ramst14 / POL 6201 สถานการณ์การเมือง / สรุปเอกสาร

สรุปเอกสาร

มองภาพรวมของสถานการณ์โลก
การเมืองโลก คือ การเมืองระหว่างประเทศ  และการเมืองระหว่างประเทศเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจและสันติภาพ (ฮันส์ เจ.มอร์ เกนทอร์) โดยเวลามองสถานการณ์หรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศ จะต้องมองให้ออกว่าเหตุการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะ มี 2 ด้านเท่านั้น คือ
1.ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) ซึ่งแบ่งเป็น
                       - ความร่วมมือทางด้านการเมือง
                       - ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ
2.ความขัดแย้งระหว่างประเทศ  (International Conflict ) แบ่งเป็น
                       - ความขัดแย้งทางการเมือง
                       - ความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ
เวลาเลือกทฤษฎีมาใช้ในการวิเคราะห์ ต้องเลือกให้เหมาะสม
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
         ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
1. สำนักสัจนิยม (Realism) เน้นวิเคราะห์ความร่วมมือและความขัดแย้งด้านการเมืองการทหาร
           2. สำนักเสรีนิยม (Liberalism) เน้นวิเคราะห์ความร่วมมือ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
           3. สำนักโครงสร้างนิยม (Structuralism) เน้นวิเคราะห์ความขัดแย้ง
           4. สำนักสร้างนิยม (Constructivism) หรือสำนักประดิษฐกรรมนิยม
แนวคิดสำคัญๆของแต่ละสำนัก มีดังนี้
1.        สำนักสัจนิยม (Realism)เป็นสำนักที่เน้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองและการทหาร
                       สัจจะนิยมแบ่งออกเป็น
           1.1 สัจนิยมแบบดั้งเดิม (Classical Realism) หัวใจของสัจนิยมแบบดั้งเดิมคือ
                       1. เน้นเรื่องอำนาจและมองว่ารัฐเป็นตัวแสดงที่สำคัญ
                       2. เน้นผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) ซึ่งหมายถึง สิ่งที่รัฐต้องการ จำเป็นและปรารถนา และเป็นสิ่งที่อยู่ในดินแดนอื่น ๆ เช่น
                                               - ทรัพยากรธรรมชาติ
                                               - สินค้าการบริการและตลาดการค้า ตลาดการลงทุน
                                               - เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์
                                               - เงินทุน พลังงาน
                                   - ความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดี
           และสำนักนี้ให้ความสำคัญมากคือความมั่นคงปลอดภัย สัจนิยมมองว่ารัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคงปลอดภัย
3. เน้นการถ่วงดุลอำนาจ สำนักสัจนิยมมองว่ารัฐแต่ละรัฐพยายามถ่วงดุลอาจกับรัฐตรงกันข้าม เช่นสร้างกำลังทหารให้เทียบเคียงได้กับฝ่ายตรงกันข้าม
สำนักสัจนิยมดั้งเดิม (เก่า) จึงเชื่อว่าสงครามและความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้นหากมีการถ่วงดุลอำนาจ
           1.2  สัจนิยมแนวใหม่ (Neo-realism)  มีแนวคิดที่สำคัญคือ
                       1. มองว่าปรากฏการณ์ระหว่างประเทศเกิดจากโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศ                                         เช่น  เวลานี้สหรัฐถือว่าเป็นขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีขั้วอำนาจอื่น ๆ  ที่พยายามลุกขึ้นมาแข่งขันเช่นจีน อียู รัสเซีย สำนักนี้เชื่อว่าความเป็นไปของโลกขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของขั้วอำนาจเหล่านี้
                                   ดังนั้น สัจจะนิยมแนวเก่าเน้นรัฐเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ แต่สัจจะนิยมแนวใหม่เน้นโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศเป็นหน่วยในการวิเคราะห์
                       2. มองว่าสังคมระหว่างประเทศมีลักษณะอนาธิปไตย คือมองว่าไม่มีกฎเกณฑ์หรือองค์กรใด ๆ ที่จะมีอำนาจในการควบคุมรัฐได้ ทำให้รัฐต้องช่วยเหลือตนเอง และแสวงหาอำนาจ เกียรติยศ และความได้เปรียบเหนือรัฐอื่น
                       3. เน้นดุลแห่งความหวาดกลัว (Balance of Terror) สัจนิยมแนวใหม่มองว่าดุลแห่งความหวาด (ต่างจากสัจจะนิยมแนวเก่าที่เน้นดุลแห่งอำนาจ) มองว่าดุลแห่งความหวาดกลัวจะช่วยไม่ให้เกิดความรุนแรง และยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม  เช่น กรณีของเกาหลีเหนือ อิหร่าน หรืออีกหลายประเทศที่เร่งสร้างอาวุธนิวเคลียร์ก็เพื่อต้องการสร้างดุลความหวาดกลัวกับสหรัฐ เพราะจะทำให้สหรัฐไม่กล้าโจมตีก่อน
                       4. เชื่อว่าประเทศต่างๆต้องเตรียมพร้อมทางการทหารอยู่ตลอดเวลาเพื่อการป้องปราม (Deterrence) หรือเพื่อยับยั้งให้ไม่ถูกโจมตี เช่นเวลานี้ จีน เกาหลีเหนือ อิหร่านก็พยายามเตรียมพร้อมทางการทหาร
2.     สำนักเสรีนิยม (Liberalism)  มีสองแนวคือ
                       2.1 สำนักเสรีนิยม (Liberalism)  **สำนักนี้ไม่ได้รับความสำคัญแล้ว**
                       2.2 สำนักเสรีนิยมแนวใหม่ (Neo-liberalism)
โลกปัจจุบันจะอยู่ในยุคเสรีนิยมใหม่ **ซึ่งมีแนวคิดที่สำคัญคือ
1. เน้นการสร้างสถาบันและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ในการสร้างความร่วมมือและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ  เช่นใน WTO จะมีกลไกระงับกรณีพิพาททางด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
2. เน้นการสร้างสันติภาพ คือมองว่าหากมีความร่วมมือระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดสันติภาพ
3. เน้นให้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
4. เน้นการสร้างประชาธิปไตย เพราะมองว่าหากทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยโลกก็จะมีสันติภาพ ตามทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย (Democratic Peace Theory) ที่มองว่าสงครามมักไม่เกิดขึ้นกับประเทศที่ปกครองประชาธิปไตย
เราจะพบว่าความเป็นประชาธิปไตยเป็นหลักการที่สำคัญที่สหรัฐ อียู และมหาอำนาจยึดถือ เช่นอียู    มีเงื่อนไขว่าประเทศต่างๆที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกอียูจะต้องเป็นประชาธิปไตย
ในขณะสหรัฐอเมริกาก็พยายามทำทุกอย่างในการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งในทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตยยังบอกว่าสามารถทำสงครามเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย ดังนั้นสหรัฐจึงใช้กำลังในการทำสงครามกับอีรักเพื่อเปลี่ยนอีรักให้เป็นประชาธิปไตย และสหรัฐยังเดินหน้าที่จะเปลี่ยนอิหร่าน เกาหลีเหนือและอื่น ๆ ด้วย
ส่วนญี่ปุ่นก็จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจในการเปลี่ยนประเทศต่างๆให้เป็นประชาธิปไตย นั้นคือจะให้ความช่วยเหลือและเข้าไปลงทุนในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย
5. เน้นการประสานความร่วมมือและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Interdependence) เพื่อให้บรรลุถึงความจำเป็นของมวลมนุษย์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกเกิดปัญหาใหม่
6. เน้นความมั่นคงปลอดภัยร่วมกัน (Collective Security) โดยร่วมมือกันอาจจะมีกองกำลังร่วมกัน เช่นกองกำลังขององค์การระหว่างประเทศ
**เสรีนิยมแนวใหม่มักยึดอุดมการณ์มากกว่าสัจจะนิยมจึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยร่วมกันแทนที่แต่ละรัฐจะสร้างกองทัพของตนเองก็หันมา สร้างกองทัพร่วมกันเพื่อรักษาสันติภาพและความอยู่รอด (แต่ยังไม่สำเร็จเพราะรัฐแต่ละรัฐยังเห็นแก่ตัวและยังไม่ไว้วางใจผู้อื่นๆ**
           7. เน้นเรื่องระเบียบโลก ซึ่งหมายถึงแบบแผนความสัมพันธ์ทางด้านต่างๆทั้งการเมือง การค้า การทหาร ที่มีการกำหนดขึ้นว่าพฤติกรรมในด้านต่างๆของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรจะดำเนินการอย่างไร เช่นในแง่การค้าก็ต้องเปิดเสรี ในแง่การเมืองก็ต้องประชาธิปไตย
3.สำนักโครงสร้างนิยม (Structuralism) สำนักโครงสร้างนิยมจะมีแนวคิดแบบเอียงซ้าย (มีพื้นฐานมาจากแนวคิดแบบคาร์ล มาร์กซ์) จะเน้นว่าโครงสร้างที่เป็นอยู่ในเวลานี้เป็นโครงสร้างของโลกทุนนิยม เป็นโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ กอบโกยผลประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะเข้ามากอบโดยทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ แรงงาน โดยไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อประเทศกำลังพัฒนา ขณะเดียวกันเมื่อประเทศด้อยพัฒนาและกำลังส่งสินค้าเข้าไปในประเทศกำลังพัฒนาก็จะถูกขีดกันทางการค้าด้วยมาตรการต่าง ๆ  ผลที่เกิดขึ้นคือการทำให้ประเทศกำลังพัฒนาด้อยพัฒนาตลอดกาล ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้
**ทฤษฎีในสำนักนี้เน้นการวิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ว่าการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง**สำนักนี้จึงเป็นพวกซ้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์  
 
 
 
 
4.สำนักสร้างนิยม /ประดิษฐ์กรรมนิยม (Constructivism)
สำนักประดิษฐ์กรรมนิยมกำเนิดในต้นทศวรรษที่ 1990s มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับค่านิยม ความคิด และความเชื่อ วัฒนธรรมที่ถูกสร้างหรือประดิษฐ์ขึ้น
เช่นอเมริกาได้สร้างความเชื่อเกี่ยวกับประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค และทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศต่างๆในโลกเชื่อและยอมรับค่านิยมแบบเดียวกัน เช่นสหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อให้ทุกประเทศในโลกเป็นประชาธิปไตย ซึ่งบางครั้งนำมาซึ่งความร่วมมือและบางครั้งก็นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศเช่นสหรัฐต้องการให้พม่าเป็นประชาธิปไตย จึงกดดันพม่าโดยวิธีการต่างๆ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับชาติตะวันตกเป็นไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก
หรือโลกตะวันตกเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นทุนนิยม จึงพยายามที่จะแพร่ขยายลัทธิทุนนิยมไปทั่วโลก แต่บางประเทศโดยเฉพาะโลกมุสลิมไม่ได้ให้คุณค่ากับระบบทุนนิยมมองว่าทุนนิยมคือการเอารัดเอาเปรียบ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ศูนย์กลางทุนนิยมเอาเปรียบ เกิดการทำลายวัฒนธรรมของมุสลิมสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือโลกก็คือความขัดแย้ง จนทำให้มีการก่อการร้ายขึ้นมาในโลก
พัฒนาการของสำนักคิด
ประเด็นนี้ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจก่อนว่า แม้ว่าปัจจุบันแนวคิดของทุกสำนักจะยังถูกใช้มาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความนิยมหรืออิทธิพลของแต่ละสำนักคิดก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละยุคสมัย แต่ละสำนักคิดจะมีอิทธิพลไม่เท่าตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
กล่าวคือในระยะแรกของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแนวคิดที่นำมาใช้ในการอธิบายเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศมักจะเป็นแนวคิดของ สำนักสัจนิยม เนื่องจากในยุคก่อนนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักเป็นเรื่องทางการเมือง และการทหาร การทำสงคราม โดยรัฐทุกรัฐต่างพยายามแข่งขันกับรัฐอื่นเพื่ออำนาจ
-ผลของสัจนิยมในทางการเมืองคือ ประเทศต่าง ๆ ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ
-ผลของสัจนิยมในทางเศรษฐกิจคือ ประเทศต่าง ๆ ดำเนินโยบายทางเศรษฐกิจแบบปกป้องการค้า  ตามแนวคิดพาณิชย์นิยม (Mercantilism)
ทั้งนี้แนวคิดของสำนักสัจนิยมและพาณิชย์นิยมทำให้โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1
ทำให้เกิดแนวคิดของ สำนักเสรีนิยม ที่ไม่เห็นด้วยกับการปกป้องทางการค้าและการแข่งขันทางอำนาจจึงนำเสนอว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรจะเปิดกว้าง ให้มีการค้าเสรี และเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศ
-ผลของแนวคิดในสำนักเสรีนิยมในทางการเมืองคือก่อให้เกิดการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
-ผลของแนวคิดเสรีนิยมในทางเศรษฐกิจคือก่อให้เกิดลัทธิทุนนิยม (Capitalism) ตามแนวเศรษฐศาสตร์คลาสสิก

สำนักเสรีนิยมเฟื่องฟูมากจนกระทั่งถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ขณะที่ในทางการเมืองและสังคมเกิดภาวะของความไม่เท่าเทียมกันทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทำให้แนวคิดของสำนักโครงสร้างนิยม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ได้รับการยอมรับ
-ผลของแนวคิดโครงสร้างนิยมในทางการเมืองคือการรูปแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหลายประเทศนำไปใช้ เช่นรัสเซีย จีน ยุโรปตะวันออก
-ผลของแนวคิดโครงสร้างนิยมในทางเศรษฐกิจคือแนวคิดสังคมนิยม (Socialism) ที่เน้นให้รัฐเข้ามาจัดการทุกอย่างในระบอบเศรษฐกิจ
แต่แนวคิดของสำนักโครงสร้างนิยมไม่ได้มีผลไปทั้งโลก โดยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยยังคงใช้แนวคิดแบบทุนนิยมในทางเศรษฐกิจ แต่ได้มีการนำแนวคิดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Economics) หรือเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก โดยเคนส์เสนอให้รัฐบาลเข้ามายุ่งเกี่ยวในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ทำให้เกิดระบบรัฐสวัสดิการในหลายประเทศ
ต่อมาแนวคิดแบบสำนักโครงสร้างนิยมที่นำมาใช้อย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้สร้างปัญหา โดยเฉพาะการจัดการทางเศรษฐกิจตามแบของสังคมนิยมทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพ ประเทศสังคมนิยมส่วนใหญ่มีความยากจน ด้อยพัฒนา
ในทศวรรษที่ 1980 จึงมีการนำเอาแนวคิดของสำนักเสรีนิยมกลับมาใช้อีกครั้ง แต่คราวนี้เรียกว่า เสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ครอบงำโลกทั้งโลกในเวลานี้
ในทศวรรษที่ 1990 ได้เกิดสำนักคิดใหม่ที่เรียกว่า Constructivism หรือสำนักสร้าง/ประดิษฐกรรมนิยม ที่เน้นมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่ามีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเรื่องอัตลักษณ์ ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ
อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวคิดเสรีนิยมใหม่ จะครอบงำโลกในปัจจุบันนี้ แต่ทุกประเทศในโลกไม่ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ล้วนๆ แต่ผสมผสานกันไปในแต่ละแนวคิด
โดยแนวคิดยุคเก่าๆที่ถูกนำหลับมาใช้ใหม่อีกครั้งจะมีคำว่า Neo มาเติมข้างหน้า เช่น
-การที่มหาอำนาจกีดกันสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาถือว่าเป็นการใช้แนวคิดแบบพาณิชย์นิยม แต่เราจะเรียกว่าพาณิชนิยมใหม่ (Neo-Mercantilism)
-การที่มหาอำนาจเข้าไปใช้กำลังทหารหรือการทำสงครามในประเทศต่างๆ ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแต่เป็นการกระทำแบบสัจนิยมหรืออำนาจนิยม
-การที่ชาติมหาอำนาจพยายามเข้าครอบงำเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตนเอง ซึ่งถือเป็นนโยบายแบบจักรวรรดินิยม ก็จะเรียกว่าจักรวรรดินิยมใหม่ (Neo-imperialism) หรืออาจจะเรียกว่าลัทธิอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) เพราะนโยบายแบบนี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ (ต้องพึ่งทุน พึ่งเทคโนโลยี และต้องพึ่งพาตลาดการส่งออกจากมหาอำนาจ)

ประเทศกำลังพัฒนาเองก็ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองโดยใช้นโยบายแบบผสมผสานเช่นกัน เช่นประเทศไทยเราเองแม้บางเรื่องเราจะเปิดเสรีตามแนวคิดเสรีนิยม แต่บางเรื่องเราก็เน้นการปกป้องการค้า เช่นการประกันราคาข้าว การรับจำนำข้าว หรือการที่เรามีรัฐวิสาหกิจก็ล้วนแต่เป็นแนวคิดที่ไม่ใช่เสรีนิยม

ตัวอย่างทฤษฎี
ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
1.      ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ (Interdependence Theory)
           นักวิชาการที่โดดเด่นคือโรเบิร์ต โอ. เคียวเฮน และโจเซฟ เอช. ไน ซึ่งป็นบิดาของทฤษฎีพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เคียวเฮนและไน กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่นการพึ่งพาสินค้า พึ่งพาการลงทุน พึ่งพาเทคโนโลยี พึ่งพาทรัพยากรต่างๆ และความสัมพันธ์ในแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ระหว่างประเทศขึ้น แม้ว่าการพึ่งพาอาจจะเป็นไปในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกัน  แต่โลกทั้งโลกก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  
           ทฤษฎีนี้สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจ
2.      ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Integration Theory) ****
           เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังจะเห็นจากทั่วโลกได้เกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย
           ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีนักวิชาการนำเสนอหลายคนแต่ที่มีชื่อเสียงคือทฤษฎีการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคของ Bela Balassa (เบลา บาลาสซา) เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายการบูรณาการของยุโรป ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
บาลาสซ่าเสนอว่าขั้นตอนของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมี 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.        ความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) หมายถึง การร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกภาษีทางการค้าระหว่างกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกยังจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มได้ตามนโยบายของตนเอง
เวลานี้การรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ในขั้นตอนนี้คือการจัดเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
2.        สหภาพศุลกากร (Custom Union) หมายถึง ประเทศสมาชิกนอกจากจะยกเลิกภาษีทางการค้าลดอุปสรรคระหว่างกันแล้วยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน หรือมี Common Custom Policy
3.        ตลาดร่วม (Common Market) หมายถึง การขยายความร่วมมือด้านการค้าถึงขนาดที่เปิดโอกาสให้ทุน แรงงาน การประกอบการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภายในกลุ่ม เช่นแรงงานในเยอรมันไปทำงานในฝรั่งเศส ในอังกฤษ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้อย่างเสรี
4.        สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมตัวกันตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 + 2 + 3 รวมกับการกำหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน
5.  สหภาพการเมือง (Political Union) ถือเป็นจุดสุดท้ายของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใช้นโยบายการเมืองและความมั่นคงอันเดียวกัน เช่นเดียวกับ United States of America ขั้นตอนนี้ยังคงเป็นไปได้ยากเพราะรัฐต่าง ๆ ยังอยากสงวนอำนาจอธิปไตยในการกำหนดนโยบายการเมืองและความมั่นคงของตนเองอยู่
( ทฤษฎีนี้เหมาะสำหรับไปใช้อธิบายความร่วมมือในทางเศรษฐกิจแบบกลุ่มประเทศ เช่นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียน อียู หรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ ของโลก)
แนวคิดทั้ง 3 มีส่วนสัมพันธ์กัน คือ แนวคิดเสรีนิยมใหม่ก่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างประเทศ เพราะเสรีนิยมเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้แนวคิดแบบนี้กระจายไปทั้งโลก จะพบว่าปัจจุบันทั่วโลกต่างรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมากขึ้น
ประเทศไทยของเราได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมมายาวนาน เนื่องจากเราเปิดรับโลกภายนอกมาตั้งแต่ยุคอยุธยา รวมทั้งการทำสนธิสัญญาเบาริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ส่งผลให้ประเทศไทยเอาตัวเองไปผูกติดกับโลกาภิวัตน์อย่างเต็มที่มากขึ้น ผลกระทบที่สำคัญของโลกาภิวัตน์และแนวคิดเสรีนิยมที่มีต่อประเทศไทยคือ
1.   ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาตลาดภายนอก แนวคิดเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้มากขึ้น รวมทั้งสามารถดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น สภาพเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจสหรัฐ ญี่ปุ่น อียู ตกต่ำส่งผลกระทบต่อเราด้วย
2.   ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม โลกาภิวัฒน์ทำให้วัฒนธรรมของสังคมไทยเปลี่ยนไป
3.   ผลกระทบทางการเมือง แนวคิดเสรีนิยมมีผลทำให้รัฐบาลมีบทบาทน้อยลงในการกำหนดความเป็นไปของสังคม โดยเอกชนและประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายมากขึ้น
ทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ความร่วมมือทางการเมือง
1.ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Bower) เป็นทฤษฎีที่บอกว่าโลกจะไม่เกิดปัญหาความรุนแรง ไม่มีสงคราม หากมีความได้ดุลในอำนาจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้องกลัวอำนาจของอีกฝ่าย
เช่นรัสเซียก็พยายามสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา หรือในยุคของสงครามเย็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็พยายามรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างดุลอำนาจกับฝ่ายโลกเสรี
ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ
1. ทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) จะมองว่าในโลกนี้จะแบ่งรัฐออก รัฐแกนกลาง (Core) ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วกับรัฐปริมณฑล (Periphery) ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่รัฐแกนกลางได้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ด้านต่างๆ จากประเทศปริมณฑล ส่งผลให้ประเทศปริมณฑลต้องด้อยพัฒนา ไม่มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง

2. ทฤษฎีระบบโลก <

aoomaumWed Sep 05 2012 04:23:28 GMT+0700 (ICT)