phantavee / นานาสาระเกี่ยวกับการเกษตร / สุรานอก-สาโท'แย่งตลาดไทย

สุรานอก-สาโท'แย่งตลาดไทย

 'เจ้าพ่อน้ำเมา'เจอ2เด้ง
'สุรานอก-สาโท'แย่งตลาด

หันลุยตลาดตปท.-เล็งบุกจีนตั้งรง.ผลิตเหล้า


นโยบายสุราเสรีคายพิษ เจ้าพ่อน้ำเมาสะอึก เจอผลกระทบ 2 เด้ง ทั้งศึกเหล้านอก-สาโทพื้นบ้าน แย่งส่วนแบ่งตลาดเหล้าสี/เหล้าขาวป่วน ฟันธงอนาคตรัฐมีสิทธิ์เก็บภาษีน้อยกว่าเดิม ปรับแผนเตรียมผลิตเหล้าดีกรีต่ำ-ราคาถูก เปิดทางเลือกให้คอทองแดง พร้อมลุยขายตลาดต่างประเทศ ใช้เบียร์ช้างรุกหนักตลาดเอเชีย เผยนายกฯจู หรง จี ชวนไปตั้งโรงเหล้าที่ประเทศจีน




แม้ในช่วงที่ผ่านมาความสำเร็จของเบียร์ช้างและการครองส่วนแบ่งตลาดสุราจะส่งให้ภาพของกลุ่มสุรามหาราษฎร-บริษัท เบียร์ไทย 1991 จำกัด-กลุ่มบริษัทแสงโสม ดูเข้มแข็ง แต่ในอีกมุมหนึ่งแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท แสงโสม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสุรารายใหญ่ของประเทศ กล่าวกับ 'ประชาชาติธุรกิจ' ว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายสุราเสรีตั้งแต่ปี 2542 ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ ส่งผลให้สภาพตลาดเหล้าเปลี่ยนไปมาก และยังกระทบต่อส่วนแบ่งตลาด กลยุทธ์การทำตลาดสุราของบริษัทในเครือมากพอสมควร

โดยตลาดระดับล่างที่เหล้าสีหรือสุราผสม สุราพิเศษ และตลาดเหล้าขาว ในกลุ่มสุรามหาราษฎร-แสงโสม เคยครองส่วนแบ่งสูงสุดนั้น กำลังถูกผู้ผลิตรายย่อย ซึ่งผลิตไวน์ผลไม้ สาโท รวมถึงสุราแช่พื้นบ้านราคาถูกเข้ามาเป็นคู่แข่งแย่งกลุ่มผู้บริโภคอย่างหนักในขณะนี้

สุราเสรีออกฤทธิ์

เหล้าขาว-เบียร์ อ่วม

นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทแสงโสมยังต้องรับมือกับสุรานำเข้าจากต่างประเทศมาขายในราคาถูก ปัจจุบันเหล้านอกราคาถูกได้เข้ามาตีตลาดเหล้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งในจุดดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตว่า สุรานำเข้าราคาถูกเหล่านั้นเสียภาษีต่ำกว่าพิกัดหรือไม่ เพราะลำพังแต่ต้นทุนค่าขนส่งก็ไม่คุ้มแล้ว แต่เหล้าดังกล่าวสามารถนำมาขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าเหล้าที่ผลิตภายในประเทศ

พร้อมกันนี้ แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับเจ้าพ่อน้ำเมายังยอมรับด้วยว่า ผลกระทบจากนโยบายเหล้าเสรีและเหล้านอกราคาถูก ทำให้ยอดขายเหล้าและเบียร์ของกลุ่มได้รับผลกระทบพอสมควร เนื่องจากสุราพื้นบ้านที่กลุ่มผู้ผลิตต่างๆ ผลิตออกมามีราคาถูก และตอนนี้ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้ว ผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ คือ รัฐบาลที่จะเก็บภาษีจากเหล้าได้น้อยลง

ชี้ตลาดเหล้านอกราคาถูกมาแรง

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการสุราต่างประเทศรายหนึ่ง วิเคราะห์ตลาดว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสภาพ ตลาดเหล้าในเมืองไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ซึ่งมีปัจจัยมาจากผลกระทบที่เกิดจากเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปหาเหล้าราคาถูกมากขึ้น ประกอบกับการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงกรณีของเหล้าจากกลุ่มประเทศอาฟต้าที่เริ่มมีผล จึงทำให้มีเหล้าที่เรียกว่า เซ็กเมนต์อีโคโนมี่ (Economy) หรือบางคนอาจจะเรียกว่า แอดมิกซ์ (Admixed) จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดแข่งกับเหล้าสีของไทยมากขึ้น

ที่สำคัญคือ เหล้ากลุ่มนี้มีราคาที่ค่อนข้างต่ำ คือ ขวดละ 120-130 บาท ขณะที่เหล้าสีของไทย ไม่ว่าจะเป็น แสงโสม แม่โขง ฯลฯ ราคาจะอยู่ที่ระดับ 140-150 บาท นอกจากนี้ ผู้นำเข้าเหล้านอกราคาถูกหลายๆ ค่ายก็มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การลดราคา การมีของพรีเมี่ยมแจก ฯลฯ ขณะที่เหล้าของกลุ่มคุณเจริญไม่มีตรงนี้

'ตอนนี้เหล้านอกราคาถูกหรือที่เรียกว่าเหล้ากลุ่มอีโคโนมี่มีในตลาดหลายสิบยี่ห้อ จนแทบจะนับไม่ถ้วน และไม่เพียงแต่การจัดกิจกรรมตามช่องทางที่เป็นดิสเคานต์สโตร์ บริษัทเหล่านี้มีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องรวมถึงการจัดกิจกรรมผ่านทางยี่ปั๊วซาปั๊วในต่างจังหวัดหรือที่เรียกว่าเทรดโปรโมชั่นด้วย' แหล่งข่าวกล่าว และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

ตลาดเหล้าไทยมีมูลค่าประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท และกลุ่มของนายเจริญก็มีส่วนแบ่งตลาดอยู่มากกว่า 90% การที่จะเสียตลาดให้กับเหล้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือเหล้านอกราคาถูกเพียงเล็กน้อยไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากมายสำหรับเจ้าพ่อน้ำเมา เพราะนี่ยังไม่นับไปถึงตลาดเบียร์ที่มีมูลค่ารวมอีกไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท

มุ่งทำเหล้าดีกรีต่ำ-ราคาถูก

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท แสงโสม จำกัด ยืนยันกับ 'ประชาชาติธุรกิจ' ว่า เพื่อเป็นการหาทางออกในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้บริษัทมีนโยบายอย่างชัดเจนในการจะผลิตเหล้าที่มีดีกรีต่ำกว่า 25 ดีกรี ออกมาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสุราที่ผลิตเองในครอบครัว ไวน์ และเบียร์ โดยจะใช้โรงงานของกลุ่มที่มีอยู่ทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศซึ่งมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 830 ล้านลิตร/ปี เป็นฐานการผลิต และที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มระดมทุนจากสถาบันการเงินไปบ้างแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กลุ่มของนายเจริญเสนอขออนุญาตผลิตสุราที่มีดีกรีต่ำไปยังกรมสรรพสามิต ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุด กรมสรรพสามิตได้เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงการคลังเพื่อรับทราบ

ส่วนว่ากระทรวงการคลังจะอนุมัติให้กลุ่มนายเจริญผลิตเหล้าดีกรีต่ำหรือไม่นั้น แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับนายเจริญบอกว่า เป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง เพราะข้อมูลทั้งหมดได้ส่งมอบให้กระทรวงการคลังไปหมดแล้ว

ปรับแผนรุก ตปท.

เล็งตั้งโรงเหล้าในจีน

จากสถานการณ์ตลาดสุราและเบียร์ภายในประเทศที่ยังมีการแข่งขันสูงดังกล่าวทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มเบียร์ช้าง เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเน้นการส่งออกผ่านเครือข่าย คาร์ลสเบอร์กเอเชีย มุ่งทำตลาดเบียร์ช้างในประเทศต่างๆ ทั้งเอเชียและทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการลงทุนในประเทศ จีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ในเร็วๆ นี้ โดยแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับนายเจริญเปิดเผยว่า ในช่วงปี 2539-2542 นายเจริญได้มีโอกาสพบกับนาย จู หรง จี นายกรัฐมนตรีจีน การพบกันครั้งนั้นนายกฯจู หรง จี ได้ชวนให้มาลงทุนในจีน โดยบอกว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะจีนอยากได้ภาษีเหมือนกับที่รัฐบาลไทยได้รับภาษีจากกลุ่มนายเจริญปีละ 300,000 ล้านบาท นั่นคือ ที่มาของการตั้งโรงงานสุราในประเทศจีน

'ตลาดสุราในจีนดีมาก เพราะมีจำนวนประชา กรมากกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งถือเป็นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แม้ว่าปริมาณการบริโภคสุราต่อหัวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับคนไทย แต่อย่าลืมว่าเมื่อเทียบเป็นจำนวนคนแล้วมากกว่าหลายร้อยเท่า' แหล่งข่าวกล่าว

คนใกล้ชิดกับเจ้าพ่อน้ำเมาย้ำด้วยว่า กลุ่มธุรกิจของคุณเจริญจะลงทุนทุกอย่างที่ขวางหน้า ซึ่งเป็นหลักทั่วไปของนักธุรกิจที่ต้องลงทุน ตัวอย่างล่าสุดคือ กรณีของคาร์ลสเบอร์ก ที่ไม่เคยให้ต่างชาติถือหุ้นมากเท่ากับที่เปิดโอกาสให้คุณเจริญถือหุ้นถึง 50% ในคาร์ลสเบอร์กเอเชีย เพราะเชื่อในความสำเร็จที่เกิดขึ้น ถือเป็นรูปแบบการลงทุนครั้งแรกของคาร์ลสเบอร์กที่ยอมให้ต่างชาติถือหุ้น 50%

'นักลงทุนต่างประเทศมีความไว้วางใจในตัวคุณเจริญสูงมาก แต่คนไทยไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้ ไม่เคยคิดไว้ใจ ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้กลุ่มธุรกิจเหล้าและเบียร์ของกลุ่มตระกูลสิริวัฒนภักดีเสียภาษีให้รัฐบาลและท้องถิ่นทั้งระบบรวมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยแล้วแต่ละโรงเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี'



โดย   ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์   

phantaveeWed Sep 21 2011 15:52:06 GMT+0700 (ICT)