smartroom / บอร์ดส่งงานรายวิชา ส 22203 พระพุทธฯ ห้อง ม.2-153 / หน่วยที่ 4 พุทธศาสนสุภาษิต คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา และ พระไตรปิฎก งานชื้นที่ 001

หน่วยที่ 4 พุทธศาสนสุภาษิต คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา และ พระไตรปิฎก งานชื้นที่ 001

loading picture

พระไตรปิฎก
เป็นคัมภีร์หรือตำราทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งรวบรวมคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า  ไว้เป็นหมวดหมู่   แบ่งออกเป็น 3 ปิฎก ด้วยกันคือ
                1.  พระวินัยปิฎก  ว่าด้วยวินัยหรือศีลของ ภิกษุและภิกษุณี
                2.  พระสุตตันตปิฎก  ว่าด้วยพระธรรมเทศนาโดยทั่วไป มีประวัติและท้องเรื่องประกอบ
                3.  พระอภิธรรมปิฎก   ว่าด้วยธรรมะล้วน  ไม่มีประวัติ และท้องเรื่องประกอบ

แผนผังพระไตรปิฎก
       
พระวินัยปิฎก   มีอยู่ 5 หมวดด้วยกันคือ
                1. 
มหาวิภังค์ ว่าด้วยข้อห้าม หรือวินัยที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ของพระภิกษุ  เป็นศีลของภิกษุที่มาในปาติโมกข์
                2. ภิกษุณีวิภังค์  ว่าด้วยข้อห้าม หรือวินัย ของพระภิกษุณี
                3.  มหาวัคค์  ว่าด้วยพุทธประวัติตอนแรก  และพิธีกรรมทางพระวินัย  แบ่งออกเป็นขันธกะ

10  หมวด
                4.  จุลลวัคค์   ว่าด้วยพิธีกรรมทางพระวินัย  ความเป็นมาของพระภิกษุณี และประวัติการทำสังคายนา  แบ่งออกเป็นขันธกะ 12 หมวด
                5.  บริวาร   ว่าด้วยข้อเบ็ดเตล็ดทางพระวินัย  เป็นการย่อหัวข้อสรุปเนื้อความ  วินิจฉัยปัญหาใน 4  เรื่องข้างต้น

       
พระสุตตันตปิฎก   มีอยู่ 5 หมวดด้วยกันคือ
                1.  ทีฆนิกาย   ว่าด้วยพระสูตร  หรือพระธรรมเทศนาขนาดยาว  มี 34 สูตร

                2.  มัชฌิมนิกาย   ว่าด้วยพระสูตร หรือพระธรรมเทศนาขนาดกลาง ไม่ยาวและไม่สั้นเกินไป

มี  152  สูตร

                3.  สังยุตตนิกาย   ว่าด้วยพระสูตร หรือพระธรรมเทศนา ที่ประมวลธรรมะไว้เป็นพวก ๆ เรียกว่า สังยุต เช่นกัสสปสังยุต ว่าด้วยเรื่องของพระมหากัสสป     โกศลสังยุต  ว่าด้วยเรื่องในแคว้นโกศล  มัคคสังยุต  ว่าด้วยเรื่องมรรคคือข้อปฎิบัติ เป็นต้น   มี  7,762  สูตร

                4.  อังคุตตรนิกาย   ว่าพระพระสูตร หรือพระธรรมเทศนาเป็นข้อ ๆ ตามลำดับจำนวน เช่น ธรรมะหมวด 1   ธรรมะหมวด 2   ธรรมะหมวด  10   แต่ละข้อก็มีจำนวนธรรมะ  1, 2, 10  ตามหมวดนั้น

มี  9,557  สูตร

                5.  ขุททกนิกาย   ว่าด้วยพระสูตร หรือพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ด  รวมทั้งภาษิตของพระสาวก ประวัติต่าง ๆ  และชาดก  รวบรวมหัวข้อธรรมที่ไม่จัดเข้าใน  4 หมวดข้างต้น  แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่มี 15 เรื่อง

พระอภิธรรมปิฎก   แบ่งออกเป็น 7 เรื่องด้วยกันคือ
                1.  ธัมมสังคณี   ว่าด้วยธรรมะ รวมเป็นหมวดเป็นกลุ่ม

                2. วิภังค์   ว่าด้วยธรรมะแยกเป็นข้อ ๆ

                3.  ธาตุกถา   ว่าด้วยธรรมะจัดระเบียบความสำคัญโดยถือธาตุเป็นหลัก

                4.  ปุคคลบัญญัติ  ว่าด้วยบัญญัติ 6 ชนิด  และแสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติอันเกี่ยวกับบุคคล

                5.  กถาวัตถุ  ว่าด้วยคำถามคำตอบในหลักธรรม  จำนวนหนึ่งประมาณ  219  หัวข้อ  เพื่อถือเป็นหลักในการตัดสินพระธรรม

                6.  ยมก   ว่าด้วยธรรมะที่รวมเป็นคู่ ๆ

                7.  ปัฏฐาน   ว่าด้วยปัจจัย  คือสิ่งที่เกื้อกูลสนับสนุน  24  อย่าง

ความเป็นมาของพระไตรปิฎก
                1.  พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ร้อยกรองพระธรรมวินัย    สมัยเมื่อนิครนถ์  นาฎบุตร  เจ้าลัทธิสำคัญคนหนึ่งสิ้นชีพ  พวกสาวกเกิดแตกกัน พระจุนทเถระเกรงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ในพระพุทธศาสนา  จึงพร้อมกับพระอานนท์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  พระองค์ได้ทรงตรัสบอกพระจุนทะ ให้รวบรวมธรรมภาษิตของพระองค์ และทำสังคายนา คือจัดระเบียบทั้งโดยอรรถและพยัญชนะ  เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นต่อไป

                2.  พระสารีบุตรแนะนำให้ร้อยกรองพระธรรมวินัย  ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ค่ำวันหนึ่ง  เมื่อพระผู้มีพระภาคแสดงธรรมจบแล้ว  ได้มอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงธรรมต่อ  พระสารีบุตรได้แนะนำให้รวบรวม  ร้อยกรองพระธรรมวินัย   โดยจัดหมู่ธรรมะเป็นข้อ ๆ ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 10  ว่ามีธรรมะใดบ้างอยู่ในหมวดนั้น ๆ  พระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง  เห็นว่าบรรดาพระภิกษุทั้งหลายยังใคร่จะฟังธรรมต่อไปอีก พระองค์จึงได้มอบหมายให้พระสารีบุตร แสดงธรรมแทน  พระสารีบุตรได้  แนะนำให้รวบรวมร้อยกรองพระธรรมวินัย โดยจัดหมวดหมู่ธรรมะเป็นข้อ ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๐ ว่ามีธรรมะใดบ้างอยู่หมวด ๑ หมวด ๒ จนถึงหมวด ๑๐ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

                3.  พระมหากัสสป   เป็นผู้ริเริ่มให้มีการสังคายนา จัดระเบียบพระพุทธวจนะให้เป็นหมวดหมู่

                4.  พระอานนท์   เป็นผู้ที่ทรงจำพระพุทธวรนะไว้ได้มาก  เป็นพุทธอุปฐาก ได้ขอพร หรือขอรับเงื่อนไขจาก พระพุทธเจ้า 8 ประการ  ในเงื่อนไขประการที่ 7  และประการที่ 8  มีส่วนช่วยในการ สังคายนาพระธรรมวินัยมาก  กล่าวคือ

            ประการที่ 7   ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด  ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น

            ประการที่ 8   ถ้าพระองค์แสดงข้อความอันใด  ในที่ลับหลังข้าพระองค์  ครั้นเสด็จมาแล้ว จักตรัสบอกข้อความอันนั้น  แก่ข้าพระองค์

            ทั้งนี้โดยเฉพาะประการที่ 8  อันเป็นข้อสุดท้ายมีเหตุผลว่า  ถ้ามีใครถามท่านในที่ลับหลัง พระพุทธเจ้าว่า คาถานี้  สูตรนี้  ชาดกนี้  พระผู้มีพระภาดแสดงที่ไหน  ถ้าพระอานนท์ตอบไม่ได้  ก็จะมีผู้กล่าวว่า  พระอานนท์ตามเสด็จพระศาสดาไปดุจเงาตามตัว  แม้เพียงเรื่องเท่านี้ก็ไม่รู้

            ดังนั้น  เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว  พระอานนท์จึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ในคราวสังคายนาครั้งแรก  หลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือน

            ในสมัยที่ยังไม่มีการจดจารึกเรื่องราวไว้  เป็นตัวอักษรอย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน  มนุษย์จึงต้องอาศัยความจำเป็นเครื่องสำคัญ  ในการบันทึกเรื่องราวนั้น ๆ ไว้  แล้วบอกเล่าต่อ ๆ กันมา  การทรงจำและบอกต่อ ๆ กันมาด้วยปากนี้  เรียกว่า มุขปาฐะ

                5.  พระอุบาลี  เป็นผู้ที่สนใจและจดจำพระธรรมพระวินัยได้เป็นพิเศษ  มีความเชี่ยวชาญใน พระวินัย  ในการทำสังคายนาครั้งแรก  พระอุบาลีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับ พระวินัยปิฎก

                6.  พระโสณกุฎิกัณณะ  เป็นผู้ที่ทรงจำได้ดีมาก เคยท่องจำบางส่วนของ พระสุตตันตปิฎก  เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า  ได้รับสรรเสริญว่าทรงจำได้ดีมาก  รวมทั้งท่วงทำนองในการกล่าว   ว่าไพเราะ สละสลวย   แสดงให้เห็นถึง การท่องจำพระธรรมวินัย  ได้มีมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้า

การสังคายนาพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ สมัยเมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า  ธรรมวินัยที่เราแสดงแล้ว    บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว
                ตามหลักฐานของพระเถระฝ่ายไทย กล่าวว่า การสังคายนามี 9 ครั้ง

การสังคายนาครั้งที่ 1  กระทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์   ประเทศอินเดียปัจจุบัน   กระทำหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน มีพระอรหันต์ประชุมกัน 500 รูป   พระมหากัสสปเป็นประธานและเป็นผู้สอบถาม พระอานนท์เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระธรรม พระอุบาลี  เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระวินัย พระเจ้าอชาติศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์ กระทำอยู่ 7 เดือน   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้มีปรากฎอยู่ในพระวินัยปิฎก
การสังคายนาครั้งที่ 2  กระทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดียปัจจุบัน   กระทำเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี มีพระสงฆ์ประชุมกัน 700 รูป พระยสะ กากัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวน พร้อมพระผู้ใหญ่อีก 8 รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบปัญหาทางพระวินัย ที่เกิดขึ้น กระทำอยู่ 8 เดือน  จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้ มีปรากฎในพระวินัยปิฎก
การสังคายนาครั้งที่ 3  กระทำที่อโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย กระทำเมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 235 ปี   มีพระสงฆ์ประชุมกัน 1,000 รูป พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นหัวหน้า พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ กระทำอยู่ 9 เดือน   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้  พระโมคคลีบุตรได้แต่งกถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์ในพระอภิธรรมเพิ่มขึ้น  เมื่อทำสังคายนาเสร็จแล้วได้ส่ง คณะทูต ไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ   พระมหินทเถระได้นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกา
การสังคายนาครั้งที่ 4  กระทำที่อินเดียภาคเหนือ  ณ เมืองชาลันทร  แต่บางหลักฐานก็ว่า กระทำที่เมืองกาษมีระหรือแคชเมียร์   ภิกษุที่เข้าประชุมมีทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน   กระทำเมื่อ พ.ศ. 643  มีกษัตริย์ประเทศราชมาร่วม 21 พระองค์  มีทั้งพระสงฆ์ผู้คงแก่เรียนและพราหมณ์ผู้ทรงความรู้ประชุมกัน  การสังคายนาครั้งนี้จึงมีลักษณะผสมคือ  มีทั้งพุทธและพราหมณ์  ภาษาที่ใช้สำหรับพระไตรปิฎกไม่เหมือนกัน  คือฝ่ายเถรวาทใช้ภาษาบาลี  ฝ่ายมหายานใช้ภาษาสังสฤต (บางครั้งก็ปนปรากิต)   การสังคายนาครั้งนี้ ไม่มีบันทึกหลักฐานทางฝ่ายเถรวาท

52032Wed Jul 07 2010 08:45:22 GMT+0700 (ICT)