tamma / พูดคุย-แบ่งปัน / FW: หน้าที่ของชาวนา บทความของคุณแอสตั้น 27 ขอให้มีความสุขในการอ่าน

FW: หน้าที่ของชาวนา บทความของคุณแอสตั้น 27 ขอให้มีความสุขในการอ่าน

มีคำถามหนึ่งถูกโพสต์ไว้ในบล็อกคำถาม เป็นคำถามที่ดีและมีประโยชน์มาก
ขอถือโอกาสเอามาตอบไว้ในนี้แทนนะครับ

ทำไมทั้งๆที่เห็นอยู่ ว่าสภาวะต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เดี่ยวเบื่อ เดี๋ยวเบิกบาน เดี๋ยวเซ็ง เดี๋ยวมีกำลัง แต่ก็ยังไม่เกิดปัญญาซักที แล้วก็หงุดหงิดอีก แล้วก็เหนื่อยหน่าย ซักพักก็ดีขึ้นมา วนเวียนอยู่แบบนี้ วันแล้ววันเล่า แต่ปัญญา ไม่ได้เกิดเลย ควรจะทำอย่างไรต่อดีคะ

โดย: เปลวเทียน วันที่:
3 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:57:51 น.

หลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเคยเทศน์ไว้หลายครั้งใจความว่า
พวกเราเป็นผู้แสวงหาธรรม.. แต่พวกเรามักชอบปฏิเสธธรรม


พระพุทธเจ้าบอกว่า ทุกข์ให้รู้ สมุทัย(ความอยาก)ให้ละ

แต่พวกเรามักชอบหาทางละทุกข์ มากกว่าจะรู้ทุกข์

พระพุทธเจ้าบอกว่า ทางสายเอก ทางสายเดียวสู่การหลุดพ้น
คือสติปัฏฐาน 4 คือการเจริญสติ เพื่อเรียนรู้ความจริงของกายและจิต

พวกเราก็มักจะพยายามปฏิบัติธรรม เพื่อจะบังคับกาย บังคับจิต
นั่งสมาธิ ก็เพื่อจะได้เอาชนะเวทนา นั่งแล้วไม่ปวดไม่เมื่อย
จิตฟุ้งซ่าน จิตไม่ดี จิตแสดงความไม่เที่ยง ก็หาทางทำให้มันสงบ มันดี มันเที่ยง

เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้เห็นความจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าสอน เห็นไหมครับ

ท่านบอกว่า เวลาเจริญสติ กายเป็นยังไง ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ให้รู้ไปอย่างนั้น

มันมีเวทนา ปวด เมื่อย ล้า ก็ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น
มันมีความฟุ้งซ่าน เบื่อ เซ็ง เบิกบาน ดีใจ เสียใจ อิจฉา หงุดหงิด สงสัย ก็ให้รู้ทันว่าจิตเป็นอย่างนั้นเอง


ท่านไม่ได้บอกว่า ชาวพุทธทั้งหลาย เมื่อจะปฏิบัติให้ยืนตรง หรือให้นั่งขัดสมาธิเท่านั้น

ท่านไม่ได้บอกว่า ชาวพุทธทั้งหลาย เมื่อมีเวทนาเกิดในกายและจิต ให้หาทางเอาชนะมันเสีย

ท่านไม่ได้บอกว่า ชาวพุทธทั้งหลาย เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ให้ข่มมันให้สงบซะ
หรือเมื่อมันเบื่อ มันเซ็ง จงเอาชนะมัน ทำให้มันเบิกบาน

ท่านไม่ได้บอกว่า เมื่อมันหงุดหงิด อิจฉา สงสัย แปลว่าภาวนาผิด ให้แก้ไขโดยด่วน

ท่านเพียงแต่ให้เรา "รู้" ทันทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในกาย และจิต


ถามว่า เมื่อไหร่จะเกิดปัญญา ที่จริงทุกอย่างที่คุณรู้อยู่นี่แหละ คือตัวปัญญา

เพียงแต่คุณปฏิเสธมัน และไม่ยอมรับธรรมะ ที่จิตคุณแสดงให้ดู

จิตเขาบอกอยู่ทนโท่ว่า มันแปรปรวน มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ นี่คืออนิจจัง

จิตเขาบอกว่า ฉันไม่ได้ดีอยู่ตลอดหรอกนะ บางทีฉันมีเหตุฉันก็แย่ นี่คือทุกขัง

จิตเขาบอกว่า ฉันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เพราะเธอสั่งฉันได้ นี่คืออนัตตา

แต่ปัญญาเหล่านี้ มันต้องใช้เวลาในการซึมซาบลงไปในจิต
ที่เราเห็น เรา"คิด" ว่าเราเข้าใจ มันยังเข้าใจด้วยสมอง

แต่ตัวตนที่เรายึดว่าคือ นี่คือตัวเรา มันคือ "จิต" นะครับ
ฉะนั้น ถามว่า เมื่อไหร่ จะได้ปัญญา ก็ต้องตอบว่า เมื่อจิตมันยอมเปิดรับธรรมะ


ครูบาอาจารย์ท่านเคยเปรียบการภาวนาว่า เหมือนชาวนาปลูกข้าว

หน้าที่ของชาวนา คือถางดิน ไถดิน เปิดหน้าดิน หว่านดำข้าว

ดูแลให้น้ำพอเหมาะ ปุ๋ยพอดี ที่เหลือข้าวเขาจะงอกเอง


ขอแค่ให้แน่ใจว่า เราเอาเมล็ดข้าวมาปลูกนะ ไม่ใช่เมล็ดถั่ว

ชาวนา ไม่มีหน้าที่คอยถามนาว่า เมื่อไหร่จะเกี่ยวได้สักที


ปฏิบัติธรรม ต้องใจเย็นๆนะครับ เพราะของดี ไม่มีฟลุ๊ก

เพราะแม้แต่คนชื่อฟลุ๊ก ก็ไม่ได้โตเป็นผู้ใหญ่ในเจ็ดวันเสียเมื่อไหร่

ความรู้ทางโลก เราเรียนกันสิบกว่าปี กว่าจะได้ปริญญาตรี
นี่เพิ่งเรียนกันไม่เท่าไหร่ จะรีบไปไหนๆ รออิ๊กคิวซังก่อน


จะบอกเคล็ดลับให้ว่า เมื่อไหร่ ที่สงสัย ให้รู้ทันไว้นะครับ เพราะสงสัย ก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง

ความอยากได้ปัญญา ก็เป็นกิเลสอีกตัว เป็นกิเลสฝ่ายดี


แต่เราปฏิบัติธรรมแบบเอากิเลสนำหน้า ก็เหมือนไถนาแล้วเอาพลาสติกคลุมหน้าดิน

ก่อนจะหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงไป ข้าวไม่งอกหรอกนะครับ

สุขสันต์วันที่ยังมีที่นาให้ปลูกต้นข้าวแห่งธรรมกันทุกท่านครับ


cyberfrogyWed May 06 2009 20:25:44 GMT+0700 (ICT)