแต่ C-Class, E-Class, S-Class และ
Niche car อันได้แก่ E-Class Coupe, E-Class Cabriolet และ M-Class
โดยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคันในปัจจุบันที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้
จะช่วยทั้งการประหยัดเชื้อเพลิง ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรักษาสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
ต่อไปในอนาคต






         
วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้รวบรวมความรู้ความสามารถในหลายๆด้านในการพัฒนาเทคโนโลยี
BlueEFFICIENCY
เพื่อที่จะลดน้ำหนักตัวถังและอุปกรณ์ต่างๆ
การปรับโครงสร้างของรถเพื่อเพิ่มแอโรไดนามิค
หรือให้มีความลู่ลมมากที่สุด และ rolling resistance
รวมไปถึงการปรับปรุงการบริหารพลังงานของรถทุกคันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


          นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ก็คือเครื่องยนต์
CGI และ CDI
โดยเครื่องยนต์เหล่านี้มาพร้อมกับการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ multiple
ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เดินได้เรียบขึ้นและลดปริมาณไอเสียลงเช่นกัน
จากการวัดปริมาณไฮโดรคาร์บอน
พบว่าลดลงมากกว่าครึ่งในระหว่างที่เครื่องยนต์เพิ่งถูกสตาร์ท
ในขณะเดียวกันตัวกรองไอเสียก็จะร้อนและพร้อมที่จะทำงานได้เร็วขึ้น


          เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นต่างๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY และจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่ C 200
CGI, C 200 CGI ELEGANCE, C 200 CGI AVANTGARDE, C 250 CDI AVANTGARDE, C 250 CGI,
E 200 CGI ELEGANCE, E 250 CDI ELEGANCE, E 250 CGI AVANTGARD, E 250 CGI Coupe, E
250 CGI Cabriolet, S 350 CDI และ ML 300 CDI



          ในรุ่น C 250 CDI BlueEFFICIENCY
อัตราบริโภคน้ำมันดีเซลได้ลดลงเหลือ 5.8 ลิตร/100 กม.
ในขณะที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ลดลงมาที่ 153 กรัม/กม. E 200 CGI
BlueEFFICIENCY
อัตราบริโภคน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 7.5 ลิตร/100 กม.
มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ 177 กรัม/กม. และ S 350 CDI
BlueEFFICIENCY
อัตราบริโภคน้ำมันดีเซลที่ 7.7 ลิตร/100 กม.
และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 202 กรัม/กม.


          ศ. ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์
(ประเทศไทย) กล่าวว่า “นอกจากการเป็นผู้ประดิษฐ์รถยนต์แล้ว
ในวันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์
ยังได้มอบความประหยัดและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าผู้ผลิตรายอื่น
โดยก่อนที่เราจะก้าวไปสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ไร้ซึ่งมลพิษ
ภายในสิ้นปีนี้เราจะมีรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใช้เทคโนโลยี BlueEFFICIENCY
ออกขายถึง 85 รุ่นทั่วโลก
ซึ่งรถเหล่านี้ได้ถูกปรับปรุงด้านเทคนิคและพลศาสตร์เพื่อช่วยลดอัตราบริโภคเชื้อเพลิงถึง
30 % และผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดเกินกว่าที่กำหนดไว้ในอนาคต”


          “ด้วยการลงทุนอันมหาศาลของเราในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น
รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง
รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ต่างๆของเรานั้น
ในวันนี้เราได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในเรื่องของการขับขี่แบบยั่งยืน เทคโนโลยี
BlueEFFICIENCY นั้นเป็นนิยามที่ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีใหม่
ซึ่งมีในรถยนต์รุ่นต่างๆของเรา
ที่ให้ทั้งความสะอาดและก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับขี่สูงสุด”



          “หลังจากที่ผ่านมาถึงสี่ชั่วอายุคน ทุกวันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์
ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ที่ก้าวล้ำและแก้ปัญหาที่โลกของเราเผชิญอยู่ เช่น
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเทคโนโลยี
BlueEFFICIENCY
จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นพันๆ ตัน
และทำให้เรามองเห็นปลายทางที่ไร้ซึ่งมลพิษในอนาคต” ศ.ดร. เพาฟเลอร์ กล่าวเสริม


สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
BlueEFFICIENCY รุ่นต่างๆ
ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
ที่มา:www.thaidriver.com

pakapongMon Oct 18 2010 16:58:19 GMT+0700 (ICT)