udontham / ชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 / อวัยวะของเรา
อวัยวะของเรา
อวัยวะของเรา
สวัสดีค่ะ บทเรียนออนไลน์นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียน รายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องระบบอวัยวะในร่างกาย
โครงสร้างของร่างกายเปรียบเสมือนโรงงานที่ประกอบด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ไตเปรียบเหมือนเครื่องกรอง ผิวหนังเปรียบเหมือนเครื่องปรับอุณหภูมิ ระบบไหลเวียนโลหิตเปรียบเหมือนระบบลำเลียงและคมนาคม เป็นต้น
ร่างกายประกอบด้วยระบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบหมุนเวียนโลหิต ฯลฯ ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ได้พลังงานมาใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดิน วิ่ง กินอาหาร หรือการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/saraburi/pimpilai_p/bmw/index.htmlตับ เป็นอวัยวะที่พบในสัตว์ชนิดต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึม รวมทั้งมีหน้าที่หลายประการในร่างกาย เช่นการสะสมไกลโคเจน การสังเคราะห์โปรตีนในพลาสมา การกำจัดพิษของยา และปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆมากมาย ตับยังจัดเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยตับจะผลิตน้ำดี ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร ในศัพท์ทางการแพทย์ คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับตับจะขึ้นต้นด้วยคำว่า hepato- หรือ hepatic ซึ่งมาจากคำในภาษากรีก hepar ซึ่งหมายถึงตับ ตับ ของผู้ใหญ่ปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และมีจะลักษณะนุ่ม มีสีชมพูอมน้ำตาล ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับสอ
พื้น ผิวของตับเกือบทั้งหมดจะถูกคลุมด้วยเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อบุสองชั้นที่คลุมอยู่บนอวัยวะต่างๆทางด้านหน้าของช่องท้อง เพื่อลดการเสียดสีระหว่างอวัยวะ นอกจากนี้จะพบว่าที่บริเวณตับ จะมีการพับของเยื่อบุช่องท้องเข้ามาภายในตับ และแบ่งตัวออกเป็นสองพูใหญ่ๆ เยื่อดังกล่าวนี้เรียกว่า ฟอลซิฟอร์ม ลิกาเมนต์ (falciform ligament) ซึ่งจะยึดตับไว้กับผนังช่องท้องทางด้านหน้า เมื่อมองจากทางด้านบนจะพบว่า ฟอลซิฟอร์ม ลิกาเมนต์นี้จะแยกตัวออกเป็นไทรแองกูลาร์ ลิกาเมนต์ ทั้งด้านซ้ายและขวา เพื่อยึดตับไว้กับกะบังลม และเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับจะวางตัวอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง และอยู่ใต้กะบังลม นอกจากนี้บางส่วนของตับยังวางอยู่บนกระเพาะอาหาร ปลายทางด้านซ้ายสุดของตับจะชี้ไปทางม้าม และบนพื้นผิวด้านหน้าของตับยังมีถุงน้ำดีวางตัวอยู่อีกด้วย
แก้ไขให้ นะครับ- ตับและโรคตับอักเสบ
ตับเป็น อวัยวะ ที่ สำคัญ มาก มี หน้า ที่ หลาย อย่าง เช่น การ สร้าง น้ำ ดี ช่วย ย่อย อาหาร ประเภท ไข มัน เก็บ สำรอง อาหาร โดย การ เก็บ glucose ไป สะ สม ไว้ ใน เซลล์ ตับ ใน รูป ของ glucogenและ เมื่อ ร่าง กาย ต้อง การ ใช้ ก็ จะ ทำ การ เปลี่ยน glucogenมา เป็น glucose ตับ เป็น แหล่ง สะ สม วิตามิน ต่างๆ เช่น วิตามิน เอ ดี และบี 12 และ ยัง ทำ หน้า ที่ ขจัด สาร พิษ ที่ ถูก ดูด ซึม เข้า สู่ กระแส เลือด
มะเร็งตับคืออะไร
ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักโดยประมาณ 2 %ของน้ำหนักตัว ตำแหน่งของตับอยู่ชายโครงขวา แบ่งเป็น 2 กลีบคือกลีบขวา และซ้ายโดยมีเส้นเลือดมาเลี้ยง 2 เส้นคือ hepatic artery และ portal vein ตับมีหน้าที่สะสมสารอาหาร เช่น น้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินไว้ให้ร่างกายใช้ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำลายของเสีย
ตับยังทำหน้าที่สร้างไข่ขาว Albumin ซึ่งทำทำหน้าที่รักษาความสมดุลของน้ำในเซลล์และเนื้อเยื่อ และยังนำฮอร์โมนไปเนื้อเยื่อ
ชนิดของเนื้องอกตับ
มีทั้งที่เป็นเนื้องอกธรรมดา และเป็นเนื้องอกร้ายท่านผู้อ่านคงต้องจำชื่อโรคไว้เพราะการรักษาต่างกัน
- Hemangioma เป็นเนื้องอกที่เกิดจากหลอดเลือด ไม่มีอาการ บางรายมีเลือดออก การรักษาใช้ผ่าตัด
- Hepatic adenomas เกิดจากเซลล์ตับรวมกันเป็นก้อน ผู้ป่วยมาด้วยแน่นท้อง หรือคลำได้ก้อนที่ท้อง มักพบในผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน การรักษาใช้ผ่าตัดเอาออก
- Focal nodular hyperplasia (FNH) เกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์ตับหลายชนิด เช่น เซลล์ของเนื้อตับ เซลล์ของท่อน้ำดี การรักษาผ่าตัดเอาเนื้องอกออก
สำหรับเนื้องอกที่เป็นมะเร็งมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิดคือ- Angiosarcomas or hemangiosarcomas เกิดจากเซลล์หลอดเลือดในตับพบมากในผู้ป่วยที่สัมผัส vinyl chloride or to thorium dioxide (Thorotrast) สารvinyl chloride เป็นสารเคมีที่ใช้ในงานพลาสติก มะเร็งชนิดนี้พบน้อย แพร่กระจายเร็วส่วนมากผ่าตัดไม่ได้ การรักษาให้เคมีบำบัด
- Cholangiocarcinoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของท่อน้ำดี พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภาคอิสาน ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้ได้แก่ ผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งนี้พบได้ 13%ของมะเร็งตับ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตับโต และปวดท้อง เนื่องจากก้อนมีขนาดใหญ่ทำให้ผ่าตัดได้ไม่หมดมักต้องให้เคมีบำบัด และฉายแสงมักจะมีอายุ 6 เดือนหลังการวินิจฉัย
- Hepatoblastoma เป็นมะเร็งพบในเด็ก ถ้าพบในระยะเริ่มต้นการผ่าตัดจะได้ผลดี
- Hepatocellular carcinoma เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากเซลล์ของตับ ในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะมะเร็งชนิดนี้
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับมีอะไรบ้าง
- ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี พบว่าหากเป็นเรื้อรังจะพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูง
- การได้รับสาร Aflatoxin ซึ่งเป็นสารเคมีที่ผลิตจากเชื้อราที่อยู่ในอาหารพวก ถั่ว แป้งสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าว
- ตับแข็งจากจาก สุรา ตับอักเสบ เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ
- การได้รับสาร vinyl chloride
- ยาคุมกำเนิดดังได้กล่าวข้างต้น
- ยาฮอร์โมนเพศชาย ที่ใช้รักษาโรคโลหิตจาง หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบว่ามีการเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ
- สารหนู หากได้รับติดต่อกันก็เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งตับ
- สูบบุหรี่ บางรายงานกล่าวว่าการสูบบุหรี่ทำให้มะเร็งตับเพิ่ม
มะเร็งตับป้องกันได้หรือไม่
มะเร็งตับสามารถป้องกันได้โดยการสาธารณะสุข
- แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี แก่เด็กทุกราย รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี และซี
- ลดสาร aflatoxin โดยการเน้นการเก็บอาหารให้แห้งเพื่อลดปริมาณ aflatoxin
- โรคตับแข็ง โดยการลดการดื่มสุรา
- พยาธิใบไม้ในตับ ให้ประชาชนลดการบริโภคอาหารดิบๆ
- สารเคมีต่าง ควรมีมาตรการป้องกันทั้งผู้บริโภค และคนงานมิให้ได้รับสารเคมีเหล่านี้
เราสามารถให้การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับเมื่อเริ่มเป็นได้หรือไม่
เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งในระยะเริ่มต้นหากวินิจฉัยได้ย่อมทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดมีความเป็นไปได้สูง โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่ให้การวินิจฉัยระยะเริ่มแรกได้ช้าเนื่องจากไม่ค่อยมีอาการ เมื่อมีอาการโรคก็เป็นมากแล้ว
การเจาะเลือดหาสาร alfa-fetoprotein ซึ่งถ้าเป็นมะเร็งค่านี้ก็จะสูง ได้มีการเจาะหาค่านี้เพื่อตรวจหามะเร็งแรกเริ่ม ซึ่งหากนำมาหาในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรัง ก็สามารถให้การวินิจฉัยมะเร็งในระยะแรกเริ่มได้ แต่ก็มีมะเร็งตับบางชนิดไม่สร้าง alfa-fetoprotein









http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/liver_cancer.htm
อาการของโรคมะเร็งตับ
ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่มีอาการโดยมากจะเป็นมาก อาการของโรคมะเร็งตับมีอาการเหทือนกับมะเร็งที่ระบบอื่น อาการต่างๆที่พบได้คือ
- น้ำหนักลด
- เบื่ออาหาร
- จุกเสียดแน่นท้อง
- ปวดท้องตลอดเวลา
- ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- คลำได้ก้อนที่บริเวณตับ
- อาการผู้ป่วยทรุดอย่างรวดเร็ว
การวินิจฉัย
แพทย์จะซักประวัติ และตรวจร่างกายแล้วส่งตรวจ
- ultrasound ใช้คลื่นเสียงผ่านตับเพื่อหาว่ามีก้อนบริเวณตับหรือไม่
- CT Scan บริเวณตับเพื่อหาก้อน
- Angiography คือการฉีดสีเข้าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ แพทย์จะทำในบางรายเพื่อวางแผนผ่าตัด
- Laparoscopy คือส่องกล้องเข้าช่องท้องเพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายเข้าท้องหรือยัง เป็นการวางแผนก่อนผ่าตัด
- Biopsy คือการนำชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิ วิธีการนำชิ้นเนื้อสามทำได้โดย การใช้เข็มเจาะ หรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อนั้นส่งตรวจ
- การเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจ alfa-fetoprotein มักเจาะในรายที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ และเพื่อติดตามการรักษาว่ามะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือไม่
การรักษา
การรักษาขึ้นกับชนิดของมะเร็งตับ ขึ้นกับว่าโรคเป็นมากหรือยังโดยทั่วไปมีการรักษาดังต่อไปนี้คือ
- การผ่าตัด จะทำได้ก็ต่อเมื่อมะเร็งนั้นอยู่เฉพาะที่ตับ และขนาดไม่ใหญ่มาก และที่สำคัญตับต้องไม่มีโรคอื่น เช่นตับแข็ง
- embolization คือการฉีดสารบางอย่างให้อุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็งทำให้มะเร็งขาดเลือดเป็นการรักษาในภาวะที่ผู้ป่วยไม่เหมาะในการผ่าตัด
- การให้เคมีบำบัด เนื่องจากโรคมะเร็งตับมักจะดื้อต่อยาเคมี จึงไม่ค่อยได้ผล
- การฉายรังสี ไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากตับที่ดีมีผลเสียจากรังสี http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/liver_cancer.htm
อืม เนื้อหาน่าอ่านดี แต่ภาพน้อยไปหน่อยครับ อาจหาภาพที่เกี่ยวข้องต่างหาก แล้วนำมาวางโดยบอกที่มาของภาพด้วยนะครับ
รู้มั้ย .. อวัยวะของเรา ก็ต้องตอกบัตรเข้างานนะ
01.00น. - 03.00น. เป็นเวลาของตับ
ขอบอกเลยว่า.. ทุกคนควรหลับพักผ่อนให้เป็นประจำ ช่วงเวลานี้ เพราะตับจะหลั่งสารมีราโทนิน
ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย ทีสำคัญห้ามกินเวลานี้เด็ดขาดเพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
03.00 น. -05.00 น. เป็นเวลาของปอด
สิ่งทีดีที่สุด ที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี
05.00 น. -07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
เพราะฉะนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัว คือ ท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละที ขอแนะนำว่าให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว
น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำมะนาว 4-5 ลูก
07.00 น. -09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
ควรรับประทานอาหารเช้าช่วงเวลานี้ทุกวัน เพระถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล
ที่สำคัญหน้าจะแก่ไว น่ากลัวมากๆ 5-5-5
09.00 น. -11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
พูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับ ทำตัวให้กระฉับกระเฉงเข้าไว้
11.00 น. -13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
ควรทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนัก ก็ควรจะผ่อนคลายซะบ้าง ..
13.00 น. -15.00 น. เป็นช่วงของลำไส้เล็ก
งดกินอาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน
15.00 น. - 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ออกกำลังกาย หรืออบตัวให้เหงื่อ ออก อย่ากลั้นปัสสาวะ อ้อ อย่ากลั้นหายใจ หายใจเข้า-ออก ให้คิดถึงเธอ..งืมๆ เพล้งงงง.. มีคนปาช้อนใส่
555
17.00 น. -19.00 น. เป็นเวลาของไต
อาบน้ำ ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก
19.00 น. -21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ควรหยุดทำงาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์
21.00 น. -23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
ทำให้ร่างกายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ อ้อ ปิดมือถือหลัง 23.00 น. รับทราบครับ..
23.00 น. -01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
ถ้าไม่หลับช่วงนี้ มีโอกาสเกิดโรคมากมายและทำให้ร่างกายทรุดโทรมไว นอนหลับให้สนิท
GoOD Night. งับๆ
อ้อ สำหรับคนที่ชอบนอนกลางวัน ระวังอย่าให้ยุงกัด เพราะอาจจะทำให้เป็นไข้เลือดออก
ไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่ออันตราย เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ มียุงลายเป็นพาหะนำโรค แพร่เชื้อเมื่อกัด และดูดเลือดผู้ป่วย เชื้อไวรัสนี้จะเจริญในตัวยุง
3-10 วัน ก่อนที่ยุงจะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้ที่ถูกกัดเป็นคนต่อไป อาการมีไข้สูงฉับพลัน ไข้มักจะสูงลอย 2-7 วัน อาจมีอาการปวดศรีษะ เบื่ออาหาร
อาเจียน ปวดท้อง หลังมีไข้ 2-3 วัน อาจพบมีจุดแดงคล้ายยุงกัดตามแขน ขา บางรายอาเจียนเป็นเลือด เมื่อไข้ลด ผู้ที่มีอาการรุนแรง จะเกิดภาวะช็อค
คือมือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ชีพจรเบาเร็ว ขึ้นลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้
ด้วยความปรารถนาดี เป็นห่วงชาวอารมณ์ดีทุกท่าน..
ที่มา:http://www.tertom.com/boards/index.php?topic=1065.0




มี 2 โรคตับอักเสบชนิด

- โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
- โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด
- chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก
- chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
- ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
- ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/hepaindex.htm
โรคตับ สมุนไพร บำรุงตับ
สมุนไพรสำหรับโรคตับ บำรุงตับ ได้แก่ เห็ดหลินจือ,ขมิ้นชัน,อาร์ติโชค,ลูกใต้ใบ สมุนไพรเหล่านี้ ใช้ในการรักษาโรคตับ ต้านพิษป้องกันตับ ต้านไวรัสตับ บำรุงตับ กระตุ้นการทำงานของตับให้ดีขึ้น
http://www.alternativecomplete.com/alternative2.php
โรคตับมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยได้แก่ โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ โรคฝีในตับ โรคต่อมน้ำดีตีบตันในเด็ก โรคผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิด และที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือ โรคตับอักเสบ
โรคตับเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ จากเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย จากพิษของยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคไขมันในเลือดสูง และอื่น ๆ จากการดื่มสุราเป็นประจำ รับประทานอาหารดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นโรคตับมาแต่กำเนิด จากไขมันคั่งสะสมในตับ ส่วนใหญ่โรคตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดก็คือโรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชนิด บี , ซี และ ดี
โรคตับจะติดกันได้เฉพาะโรคตับที่เกิดจากไวรัสเท่านั้น ได้แก่ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี เชื้อไวรัสเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีต่างกัน ชนิดเอ และอี จะแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระไปสู่ชุมชนเช่นตามแหล่งน้ำ และปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำ
ส่วนเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี ซี และดี จะติดต่อกันทางเลือด เช่นโดยทางเข็มฉีดยามีดโกน ของมีคมที่เปื้อนเลือดคนมีเชื้อ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และจากมารดาสู่บุตร
ไวรัสตับอักเสบ บี (Virus B) ทำให้เกิดโรคตับอย่างไร
เรื่องไวรัสตับอักเสบ บี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะตัวไวรัสตับอักเสบ บี เองไม่ได้เป็นผู้ที่ทำลายตับโดยตรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ การอับเสบของตับ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามทำลายไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งอาศัยอยู่ในเซล์ตับ ทำให้ตับเกิดการอักเสบ หากทิ้งไว้นาน ตับที่อักเสบนั้นจะมีพังผืดขึ้นเป็นแผลจนกลายเป็นโรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับในที่สุด นี่ก็เป็นเหตุผลที่ต้องรีบรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับนั่นเอง
โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา จะทำหน้าที่หาสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในร่างกาย แล้วทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น การที่ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมได้นั้น เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันมีการสร้างเม็ดเลือดขาว, B-cell, T-cell, Natural Killer cell, Cytokines เช่น Interferons เป็นต้น ซึ่งเป็นอาวุธในการทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งอาวุธที่จะช่วยเม็ดเลือดขาวกำจัดไวรัสก็คือ Interferons
Interferons เป็นโปรตีนธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เพื่อช่วยในการกำจัดไวรัส ไม่ว่าจะเป็นไวรัสที่ทำให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัส อะไรก็ตาม Interferons จะช่วยกับเม็ดเลือดขาวในการกำจัด ด้วยเหตุนี้หากร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและมีสาร Interferons ที่เป็นโปรตีนธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง ภูมิคุ้มกันก็สามารถเอาชนะเชื้อไวรัสได้ ในทางตรงกันข้าม หากภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงและมีสาร Interferons ไม่พอ ก็ไม่สามารถเอาชนะเชื้อไวรัสได้เช่นกัน
ดังนั้นทางแพทย์แผนปัจจุบัน จึงใช้วิธีการฉีดสาร Interferons สังเคราะห์ เข้าร่างกายในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี และซี รายที่มีสาร Interferons น้อย เพื่อช่วยในการรักษาควบคู่กับยาต้านไวรัส และยาบำรุง เพื่อให้สาร Interferons สังเคราะห์ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
อ่านเพิ่มเติมเรื่องไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ได้จาก
หนังสือความรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ บี (Virus B) จากมูลนิธิโรคตับ
หนังสือความรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ ซี (Virus C) จากมูลนิธิโรคตับหัวใจ
หัวใจ (อังกฤษ: Heart) ในกายวิภาคศาสตร์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นอวัยวะสำหรับการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายโดยอาศัยโครงสร้างของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) และระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในหัวใจซึ่งสร้างและควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
หัวใจวางตัวอยู่ในบรินกลางของช่องอก ในบริเวณที่เรียกว่า เมดิแอสไตนัมส่วนกลาง (middle mediastinum) ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกขนาบข้างด้วยปอด และมีหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดอาหารวางอยู่ใต้หัวใจ นอกจากนี้หัวใจยังถูกห่อหุ้มโดยเยื่อบางๆ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้หัวใจยังมีระบบหลอดเลือดเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า ระบบหลอดเลือดหัวใจ (coronary system) ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
ในศัพท์ทางการแพทย์ หัวใจและโครงสร้างที่เกี่ยวกับหัวใจจะใช้คำ Cardio- มาจาก kardia ซึ่งหมายถึงหัวใจในภาษากรีก
โครงสร้างและพื้นผิวของหัวใจ
สำหรับในร่างกายมนุษย์ หัวใจจะวางตัวอยู่ในช่องอกและเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หัวใจจะมีน้ำหนักประมาณ 250-350 กรัม และมีขนาดประมาณสามในสี่ของกำปั้น แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคหัวใจโต (cardiac hypertrophy) น้ำหนักของหัวใจอาจมากถึง 1000 กรัม หัวใจคนเรานั้นมี4ห้องคือ2ห้องบนและ2ห้องล่าง
บนพื้นผิวของหัวใจจะมีร่องหัวใจ (cardiac grooves) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการวางตัวของหลอดเลือดหัวใจ ร่องหัวใจที่สำคัญได้แก่
- ร่องโคโรนารี (Coronary grooves) หรือร่องเอตริโอเวนตริคิวลาร์ (atrioventricular groove) เป็นร่องที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องบน (atria) และหัวใจห้องล่าง (ventricle) ร่องนี้จะเป็นที่วางตัวของแอ่งเลือดโคโรนารี (coronary sinus) ทางพื้นผิวด้านหลังของหัวใจ
- ร่องอินเตอร์เวนตริคิวลาร์ด้านหน้า (Anterior interventricular groove) เป็นร่องที่แบ่งระหว่างหัวใจห้องซ้ายและหัวใจห้องขวาทางด้านหน้า และจะมีแขนงใหญ่ของหลอดเลือดแดงโคโรนารีด้านซ้าย (left coronary artery) วางอยู่
- ร่องอินเตอร์เวนตริคิวลาร์ด้านหลัง (Posterior interventricular groove) เป็นร่องที่แบ่งหัวใจระหว่างห้องซ้ายและห้องขวาทางด้านหลัง ส่วนใหญ่จะพบว่ามีแขนงของหลอดเลือดแดงโคโรนารีด้านขวา (right coronary artery) วางอยู่
ผนังหัวใจ
ผนังของหัวใจประกอบด้วยเนื้อเยื่อสามชั้น ได้แก่
- เยื่อหุ้มหัวใจชั้นใน (Epicardium) เป็นชั้นที่ติดต่อกับเยื่อหุ้มหัวใจด้านที่ติดกับหัวใจ (Visceral layer of pericardium) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวและแข็งแรง
- กล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardium) เป็นชั้นที่มีความหนามากที่สุด และประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจเกือบทั้งหมด
- เยื่อบุหัวใจ (Endocardium) เป็นชั้นบางๆที่เจริญมาจากเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88
ห้องหัวใจ
หัวใจจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ห้อง (heart chambers) และทิศทางการไหลของเลือดเข้าสู่แต่ละห้องจะถูกควบคุมโดยลิ้นหัวใจ (cardiac valves) ทำให้เลือดไม่ไหลย้อนเมื่อมีการบีบตัวและคลายตัว ในที่นี้จะกล่าวถึงห้องของหัวใจตามลำดับของการไหลของเลือดภายในหัวใจ
หัวใจห้องบนขวา
หัวใจห้องบนขวา (Right atrium) มีหน้าที่รับเลือดที่มาจากหลอดเลือดดำใหญ่ซุพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) ซึ่งรับเลือดมาจากร่างกายส่วนบน และหลอดเลือดดำใหญ่อินฟีเรียร์เวนาคาวา (Inferior vena cava) รับเลือดมาจากร่างกายช่วงล่าง ผนังของหัวใจห้องนี้ค่อนข้างบาง โดยเฉพาะทางด้านที่ติดกับหัวใจห้องบนซ้าย จะมีรอยบุ๋มที่เรียกว่า ฟอซซา โอวาเล (Fossa ovale) ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างหัวใจห้องบนทั้งสองห้องระหว่างที่อยู่ในครรภ์ โดยปกติจะไม่มีช่องเปิดใดๆ แต่ในกรณีที่รอยบุ๋มดังกล่าวนี้ยังคงเหลือช่องเปิดอยู่ อาจทำให้การไหลเวียนของเลือดภายในหัวใจผิดปกติได้ เลือดจากหัวใจห้องบนขวาจะไหลเข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา ผ่านทางลิ้นหัวใจไทรคัสปิด (Tricuspid valve)
หัวใจห้องล่างขวา
หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) จะอยู่ทางด้านหน้าสุดของหัวใจ และพื้นผิวทางด้านหลังของหัวใจห้องนี้จะติดกับกะบังลม หัวใจห้องล่างขวาทำหน้าที่รับเลือดจากหัวใจห้องบนขวา แล้วส่งออกไปยังปอด ผ่านลิ้นหัวใจพัลโมนารี (pulmonary valve) และหลอดเลือดแดงพัลโมนารี (pulmonary arteries) ที่ผนังของหัวใจห้องที่จะมีแนวของกล้ามเนื้อหัวใจที่สานต่อกัน และมีเอ็นเล็กๆที่ควบคุมลิ้นหัวใจไทรคัสปิด ซึ่งเรียกว่า คอร์ดี เท็นดินี (chordae tendinae) ซึ่งทำหน้าที่ยึดลิ้นหัวใจไทรคัสปิดไม่ให้ตลบขึ้นไปทางหัวใจห้องบนขวาระหว่างการบีบตัวของหัวใจห้องล่าง ดังนั้นจึงป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หัวใจห้องบนซ้าย
หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) มีขนาดเล็กที่สุดในห้องหัวใจทั้งสี่ห้อง และวางตัวอยู่ทางด้านหลังสุด โดยหัวใจห้องนี้จะรับเลือดที่ได้รับออกซิเจนจากปอดผ่านทางหลอดเลือดดำพัลโมนารี (pulmonary veins) และจึงส่งผ่านให้หัวใจห้องล่างซ้ายทางลิ้นไมทรัล (Mitral valve)
หัวใจห้องล่างซ้าย
หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle) จัดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดและมีผนังหนาที่สุด ทำหน้าที่หลักในการสูบฉีดเลือดไปยังทั่วทั้งร่างกายผ่านทางลิ้นหัวใจเออร์ติก (Aortic valve) และหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta)ห้องหัวใจ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88
โรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia) หรือ “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่อันตรายและพบว่าที่ป่วยเป็นโรคนี้มากในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยมากจะพบกับผู้ป่วยที่เคยมีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ แทรกตามมา เช่น ฝีในปอด (lung abscess) มีหนองในช่องหุ้มปอด, ปอดแฟบ (atelectasis) หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่ อาจจะทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
สาเหตุของโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายในรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น โดยอาการของผู้ป่วยที่มักจะเกิดขึ้นในทันทีคือ มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่น (โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น) หายในเร็วแต่ถี่ๆ (หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะจะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั้นอาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว
วิธีหลีกเลี่ยงอาการปอดบวมอักเสบ
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็สามารถกลับมาป่วยด้วยโรคนี้ได้ดังเดิม ดังนั้นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย และสิ่งที่จุช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการแพร่กระจายโรคปอดบวมคือ
1.) การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
2.) หมั่นดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
3.) รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และอาหารเสริมสุขภาพในปริมาณที่พอเหมาะ
4.) อย่าฉีดยาด้วยเข็มแชละกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ
5.) อย่าอมน้ำมันก๊าดเล่น ควรเก็บน้ำมันก๊าดให้พ้นมือเด็ก
6.) ป้องกันมิให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง (หลอดลมอักเสบถุงลมพอง) ด้วยการไม่สูบบุหรี่
7.) ในกรณีที่ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยระวังไม่ให้เด็กสำลัก ควรแยกของเล่นชิ้นเล็กๆ ออกห่างจากมือเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนำเข้าปาก
8.) เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด
การรักษา
1.) สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรแนะนำไปโรงพยาบาล
2.) ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากรักษาไม่ทัน อาจเสียชีวิตได้ ถ้าทีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย การรักษามักจะต้องทำการตรวจโดยเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ หรือเจาะเลือดไปเพาะเชื้อและให้การรักษาโดยให้ออกซิเจน น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจให้เพนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดในขนาดสูงๆ หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ
นอกจากโรคปอดบวมที่มักพบในฤดูฝนแล้ว โรคไข้เลือดออกก็เป็นอะไรที่เราต้องระมัดระวัง เพราะหน้าฝนมักมีน้ำท่วมขัง มีโอกาสที่จะถูกยุงลายกัดได้ง่าย และถ้าประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำด้วยแล้วก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม หากเราห่างไกลเข้าไว้ และรู้จักดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานสิ่งดีๆ พักผ่อนมากๆ และคิดในสิ่งดีๆ ก็จะทำให้ทั้งกายและใจเราเป็นสุข ห่างไกลจากโรคทั้งปวงโรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia) หรือ “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่อันตรายและพบว่าที่ป่วยเป็นโรคนี้มากในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยมากจะพบกับผู้ป่วยที่เคยมีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ แทรกตามมา เช่น ฝีในปอด (lung abscess) มีหนองในช่องหุ้มปอด, ปอดแฟบ (atelectasis) หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่ อาจจะทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
สาเหตุของโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายในรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น โดยอาการของผู้ป่วยที่มักจะเกิดขึ้นในทันทีคือ มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่น (โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น) หายในเร็วแต่ถี่ๆ (หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะจะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั้นอาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว
วิธีหลีกเลี่ยงอาการปอดบวมอักเสบ
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็สามารถกลับมาป่วยด้วยโรคนี้ได้ดังเดิม ดังนั้นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย และสิ่งที่จุช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการแพร่กระจายโรคปอดบวมคือ
1.) การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
2.) หมั่นดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
3.) รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และอาหารเสริมสุขภาพในปริมาณที่พอเหมาะ
4.) อย่าฉีดยาด้วยเข็มแชละกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ
5.) อย่าอมน้ำมันก๊าดเล่น ควรเก็บน้ำมันก๊าดให้พ้นมือเด็ก
6.) ป้องกันมิให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง (หลอดลมอักเสบถุงลมพอง) ด้วยการไม่สูบบุหรี่
7.) ในกรณีที่ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยระวังไม่ให้เด็กสำลัก ควรแยกของเล่นชิ้นเล็กๆ ออกห่างจากมือเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนำเข้าปาก
8.) เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด
การรักษา
1.) สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรแนะนำไปโรงพยาบาล
2.) ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากรักษาไม่ทัน อาจเสียชีวิตได้ ถ้าทีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย การรักษามักจะต้องทำการตรวจโดยเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ หรือเจาะเลือดไปเพาะเชื้อและให้การรักษาโดยให้ออกซิเจน น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจให้เพนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดในขนาดสูงๆ หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ
นอกจากโรคปอดบวมที่มักพบในฤดูฝนแล้ว โรคไข้เลือดออกก็เป็นอะไรที่เราต้องระมัดระวัง เพราะหน้าฝนมักมีน้ำท่วมขัง มีโอกาสที่จะถูกยุงลายกัดได้ง่าย และถ้าประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำด้วยแล้วก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม หากเราห่างไกลเข้าไว้ และรู้จักดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานสิ่งดีๆ พักผ่อนมากๆ และคิดในสิ่งดีๆ ก็จะทำให้ทั้งกายและใจเราเป็นสุข ห่างไกลจากโรคทั้งปวงโรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia) หรือ “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่อันตรายและพบว่าที่ป่วยเป็นโรคนี้มากในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยมากจะพบกับผู้ป่วยที่เคยมีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ แทรกตามมา เช่น ฝีในปอด (lung abscess) มีหนองในช่องหุ้มปอด, ปอดแฟบ (atelectasis) หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่ อาจจะทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
สาเหตุของโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายในรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น โดยอาการของผู้ป่วยที่มักจะเกิดขึ้นในทันทีคือ มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่น (โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น) หายในเร็วแต่ถี่ๆ (หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะจะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั้นอาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว
วิธีหลีกเลี่ยงอาการปอดบวมอักเสบ
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็สามารถกลับมาป่วยด้วยโรคนี้ได้ดังเดิม ดังนั้นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย และสิ่งที่จุช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการแพร่กระจายโรคปอดบวมคือ
1.) การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
2.) หมั่นดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
3.) รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และอาหารเสริมสุขภาพในปริมาณที่พอเหมาะ
4.) อย่าฉีดยาด้วยเข็มแชละกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ
5.) อย่าอมน้ำมันก๊าดเล่น ควรเก็บน้ำมันก๊าดให้พ้นมือเด็ก
6.) ป้องกันมิให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง (หลอดลมอักเสบถุงลมพอง) ด้วยการไม่สูบบุหรี่
7.) ในกรณีที่ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยระวังไม่ให้เด็กสำลัก ควรแยกของเล่นชิ้นเล็กๆ ออกห่างจากมือเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนำเข้าปาก
8.) เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด
การรักษา
1.) สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรแนะนำไปโรงพยาบาล
2.) ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากรักษาไม่ทัน อาจเสียชีวิตได้ ถ้าทีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย การรักษามักจะต้องทำการตรวจโดยเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ หรือเจาะเลือดไปเพาะเชื้อและให้การรักษาโดยให้ออกซิเจน น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจให้เพนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดในขนาดสูงๆ หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ
นอกจากโรคปอดบวมที่มักพบในฤดูฝนแล้ว โรคไข้เลือดออกก็เป็นอะไรที่เราต้องระมัดระวัง เพราะหน้าฝนมักมีน้ำท่วมขัง มีโอกาสที่จะถูกยุงลายกัดได้ง่าย และถ้าประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำด้วยแล้วก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม หากเราห่างไกลเข้าไว้ และรู้จักดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานสิ่งดีๆ พักผ่อนมากๆ และคิดในสิ่งดีๆ ก็จะทำให้ทั้งกายและใจเราเป็นสุข ห่างไกลจากโรคทั้งปวงhttp://www.vibhavadi.com/web/mediainfo.php?id=203โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)
ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า ปอดบวม หมายถึง การอักเสบของเนื้อปอด มีหนองขัง บวม จึงทำหน้าที่ไม่ได้เต็มที่ ทำให้การหายใจสะดุด เกิดอาการหายใจหอบ เหนื่อย อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ จึงนับว่าเป็นโรคร้ายเฉียบพลันชนิดหนึ่ง

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)
พอเข้าฤดูฝน หลายคนอาจรู้สึกไม่ค่อยสบาย หรืออาจเจ็บป่วยกันมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเชื้อโรคหลายตัวที่มากับฝน โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบไปจนถึงโรคที่เกี่ยวกับปอด
สถานการณ์ทั่วไปจากรายงานของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่เดือนมกราคม – 14 มีนาคม 2552 พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบของประเทศ จำนวน 22,827 ราย อัตราป่วยคิดเป็นร้อยละ 36.21 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 143 ราย
รายงานข้อมูลทางสถิติของโรงพยาบาลพญาไท 2 ตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2552 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวน 112 ราย และเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 90 ราย ซึ่งเป็นอันดับสูงสุด
สาเหตุของโรค เกิดจาก
1. เชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อ Pneumococcus และที่พบน้อย แต่ร้ายแรง ได้แก่ Staphylococcus และ Klebsiella
2 .เชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัด สุกใส เชื้อไวรัสซาร์ส (SARS virus)
3 .เชื้อไมโคพลาสมา ทำให้เกิดปอดอักเสบชนิดที่เรียกว่า Atypical pneumonia เพราะมักจะไม่มีอาการหอบอย่างชัดเจน
4. อื่นๆ เช่น สารเคมี, เชื้อ Pneumocystis carinii ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยเอดส์ , เชื้อรา พบน้อย แต่รุนแรง เป็นต้น
การติดต่อ
เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลักเอาสารเคมี หรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา การให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้นอาการและอาการแสดง
อาการของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1.กลุ่มที่มีอาการชัดเจน อาการจะปรากฏภายในระยะเวลา 1-2 วัน และอาการจะแย่ลงเร็ว มีอาการไข้ หนาวสั่น ไอมีเสมหะสีเขียว สีเหลืองหรือไอมีเลือดปน เหนื่อยหอบและหายใจลำบาก เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาไอ หรือหายใจเข้า-ออกลึกๆ
2.กลุ่มที่มีอาการไม่ชัดเจน อาการจะค่อยเป็นอย่างช้าๆ และใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ก่อนที่จะปรากฏอาการปอดอักเสบอย่างชัดเจน บางคนมีอาการคล้ายไข้หวัด จะมีไข้ต่ำๆ หรือ ไม่มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดตามข้อ อาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
อาการของโรคจะรุนแรงมากขึ้นถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น
โรคแทรกซ้อน
โรคนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ปอดแฟบ, ฝีในปอด, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญ คือ ภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งพบในเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
การดูแลรักษา
1.สำหรับผู้ป่วยเริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวลดไข้หรือให้ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรได้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบ ควรแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์
2.ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิตได้
การป้องกัน
1. พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และอาหารเสริมสุขภาพในปริมาณที่พอเหมาะ
3. ไม่ควรสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
4. เด็กเล็กควรดูแลอย่างใกล้ชิดและคอยระวังไม่ให้เด็กสำลัก ควรแยกของเล่นชิ้นเล็กๆ ออกห่างจากมือเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนำเข้าปาก
5. เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด สุกใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด
โรคปอดอักเสบเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง แต่ก็สามารถรักษาให้หาย ขาดได้ ที่สำคัญเมื่อสงสัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์อย่างไรก็ตาม หากเราดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะเป็นกำแพงป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
- เทคนิค ‘หายใจ’ แก้ไขโรคปอด
เพราะโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับปอด ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพอง วัณโรค โรคร้ายเหล่านี้มักจะส่งผลกระทบต่อการหายใจ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไอ หายใจลำบากแอนโธนี่ วี ชาวสิงคโปร์ได้คิดค้นวิธีการหายใจโดยประยุกต์หลายศาสตร์เข้าด้วยกัน กลายเป็น ‘ชี่ไดนามิกส์’ เทคนิควิธีการหายใจ กำหนดจิตสร้างสมาธิ ช่วยปรับการหายใจให้หายใจได้เต็มปอด สามารถนำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ดีก่อนฝึกหายใจแบบชี่ไดนามิกส์ ให้หาที่นอนในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก นอนหงายให้เท้าอยู่ในระดับสูงกว่าศีรษะ เพื่อให้โลหิตไหลเวียนได้สะดวกจากนั้นหายใจออกช้า ๆ จนรู้สึกว่าลมหายใจออกหมด แล้วจึงเกร็งตัวพร้อมยำตัวขึ้นและขมิบก้นเล็กน้อยเพื่อไล่ลมออกเพิ่มเติม ต่อเนื่องด้วยการกลั้นหายใจเพียง 4 วินาที ครบแล้วให้หายใจเข้าช้า ๆ จนเต็มปอด กลั้นหายใจไว้ 4 วินาที และหายใจออก ทำในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ราว 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดแข็งแรง และขยายตัวได้เต็มที่ อีกทั้งยังรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง โรคปอดจากการสูบบุหรี่
ผู้ถาม อุษา/แพร่
โรคปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ต้องใช้ยาหรือรักษาอย่างไรให้หายขาด
ดิฉันมีปัญหาจะขอเรียนปรึกษา คุณหมอดังนี้ค่ะ
สามีของดิฉันอายุ ๔๕ ปี หนัก ๕๕ กิโลกรัม สูง ๑๖๕ เซนติเมตร สูบบุหรี่ตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนนี้สามีของดิฉันเป็นโรคปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และเลิกสูบบุหรี่แล้ว แต่ดิฉันสังเกตว่าตั้งแต่เขาเลิกสูบบุหรี่ จะเป็นไข้หวัด หรือโรคอื่นๆ ได้ง่ายเช่น เจ็บคอบ่อย มีเสลดเยอะมาก ไอมาก ทำให้ดูเหมือนกับเป็นคนอ่อนแอ อมโรค ตอนนี้สามีของดิฉันรักษาอยู่กับหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ยาที่หมอให้มากินประจำมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ดิฉันไม่เห็นเขาดีขึ้นเลย อยากทราบว่าจะมียาหรือวิธีการรักษาแบบใดบ้างที่จะทำให้อาการดีขึ้นบ้าง หรือต้องไปรักษาที่ไหนโดยตรงหรือเปล่า เพื่อที่จะรักษาให้หายขาด ขอความกรุณาคุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ
ผู้ตอบ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์
โรคปอดเรื้อรังจากการสูบบุหรี่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย อาการจะกำเริบเป็นพักๆ เวลาอากาศเปลี่ยน หรือเกิดการติดเชื้อ (เช่น หวัด ปอด บวม) เครียด (เช่น โมโห นอนไม่หลับ กังวล) กินไม่ได้ (เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาจเกิดจากพิษของยา) เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องพยายามป้องกันสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้อาการกำเริบ เพราะเมื่ออาการกำเริบแต่ละครั้ง หลังจากอาการกำเริบหาย อาการเดิมมักจะทรุดลงด้วย จึงทำให้อาการทรงกับทรุดเรื่อยไป ถ้าอาการไม่กำเริบ กำเริบน้อยหรือห่าง อาการเดิมก็จะไม่ทรุดลงมาก หรืออาจไม่ทรุดลงก็ได้
ยาไม่ช่วยป้องกันสาเหตุที่ทำให้อาการกำเริบได้มากนัก แต่การดูแลรักษาตนเอง เช่น ถ้าผอมต้องกินอาหารเพิ่มขึ้น ถ้าอ้วนต้องลดอาหารลง เพิ่มการออกกำลังกาย ขึ้นทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่เครียด ไม่กังวล (ถ้าชอบเครียดชอบกังวล ต้องขอยาคลายเครียดจากหมอ) หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ (เช่น ควัน ฝุ่น อากาศเย็น อากาศร้อน) รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ต้องดื่มน้ำมากๆ ถ้าไตและหัวใจดี เพื่อให้เสมหะใส จะได้ไอออกง่าย หลีกห่างจากที่แออัด (มีคนมาก) หรือจากบ้านที่มีคนกำลังเป็นหวัด หรือเป็นโรคปอดและโรคทางการหายใจอยู่ ไม่ทำงานที่หักโหมหรือฉุกละหุก ควรหัดทำอะไรๆ ให้ช้าลง ใจเย็นลง พูดเบาและช้าลง ฝึกบริหารการหายใจ เป็นต้น
คุณควรจะถามแพทย์และ/หรือพยาบาลที่ดูแลสามีคุณอยู่ เพราะเขาจะตอบคำถามของคุณได้ดีขึ้น เนื่องจากเขารู้จักสามีคุณและความรุนแรงของโรคที่เป็นอยู่มากกว่าคน อื่นๆ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วยโรคปอดอักเสบในเด็ก (childhood pneumonia)

โรคปอดอักเสบในเด็ก (childhood pneumonia) เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยที่รุนแรง บางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการ หรือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้จากโรคเรื้อรังทางปอด หรือโรคหลอดลมโป่งพอง จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุของการตายเป็นอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ในแต่ละปีจะมีเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตจากปอดอักเสบปีละ 2.4 ล้านคน
ในประเทศกำลังพัฒนา พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบมากกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว 12-15 เท่า สำหรับประเทศไทยพบว่า อัตราการป่วยของโรคปอดอักเสบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 6.2 ต่อปี ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ที่เป็นโรคปอดอักเสบส่วนใหญ่ มักมีอาการรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วหลังจากเริ่มป่วย ผู้ป่วยเด็กที่รอดชีวิตอาจจะประสบกับภาวะแทรกซ้อน หากมิได้แก้ไขจะทำให้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก และอาจก่อให้เกิดความพิการขึ้นได้
สาเหตุ สาเหตุของโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย มีเพียงส่วนน้อยที่อาจเกิดจากการแพ้ หรือการระคายเคืองต่อสารที่สูดดมเข้าไป
การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ช่วงแรกอาจเป็นแค่หวัด มีไข้ธรรมดา ต่อมาอาจลุกลามเป็นปอดอักเสบได้
ผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสส่วนมากอาการไม่รุนแรง อาจดีขึ้นได้เอง และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น การสูดหายใจเข้าไป การสำลัก การกระจายของเชื้อตามกระแสเลือดไปสู่ปอด ในภาวะปกติระบบหายใจในร่างกายจะมีกลไกในการป้องกันไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคเข้าสู่หลอดลม หรือถุงลมปอดโดยร่างกายมีจมูกเป็นอวัยวะในการกรองเชื้อโรค และฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่ปอด และขับสิ่งต่างๆ ออกจากร่างกายโดยการไอ นอกจากนี้ในถุงลมปอด ยังมีกลวิธีในการกำจัดเชื้อหลายอย่าง เช่น
เชื้ออาจถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยมีเม็ดเลือดขาว มากินเชื้อโรคหรือมีระบบภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อโรคผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมส่วนปลาย หรือถุงลมปอด ถ้าจำนวนเชื้อที่สูดสำลักเข้าไปที่ถุงลมมมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดออกได้ เชื้อเหล่านี้จะแบ่งตัว และก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมา ทำให้เนื้อปอดถูกทำลาย การแลกเปลี่ยนออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงทำให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนได้
อาการ
ในระยะเริ่มแรก จะมีอาการไข้ ไอมีเสมหะ และหอบเหนื่อย อาการของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปในผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสจะมีอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นนำมาก่อน เช่น ไข้ น้ำมูก ไหล ไอ หลังจากนั้นผู้ป่วยจะค่อยๆ เริ่มมีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว จมูกบาน ซี่โครงบาน และตัวเขียวได้
ผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียมักจะมีอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันดูป่วยหนักไอมาก และมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยได้
อาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร้องกวนและงอแง ผู้ป่วยบางรายจะมีหนาวสั่นได้ ในเด็กทารกอาการแสดงของโรคปอดอักเสบส่วนมากจะไม่มีลักษณะเฉพาะ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ อาจมีอาการซึม อาเจียน และไม่ยอมดูดนมหรือน้ำ
อัตราการหายใจที่ผิดปกติเป็นตัวอาการบ่งชี้ที่มีความไวและมีความจำเพาะที่ดีที่สุดในการให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นปอดอักเสบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี การนับอัตราการหายใจนั้นต้องนับเต็มหนึ่งนาที และควรนับอัตราการหายใจในขณะที่ผู้ป่วยสงบ และไม่ร้องไห้ ผู้ป่วยปอดอักเสที่มีอัตราการหายใจเร็วร่วมกับมีซี่โครงบานและบริเวณคอบุ๋มมาก ขณะหายใจเข้าจะบ่งว่าอาการรุนแรงมาก
องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ใช้อัตราการหายใจในการประเมินผู้ป่วยเด็กที่มีประวัติไข้ และไอเป็นอาการนำ โดยอัตราการหายใจที่เร็วผิดปกติจะบ่งชี้ถึงภาวะปอดอักเสบอัตราการหายใจที่ผิดปกติในกลุ่มอายุต่างๆ ในเด็ก ดังต่อไปนี้
อายุแรกเกิดถึง 2 เดือน อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 60 ครั้ง/นาที
อายุ 2 เดือนถึง 12 เดือน อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 50 ครั้ง/นาที
อายุ 12 เดือน ถึง 5 ปี อัตราการหายใจไม่ควรเกิน 40 ครั้ง/นาที
การวินิจฉัย
จากการซักถามประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจระบบทางเดินหายใจ
การตรวจหาเชื้อก่อเหตุทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจเสมหะ การเพาะเชื้อ การตรวจน้ำเหลือง และการตรวจแอนติเจน
ในต่างประเทศนิยมตรวจแอนติเจนของไวรัสบางชนิด เช่น RSV และ influenza ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส การตรวจภาพรังสีทรวงอก หรือที่เรียกว่าเอ็กซเรย์ปอด ในบางรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยอาจพิจารณาส่องกล้องผ่านทางหลอดลม
การรักษา
หลักการรักษาโรคปอดอักเสบในเด็กขึ้นกับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค
ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีมักได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ ภาวะพร่องออกซิเจน และยังอาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดได้
ผู้ป่วยปอดอักเสบและมีอาการไม่รุนแรงมาก เช่น มีไข้ ไอ และหายใจ เร็วไม่มากนัก แพทย์อาจจะให้การรักษาให้ยาปฏิชีวนะรับประทาน (ในกรณีที่สงสัยว่าปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย) และนัดผู้ป่วยมาดูเป็นระยะๆ ได้
ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการหนักต้องรับไว้ในโรงพยาบาล ได้แก่
- อายุน้อยกว่า 6 เดือน
- หอบมาก ต้องการออกซิเจน
- คลื่นไส้อาเจียน
- กินยาแล้วไม่ได้ผล
- ภูมิคุ้มกันต่ำ
- พ่อแม่ไม่น่าไว้วางใจว่าจะดูแลเด็กได้ดีพอหรือไม่
- ยาปฏิชีวนะ
การให้ยาปฏิชีวนะ
เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ การเลือกยาในกลุ่มใดต้องพิจารณาถึงอายุของผู้ป่วย ประวัติการสัมผัสเชื้อ โอกาสที่เชื้อจะดื้อยา และอาศัยข้อมูลจากการซักถามประวัติอาการอื่นๆประกอบการเคาะปอดเพื่อให้เสมหะออกได้
พบว่าการเคาะปอดไม่จำเป็นในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคปอดอักเสบ แม้ว่าเด็กจะยังไม่สามารถขากเสมหะได้ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถกำจัดเสมหะออกจากทางเดินหายใจได้ สำหรับเด็กเล็กที่เป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบ การเคาะปอดมีประโยชน์ช่วยกำจัดเสมหะและเมือกในทางเดินหายใจ
ยาขยายหลอดลม
ยาขยายหลอดลมไม่จำเป็นต้องให้ทุกราย การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมักจะไม่ทำให้เกิดการหดเกร็งตัวของหลอดลมขนาดเล็ก เด็กเล็กที่มีภาวะหลอดลมไวต่อการกระตุ้นหรือในรายที่เป็นโรคหืด มักจะเกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็งเมื่อมีการติดเชื้อไวรัส ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตอบสนองดีต่อยาขยายหลอดลม
ออกซิเจน
แพทย์จะพิจารณาให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่เขียว หอบมาก มีอาการซึมหรือกระวนกระวาย ไม่ยอมกินนม และน้ำ หายใจเร็วมากกว่า 70 ครั้งต่อนาที การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นให้กับลมหายใจเข้าไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก พบว่าการเพิ่มความชื้นผ่านทางออกซิเจนได้ผลดีกว่าสารน้ำและอาหาร
จะต้องให้พอเพียงกับความต้องการของผู้ป่วย ประโยชน์ของการให้สารน้ำ ที่เหมาะสมและเพียงพอจะช่วยลดความเหนียวของเสมหะ และสามารถขับเสมหะออกจากร่างกาย โดยการไอได้ง่ายขึ้น ลดการคั่งค้างของเสมหะที่อุดกั้นทางเดินหายใจในเด็กได้ และยังเป็นการทดแทนการสูญเสียน้ำจากร่างกายผู้ป่วยซึ่งเกิดจากภาวะไข้สูง หายใจหอบเร็ว
ระยะหาย
เมื่อผู้ป่วยหายจากปอดอักเสบแล้ว ส่วนใหญ่แล้วหน้าที่ของปอดจะกลับมาเป็นปกติ ความผิดปกติของภาพรังสีทรวงอกจะหายไปประมาณ 6-8 สัปดาห์ บางรายงานพบว่า ผู้ป่วยปอดอักเสบในวัยเด็กจะมีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพปอดที่ลดลงกว่าปกติเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นปอดอักเสบจากเชื้อที่รุนแรง เช่น เชื้อหัด เชื้อไข้หวัดใหญ่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนคือ หลอดลมบางส่วนเสียแบบถาวรที่มา http://www.lannababyhome.com/webboard/index.php?topic=310.10
มะเร็งในปอด
มะเร็งปอด พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยาก
และมีอัตราการตายสูง
สาเหตุ
1. บุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่า
ผู้ไม่สูบ 10 เท่า ผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่ของ ผู้อื่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดด้วย ควันบุหรี่มีสาร
ประกอบมากกว่า 4,000 ชนิด และในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิด ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ตัวกระตุ้นและตัว
ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งปอด ได้แก่ ทาร์ นิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์ ฟีนอล
แอมโมเนีย เบ็นซิน และ ฟอร์มาลดีฮายด์ เป็นต้น
มะเร็งปอด พบมากในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งนิยม สูบบุหรี่พื้นเมือง ขี้โยหรือยามวน ซึ่งมีปริมาณทาร ์
และ สารก่อมะเร็ง อื่นๆ สูง
2. แอสเบสตอส เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช
ฉนวนความร้อน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมือง แร่ ผู้ที่เสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้
แอสเบสตอสเป็นส่วน ประกอบ ระยะเวลาตั้งแต่สัมผัสฝุ่นแอสเบสตอสจนเป็นมะเร็งปอด อาจใช้ เวลา
15–35 ปี ผู้ไม่สูบบุหรี่ แต่ทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอส เสี่ยงต่อมะเร็ง ปอดมากกว่าคนทั่ว ไป 5 เท่า
ผู้สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอสด้วย เสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่า คนทั่วไปถึง 90 เท่า
3.เรดอน เป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัว ของแร่ยูเรเนียมในใยหิน ซึ่ง
กระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดิน ในที่ๆอากาศ ไม่ถ่ายเท เช่น ในเหมืองใต้ดินอาจมีปริมาณมากทำให้มี
ความเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งปอดได้
4.มลภาวะในอากาศ ได้แก่ไอควันพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
อาการ
ระยะเริ่มแรกของโรค ไม่มีอาการใดใดที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นมะเร็ง ปอด แต่อาจพบอาการไอเรื้อรัง
ลักษณะไอแห้งๆ นานกว่าธรรมดา บางครั้ง มีเสมหะ หรือมีเลือดออกเป็นเพียงสายๆติดปนกับเสมหะออกมา
น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย
ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่มาพบแพทย์ เพื่อรับการ รักษา ทำให้โอกาสที่จะรักษา
หายลดน้อยลง
-
อาการ
- 1. ไอแห้งๆ อยู่นานกว่าธรรมดา
- 2. ไอมีเสมหะ
- 3. ไอเป็นเลือด แต่เลือดมักออกปนมากับเสมหะ
- 4. ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก
- 5. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย
- 6. เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังประสาทบริเวณกล่องเสียง
- 7. บวมที่หน้า คอ แขน และอกส่วนบน เนื่องจากมีเลือดดำคั่ง
- 8. หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลงไม่เพียงพอกับ
- ความต้องการของร่างกาย
- 9. กลืนลำบาก เนื่องจากหลอดอาหารถูกกด
- 10. เจ็บปวด เนื่องจากมะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปในกระดูก ผนังอก ฯลฯ
- 11. อัมพาด เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจาย ไปยังสมองหรือไขสันหลัง
การวินิจฉัย
1. ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ปอด
2. ตรวจเสมหะที่ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง
3. ส่องกล้องตรวจดูภายในหลอดลม
4. ขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมหรือต่อมน้ำเหลือง บริเวณไหปลาร้า เพื่อการ
วินิจฉัยทางพยาธิวิทย
การรักษา
เมื่อพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าผู้ป่วย
ควรจะได้รับการรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาถึงอายุ ภาวะ
ความแข็งแรงของร่างกาย ระยะของโรค ชนิดของมะเร็งและการยอมรับ
ของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะประกอบด้วย
1. การผ่าตัด
2. รังสีรักษา
3. เคมีบำบัด
4. การรักษาแบบผสมผสานวิธีการดังกล่าวข้างต้น
5. การรักษาแบบประคับประคอง
การป้องกัน
1. เลิกสูบบุหรี่
2. หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม
3. รับประทานผัก ผลไม้ให้มากขึ้น และอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินอี รวมทั้ง
เซเลเนียม เช่น ข้าวซ้อมมือ รำข้าว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจลด
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด
4. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุราอาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการ
เกิดโรคมะเร็งปอดได้
ในประเทศไทยมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากและเป็นสาเหตุการตาย ในอันดับ
ต้นทั้งในเพศชายและหญิงและอุบัติการณ์โรคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดย
เฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยมะเร็งปอด ส่วนใหญ่(80-90%)เกิดจากการสูบบุหรี่
จึงสามารถป้องกันได้ ธรรมชาติทาง ชีววิทยาของมะเร็งปอด ทำให้เราพบผู้
ป่วย เมื่อเริ่มมีอาการ ในขณะที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม และแพร่กระจาย เป็น
ผลให้ผู้ป่วยประมาณ 90% เสียชีวิตจากโรคมะเร็งภายใน เวลา 1-2 ปี มะเร็งปอด
พบมากในคนอายุ 50-75 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80%) จะเป็นผู้ที่สูบ
บุหรี่ และ ประมาณ 5% จะเป็นผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่ นผู้ที่สูดดมควัน
บุหรี่จากผู้อื่นจะมี ความเสี่ยง ต่อ การเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 26% จำนวนมวนของบุหรี่
ที่สูบต่อวันและ ชนิดของบุหรี่ที่สูบจะสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยง
ต่อการเกิดมะเร็งปอดผู้ที่สูบบุหรี่10-13% จะเกิด มะเร็งปอดภายในเวลา 30-40
ปี อย่างไรก็ตามถ้าเลิกสูบบุหรี่ก็สามารถลดอัตราการเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็ง
ปอดลงเหลือเท่าผู้ไม่สูบบุหรี่ได้ภายในเวลา 10-15 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรค
ปอดอุดกั้นเรื้อรังจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอด
สารก่อมะเร็งที่อาจเป็นสามเหตุของโรคในผู้ป่วย10-15%ซึ่งไม่สูบบุหรี่ ได้แก่
แอสเบสตอส (ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าเบรครถยนต์ เป็นต้น)
โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นสูบบุหรี่ด้วย จะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งสูงถึง 50 เท่า
สารก่อมะเร็งอื่นได้แก่ แร่เรดอน มลภาวะใน อากาศจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก
ควันมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การฉายรังสีเพื่อรักษา
มะเร็งชนิดอื่นก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่ร่วมด้วย
นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มะเร็งปอดเป็นโรคที่ตรวจ
ค้นหาในระยะ เริ่มแรกได้ยาก การนำเอาผู้ที่อยู่ใน
กลุ่มเสี่ยง (ผู้ชายสูบบุหรี่อายุเกิน 40 ปี) มาตรวจ เสมหะและเอ็กซเรย์ปอดเพื่อ
พยายามจะลดอัตราการตายจากโรคมะเร็ง พบว่า สามารถพบผู้ป่วยมะเร็งใน
ระยะเริ่มแรกมากขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราตายลงได้ การล้มเหลวจากการนี้
เชื่อว่า เนื่องจากมะเร็งปอดแม้จะมีขนาดเล็กก็พบการแพร่กระจายได้สูงมะเร็ง
ปอด มักจะ เริ่มมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว อาการที่พบได้แก่ อาการไอ
หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปอดอักเสบบ่อย และเจ็บลึกที่หน้าอก หายใจลำบาก
จากน้ำท่วมปอด เป็นต้น นอกจากนี้ อาจมีอาการเนื่องจากมะเร็๋งลุกลามหรือ
แพร่กระจาย เช่น เสียงแหบ อาการทางสมอง ปวดกระดูก เป็นต้น
-
วัณโรคปอด
พบได้บ่อยในผู้ที่มีภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ (โดยเฉพาะคนไข้ติดเชื้อเอดส์) คนไข้เบาหวาน ตับแข็ง โรคไต ผู้ที่ติดยาเสพติด ดื่มเหล้าจัดหรือพบได้มากในบริเวณที่มีคนอยู่กันอย่างแออัด
วัณโรคปอด (Tuberculosis,tubercle bacillus เรียกสั้นๆ ว่า "ทีบี") เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย(ประเภท acid-fast bacillus)ชื่อ ไมโครแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซีส (Mycobacterium Tuberculosis) เชื้อตัวนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย มิใช่เฉพาะที่ปอดอย่างเดียว
การติดต่อ
การติดต่อของโรคมักจะรับเชื้อเข้าไปในปอดโดยตรงจากการหายใจ การไอ การจาม หรือการพูดคุยกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ดังนั้นผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี นอกจากจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังสามารถเพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ทำสำคัญการแพร่กระจายเชื้อมักจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากติดต่อได้ง่ายโดยระบบทางเดินหายใจ
อาการ
ใครที่มีอาการน่าสงสัยดังต่อไปนี้ ควรรีปไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบและวินิจฉัยโดยเร็ว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือเย็น เหงื่อออกตอนกลางวัน มีอาการเจ็บหน้าอก อาการไอเรื้อรังเกิน 3 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด
การรักษา
แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ส่งเอกซเรย์ปอด เก็บเสมหะตรวจและเพาะเชื้อ เผื่อดูผลตรวจยืนยันว่าเป็นโรคนี้หรือไม่
การรักษาในปัจจุบันมี่ความก้าวหน้าไปมาก วัณโรคปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงโดยใช้เวลาเพียว 6 เดือนเท่านั้น ส่วนใหญ่หลังรักษาไปแล้ว 2 สัปดาห์ โอกาสแพร่เชื้อจะต่ำลงมากคนไข้สามารถทำงานได้ตามปกติ
หากมุ่งหวังผลการรักษาที่สมบูรณ์ คนไข้จะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตามชนิดและขาดที่แพทย์สั่งจนครบ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด มาเอกซเรย์และตรวจเสมหะตามกำหนดนัดของแพทย์
นอกจากการรับประทานยาแล้ว คนไข้ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลไม้ งดสิ่งเสพติดทุกชนิดและมาพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการผื่นคัน ตัวเหลือง ตาเหลือง (ซึ่งอาจเกิดเนื่องจากยาที่รับประทานอยู่)
คนไข้ควรระมัดระวังการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น เช่น การใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไอหรือจามใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก
การป้องกัน
รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาจจะตรวจร่างกายโดยการเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าพบว่าเป็นจะได้รักษาก่อนที่โรคจะลุกลาม
.gif)
http://thaigcd.ddc.moph.go.th/aric_knowledge_people_pneumonia_061102.htmlเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิตได้ พบว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้เลี้ยงเด็กจะต้องรู้จักโรค สังเกตอาการเป็น เพื่อนำผู้ป่วยไปรับการรักษาเร็วที่สุด
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสและบักเตรีหลายชนิด
การติดต่อ เช่นเดียวกับโรคหวัด คือ
* หายใจเอาเชื้อโรคที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป
* ไอ จามรดกัน
* คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นปอดบวม
* สำลักเอาเชื้อบักเตรีที่มีอยู่โดยปกติในจมูกและคอเข้าไป ซึ่งมักพบในเด็กที่อ่อนแอ พิการ
อาการ
จะมีไอมาก หายใจหอบ หรือหายใจลำบากและไข้ ในเด็กโตอาจบ่นเจ็บหน้าอกหรือบริเวณชายโครงด้วย อาจเริ่มเหมือนหวัดก่อน 1-2 วัน ความรุนแรงของโรคปอดบวมในเด็กนั้น แบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1. โรคปอดบวมชนิดไม่รุนแรง รักษาโดยกินยาที่บ้าน ผู้ป่วยจะมีอาการไอ และหอบ หรือหายใจเร็ว โดยใช้หลักเกณฑ์อัตราการหายใจ ดังนี้
เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน หายใจหอบ คือ หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
เด็กอายุ 2-11 เดือน หายใจหอบ คือ หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
เด็กอายุ 1-5 ปี หายใจหอบ คือ หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
เวลานับอัตราการหายใจต้องนับให้ครบ 1 นาทีในขณะที่เด็กสงบ ไม่ร้องหรือดิ้น ในเด็กเล็กให้ดูการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าท้อง อาจเปิดเสื้อขึ้นดูให้ชัด ถ้าเป็นในเด็กโตกว่า 7 ขวบ ให้ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก เคลื่อนโป่งออก และแฟบลงเป็น 1 ครั้ง
2. โรคปอดบวมชนิดรุนแรงจะมีอาการไอและหายใจแรงมากจนทรวงอกส่วนล่าง (บริเวณลิ้นปี่ตลอดชายโครง) บุ๋มเข้าขณะหายใจเข้า จะมีหอบร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม แพทย์จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
3. โรคปอดบวมชนิดรุนแรงมาก เด็กจะมีเสียงหายใจผิดปกติ อาจมีเสียงฮืดเวลาหายใจเข้าหรือเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือนมีเสียงหวีดเวลาหายใจออก หรือเด็กไม่กินนม-น้ำ ซึม ปลุกตื่นยาก หอบเหนื่อยมาก จนริมฝีปากเขียว ชัก ฯลฯ แพทย์จะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 เดือน ถ้าเป็นปอดบวมถือว่ารุนแรงทุกราย เด็กอาจมาด้วยอาการไข้สูง ไม่กินนมหรือน้ำ โดยอาจไม่ไอ แพทย์จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เพราะมีอันตรายได้มาก อาการจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุก็แตกต่างกับเด็กโต จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะแตกต่างกัน
การรักษา
ถ้าเป็นปอดบวมไม่รุนแรง จะได้รับการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะไปกินที่บ้าน จะต้องให้เด็กกินยาสม่ำเสมอ ขนาดยาตามแพทย์สั่ง ควรอ่านฉลากยาก่อนให้กินยาเสมอ และกินจนครบชุด รวม 5-7 วัน
ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ไข้ จะได้รับยาแก้ไข้เช่นเดียวกับโรคหวัด ให้กินเฉพาะเวลาตัวร้อนห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
อาการไอนั้น ในโรคปอดบวมจะไอได้มากกว่าโรคหวัด ยาที่กินอาจเป็นยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะ บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลมด้วย ห้ามกินยากดไม่ให้ไอหรือยาแก้แพ้ หรือยาแก้ไอสำเร็จรูปที่มีตัวยาตั้งแต่ 3 อย่างขึ้นไป เพราะแทนที่จะมีประโยชน์อาจเป็นโทษ เช่น ทำให้เด็กไอไม่ออก เสมหะที่มีมากอาจตกเข้าไปค้างในหลอดลมทำให้ปอดแฟบได้
นอกจากนี้ให้ผู้ป่วยได้กินน้ำบ่อยๆ ไม่ลดอาหาร ทำเช่นเดียวกับโรคหวัด พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงเด็กต้องคอยดูอาการ ถ้าอาการมากขึ้นจะต้องพาไปพบแพทย์ใหม่ หรือ 2 วันแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นก็ต้องพาไปตรวจอีก โดยมากควรพาไปตรวจอีกครั้งเมื่อครบ 2 วัน ส่วนมากอาการจะดีขึ้น และค่อยๆ หายใน 1 อาทิตย์ อาการที่ไม่ดีขึ้นหรือเลงลงได้แก่ หอบมากขึ้น หายใจต้องออกแรงมากขึ้นหรือมีอาการของภาวะป่วยหนักอื่นๆ เช่น เด็กซึม ไม่กินนมน้ำ ชัก ซึ่งจะต้องรักษาในโรงพยาบาล
ในรายเป็นปอดบวมรุนแรงและรุนแรงมาก จะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดย
- การฉีดยาปฏิชีวนะ อาจต้องให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดในบางราย
- อาจต้องให้ออกซิเจนในรายที่หายใจเหนื่อยมาก หรือริมฝีปากเขียว หรืออ่อนเพลีย ซึมไม่กินนมน้ำ
- ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
โรคปอดบวมมีอันตรายมากในผู้ป่วยเหล่านี้
1. อายุน้อย โดยเฉพาะในขวบแรก
2. เป็นเด็กน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย หรือเด็กขาดอาหาร
3. มีความพิการ โดยเฉพาะหัวใจพิการแต่กำเนิด
4. เชื้อที่เป็นสาเหตุเป็นชนิดรุนแรง โดยเฉพาะเชื้อบักเตรี
5. มารับการรักษาช้าไป
การป้องกันโรคปอดบวม
ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนที่เหมาะสม เพราะโรคปอดบวมในเด็กเกิดได้จากเชื้อบักเตรีหลายชนิดและเชื้อไวรัสหลายชนิด วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถครอบคลุมเชื้อหลายชนิดได้ แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวมหลายเข็ม ก็ป้องกันโรคได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการป้องกันจึงใช้วิธีหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ เช่นเดียวกับการป้องกันโรคหวัด ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวม โดยเฉพาะเด็กทารกถ้าเป็นปอดบวมจะมีอันตรายมาก
- หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษ เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันท่อไอเสียรถยนต์ และหมอกควันในอากาศ
- ในเด็กอ่อนเดือน ต้องไม่ให้สัมผัสกับความหนาวเย็น
- นอกจากนี้ต้องเลี้ยงดูเด็กให้แข็งแรง กินอาหารที่มีคุณค่า ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข และเด็กทุกคนควรเกิดมาแข็งแรง ไม่พิการ แม่ควรฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ ควรวางแผนครอบครัวก่อนจะมีลูกด้วย
* ถ้ามีอาการสงสัยว่าจะเป็นปอดบวม ให้รีบพาไปตรวจ เพื่อเด็กจะได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายจะน้อยลงบุหรี่เป็นบ่อเกิดของโรคปอดเรื้อรัง
ฐานะทางสังคมมีอิทธิพลต่ออัตราการเจ็บป่วยโรคหัวใจ จากการศึกษาของ โทมัส แลมเพิร์ท (Thomas Lampert) เรื่องการศึกษาทดลองโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 8,318 ราย โดยสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ลักษณะการใช้ชีวิต ส่วนสูง และน้ำหนัก รวมทั้งฐานะทางสังคม
ได้แก่ การศึกษา อาชีพ และรายได้สุทธิ นอกจากนี้การสัมภาษณ์ยังไม่เจาะจงเพศ หรืออายุ
การประเมินผลข้อมูลจาการสัมภาษณ์พบว่า ผู้ชายที่มีฐานะทางสังคมต่ำมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นนักสูบ มีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมเฉื่อยชา และมีน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การมีพฤติกรรมเฉื่อยชา และความอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคปอดเรื้อรังได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
http://med.swu.ac.th/hospital/index.php?option=com_content&view=article&id=52:2010-05-14-01-53-10&catid=19:smokeมะเร็งตับคืออะไร
ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักโดยประมาณ 2 %ของน้ำหนักตัว ตำแหน่งของตับอยู่ชายโครงขวา แบ่งเป็น 2 กลีบคือกลีบขวา และซ้ายโดยมีเส้นเลือดมาเลี้ยง 2 เส้นคือ hepatic artery และ portal vein ตับมีหน้าที่สะสมสารอาหาร เช่น น้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินไว้ให้ร่างกายใช้ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำลายของเสียตับยังทำหน้าที่สร้างไข่ขาว Albumin ซึ่งทำทำหน้าที่รักษาความสมดุลของน้ำในเซลล์และเนื้อเยื่อ และยังนำฮอร์โมนไปเนื้อเยื่อ
ชนิดของเนื้องอกตับ
มีทั้งที่เป็นเนื้องอกธรรมดา และเป็นเนื้องอกร้ายท่านผู้อ่านคงต้องจำชื่อโรคไว้เพราะการรักษาต่างกัน
1.Hemangioma เป็นเนื้องอกที่เกิดจากหลอดเลือด ไม่มีอาการ บางรายมีเลือดออก การรักษาใช้ผ่าตัด
2. Hepatic adenomas เกิดจากเซลล์ตับรวมกันเป็นก้อน ผู้ป่วยมาด้วยแน่นท้อง หรือคลำได้ก้อนที่ท้อง มักพบในผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน การรักษาใช้ผ่าตัดเอาออก
3. Focal nodular hyperplasia (FNH) เกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์ตับหลายชนิด เช่น เซลล์ของเนื้อตับ เซลล์ของท่อน้ำดี การรักษาผ่าตัดเอาเนื้องอกออก
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง


โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ( Inflammatory bowel Disease) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการของภาวะการอักเสบของลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก โดยส่วนมากแบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้ Crohn’s disease และ ulcerative colitis ซึ่งความแตกต่างระหว่าง 2 แบบนี้ขึ้นกับบริเวณที่มีการอักเสบ กล่าวคือ Crohn’s disease จะมีการอักเสบทุกส่วนของระบบทางเดินอาหารตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะพบการอักเสบที่ลำไส้เล็กส่วน ileum ในทางตรงกันข้าม ulcerative colitis จะจำกัดการเป็นอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ และทวารหนักเท่านั้น
้อาการของโรค
ผู้ป่วยจะมีอาการ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ น้ำหนักลด ร่วมกับอาการเหมือนกันที่ผู้ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ (Arthritis), โรคที่มีสาเหตุจากเนื้อเยื่อกลายเป็นเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว (Pyoderma gangrenosum) และโรคตับเรื้อรังซึ่งมีสาเหตุจากการอักเสบและเป็นแผลที่ท่อน้ำดีของตับ (Primary sclerosing chlolangitis) การวินิจฉัย โดยส่วนมากใช้วิธีส่องกล้อง และตัดชิ้นเนื้อเพื่อดูพยาธิสภาพของรอยโรค การรักษา ขึ้นกับระดับของความรุนแรง โดยผู้ป่วยที่เป็นโรค IBD ต้องการยากดภูมิคุ้มกันเพื่อควบคุมอาการ เช่น ยากลุ่มสเตอรอยด์ โดยใช้เพื่อควบคุมอาการ ในปัจจุบันมีการใช้ Biological ส่วนมากมักเป็นยาฉีด สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรง บางคร้งอาจจำเป็นต้องมีการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดลำไส้บางส่วนออกไป โดยปกติการรักษาจะถูกเริ่มต้นด้วยยาที่ฤทธิ์ต้านการอักเสบสูงเช่น prednisone เมื่อสามารถควบคุมอาการอักเสบได้ดีแล้ว เรามักเปลี่ยนเป็นยาที่มีฟิทธิ์ต้านการอักเสบน้อยลงเพียงเพื่อควบคุมอาการของโรค การป้องกัน
ในปัจจุบันมีการค้นพบว่า probiotic ช่วยลดภาวะการอักเสบของลำไส้ โดยการปรับสภาพภูมิคุ้มกันทำให้เยื่อบุลำไส้หลั่งสารพิษออกมาน้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยปรับลดปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ ทำให้ช่วยลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี
http://www.interpharma.co.th/webroot/?action=menu&catid=8&subcatid=17โรคมะเร็งลำใส้ใหญ่ และ ลำใส้ตรง
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในโครโมโซมของเซลล์เยื่อบุลำไส้
ซึ่งเกิดจากสาเหตุส่งเสริมต่าง ๆ กัน คือ
1. มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ส่วนมากเป็นมาแต่กำเนิด เมื่ออายุมากขึ้นจะมีโอกาสกลายเป็น
มะเร็งได้
2. ประวัติมะเร็ง ถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่ มดลูก เต้านม หรือมีประวัติบุคคล
ในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้
มากกว่าคนปกติ
3. การอักเสบเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
เป็นมะเร็งได้
4. อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงและมีไขมันสูง
5. ท้องผูก ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ทำให้ของเสียหรือสารก่อมะเร็งค้างอยู่
ในลำไส้เป็นเวลานาน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการแสดงความผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ คือ มักจะมีอาการถ่าย
อุจจาระเป็นมูกหรือมูกปนเลือดเก่า ๆ ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระมีขนาดเล็กหรือบางลง ซีด อ่อน
เพลีย บางรายอาจจะมาด้วยอาการลำไส้อุดตัน น้ำหนักลดลงมากผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ และ
ปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก
สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยขั้นตอนการตรวจ ดังนี้ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ การตรวจ
ทวารหนัก การตรวจเอกซเรย์ลำไส้ด้วยสารทึบแสง และการส่องกล้องตรวจลำไส้และตัดชิ้นเนื้อ
ไปพิสูจน์
วิธีการตรวจ ค้นหา มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในระยะแรกถึงแม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะพบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของมะเร็งก็ตาม แต่ก็
สามารถทำการตรวจค้นหาได้ตั้งแต่ในระยะแรกซึ่งจะมีผลการรักษาที่ดีมาก ประชาชนจึงควรมา
รับการตรวจค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ด้วยการ ตรวจหาเลือดในอุจจาระในผู้ที่มีอายุ
ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นประจำทุกปี สำหรับผู้ที่มีประวัติญาติใกล้ชิด เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง
เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง หรือเคยเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงในลำไส้ ควรรับการส่องกล้อง
ตรวจลำไส้เป็นประจำทุก 1 - 10 ปี
วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาวะร่างกายของผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยใน
ระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
มี 3 วิธี คือ
การผ่าตัด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาหลัก โดยการตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งรวมทั้งเลาำะต่อม
น้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออกจากนั้นนำลำไส้ส่วนที่ดีมาต่อกัน ส่วนมะเร็งลำไส้ตรงที่อยู่ใกล้
ทวารหนักอาจจำเป็นต้องตัดทวารหนักออก และทำทวารเทียมในบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย
ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระผ่านทางหน้าท้องและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
การให้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งลุกลามสู่อวัยวะข้างเคียง หรือมีเซลล์มะเร็ง
แพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลือง จำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดหลังจากการผ่าตัด เพื่อลดโอกาสของ
การกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง
การฉายรังสีรักษา ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ตรงและทวารหนักบางรายอาจจะให้การ
รักษาด้วยรังสีรักษาก่อนหรือหลังการผ่าตัด
วิธีติดตามผลการรักษา
การติดตามผลการรักษานอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วแนะนำให้เจาะเลือดเพื่อหาระดับสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด คือ carcinoembryonic antigen (CEA)
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ รวมถึงการถ่ายภาพรังสีปอดและตรวจตับด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
(อัลตร้าซาวน์) อย่างสม่ำเสมอ
1. ควรรับประทานอาหารครบทุกหมู่ และควบคุมระบบขับถ่ายให้ถูกต้อง
2. รับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำ
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ส่วนที่ไหม้เกรียม
จากการปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน
4. ลดอาหารประเภทไขมันสูง5. ผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ควรได้รับการตรวจหาเลือดใน
อุจจาระทุกปีหรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทุก 10 ปี
6. ผู้ที่มีบิดา มารดา ญาติพี่น้อง เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
และลำไส้ตรง หรือผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้
ทุก 1 - 10 ปี
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นการตรวจเพื่อค้นหา
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งสามารถทำได้ง่าย รวมทั้งปฏิบัติตัวเพื่อเป็นการ
ป้องกันโรค หากพบความผิดปกติของระบบขับถ่ายควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไปhttp://www.4life-science.com/index.php?mo=3&art=288245
http://www.google.co.th/images?hl=th&q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%89&rlz=1R2GTKR_enTH385&um=1&ie=UTF-8&source=og&sa=N&tab=wiสูตรล้างของเสียในลำไส้โดยไม่ต้องทำ detox
สูตรล้างของเสียและไขมันในลำไส้โดยไม่ต้องทำ detox
- เตรียมมะนาวลูกใหญ่ 1 ลูกหรือลูกเล็ก 2 ลูก บีบเอาแต่น้ำใส่ถ้วยไว้
- เติมนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต ประมาณ 150 ซีซี หรือน้อยกว่านั่นถ้าถ่ายเหลวอยู่แล้ว
- เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือมากกว่านั่น ถ้าไม่เป็นเบาหวานหรือโรคอ้วน
- นมสดจริงๆ ประมาณ 100 ซีซี
*** ผสมทุกอย่างเข้ากันแล้ว ดื่มช่วงเช้าก่อนอาหาร
จะช่วยละลายของเสียในลำไส้ ไขมันอุดตันต่างๆ และช่วยลดน้ำหนัก ประมาณ 2 อาทิตย์จะเห็นผลว่า นอนหลับง่าย ไม่หงุดหงิดง่าย ผิวที่แห้งกร้านจะขาวผ่อง รอยเหี่ยวย่นจะลบเลือน ร่างกายจะสดชื่น สังเกตุจากตอนตื่นนอนตอนเช้า ร่างกายจะไม่เพลีย และช่วยลดการเสี่ยงโรคมะเร็งด้วย
หมายเหตุ โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว ถ้ากินช่วงเช้าจะช่วยลดความอ้วน แต่ถ้ากินช่วงบ่าย (หลังบ่าย 3 โมง) จะเพิ่มความอ้วน
http://iaee.wordpress.com/2007/11/08/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89/ต้นเหตุของลำไส้อักเสบ

ส่วนใหญ่การอักเสบของลำไส้จากการติดเชื้ออะมีบาหรือที่เรียกว่าบิดมีตัว ในเรื่องของอาหารการกิน
ก็มีส่วน คือพบว่าการกินอาหารไขมันสูง , กากน้อย จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น( High fat,low fiber)
ส่วนการอักเสบชนิดเป็นแผลเรื้อรังของลำไส้ เรียกรวมกันว่า Inflammatory Bowel Disease (IBD)
ซึ่งกลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า พบได้ในคนทุกวัย ส่วนมากจะเป็นๆหายๆ หรือเป็นอยู่ประจำนานอยู่เป็นแรมปี
หรือตลอดชีวิต โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดีและทำงานได้เป็นปกติ เป็นโรคที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรงแต่อย่างใด
เกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยหาความผิดปกติทางด้านร่างกายไม่พบ
แต่พบว่าสัมพันธ์กับอารมณ์และจิตใจ เช่น เครียด คิดมาก วิตกกังวล
อาการ มักถ่ายเป็นก้อนเหมือนปกติครั้งหนึ่งก่อน หลังจากนั้นจะมีปวดบิดในในท้องต้องถ่ายอีก
มักถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ อาจจะถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังอาหาร บางครั้งอาจมีมูกปน
แต่ไม่มีเลือดหรือหนอง บางรายมีอาการท้องเดินเมื่อเครียด หรือตื่นเต้น หรือหลังทานอาหารรสจัก มันจัด หรือ
ทานอาหารบางอย่างเฉพาะ บางรายท้องเดินระยะหนึ่งแล้วจะมีอาการท้องผูก อุจจาระแข็ง
การปฎิบัติตัว ควรทานอาหารหรือสารที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber)มากจะช่วยลดอาการปวดท้องและท้องผูกได้ดี
โดยอาจเป็นเส้นใยธรรมชาติเช่น เปลือกข้าวสาลี(weat bran) ผักและผลไม้ ควรได้รับเส้นใยอย่างน้อย 20-30 กรัม
ต่อวัน เส้นใยจะลดการบีบตัวหรือเกร็งของลำไส้รวมทั้งลดความดันภายในช่องลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องน้อยลง
นอกจากนี้ เส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระ
เพิ่มขึ้นจะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมากๆ
และการออกกำลังกายจะช่วยให้อาการดีขึ้น นอกจากนี้การใช้เวลาที่เพียงพอ และไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระ
รวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมันจะเป็นตัวกระตุ้นที่รุนแรงของการการบีบตัวของลำไส้
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอออล์ทุกชนิด ,กาแฟ ของดอง , น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น
ความเครียดหรือความวิตกกังวลเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้อาการมากขึ้น จึงควรผ่อนคลายความเครียดทำจิตใจให้สบาย
และให้มีการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ การปรับตัวการดำเนินชีวิตดังกล่าวควรทำไปตลอดซึ่งนอกจากทำให้
อาการลดลงแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการใหม่อีกด้วยค่ะ
หากคุณไม่สามารถรับประทานเส้นใยได้ เพียงพอในแต่วัน ไฟโตไฟเบอร์ ช่วยคุณได้
ด้วยสารสกัดจากใยอาหาร ผลิตจากธรรมชาติ 100% รับประทานง่าย ราคาไม่แพง
ที่มา http://www.thai4health.com/articel10.phpอาการข้างต้น เข้าข่ายโรคที่เรียกว่า โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome : IBS) เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติ แต่พอตรวจดูกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่ลำไส้ ไม่ว่าจะทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ หรือตรวจเลือดผิดปกติ เป็นต้น
โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยโดยทั่วไปที่เป็นโรคนี้มักจะมีประวัติเป็นมานาน บางรายอาจมีอาการเป็นปีและมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ และความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รบกวนการดำเนินชีวิตและอาจทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ และพบว่าโรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายประมาณ 2 : 1
ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการปวดท้อง อาจปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อย โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาการจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร นอกจากนี้จะมีอาการท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น และมีอาการถ่ายไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรือมีอาการปวดเบ่งแต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักมีอุจจาระเป็นมูกร่วมด้วยได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ จะมีอาการเกิน 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี
ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอนของโรคลำไส้แปรปรวน แต่จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ มี 3 อย่างที่สำคัญได้แก่
การบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ เป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนที่ผิดปกติบางอย่างในผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้
ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้แก่ อาหารเผ็ด กาแฟ แอลกอฮอล์ทุกชนิด ช็อกโกแลต เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นก็ทำให้ผนังลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้
มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของลำไส้ ระหว่างประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด
ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการหลายอย่างร่วมกัน ยาที่ใช้มักจะทำให้อาการบางอย่างดีขึ้นเท่านั้น การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยาที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย แต่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยจะช่วยให้อาการของโรคนี้ดีขึ้นได้
ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนมีอาการดีขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้คือ ควรรับประทานอาหารช้า ๆ และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ หากผู้ป่วยมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอและฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนชนิดท้องเสีย หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น อาทิ กาแฟ อาหารหวานจัด ผลไม้รสเปรี้ยวบางชนิด อาหารรสเผ็ด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และน้ำอัดลม เป็นต้น และหากผู้ป่วยมีภาวะเครียดร่วมด้วย ควรหาทางผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจำเป็นต้องพบจิตแพทย์ในบางรายที่มีปัญหาทางจิตใจค่อนข้างมาก
สาระความรู้นี้เผยแพร่ใน
- http://www.vejthani.com/web-thailand/index-thailand.php
ที่มาhttp://www.vcharkarn.com/vblog/38954
http://www.google.co.th/images?hl=th&q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89&um=1&ie=UTF-8&source=og&sa=N&tab=wiกระเทียม แก้เหน็บชาและโรคลำไส้

หมอหลวงถวายการรักษา พระพันปีหรือเสด็จแม่ของพระราชาด้วยความรอบครอบ เนื้อหาจากละครดังของเกาหลีถ่ายทอดวิชาชีพและจรรยาแพทย์ให้ผู้ชมได้เรียนรู้อย่างยิ่ง แม้เป็นหมอสมุนไพรหรือคนไทยบางคนยังเรียกว่าหมอแผนโบราณ แต่คุณธรรมในการรักษาน่ายกย่อง“แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” ละครที่มีผู้กล่าวถึงในหลายแง่มุมไปมากแล้ว แต่เราขอสนทนาภาษายาสมุนไพรกับละครดังเรื่องนี้สักครั้ง ยกเนื้อหาที่เพิ่งออกอากาศไปในช่วงสุดสัปดาห์วันตรุษจีนพอดี ท่านที่ไม่ได้ชมขอย่นย่อเนื้อเรื่องสำคัญดังนี้
พระพันปีล้มป่วยมานาน คณะหมอหลวงถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ดีนัก ยิ่งพระพันปีทรงขัดเคือง(น้อยใจ)พระราชา ประกาศหยุดเสวยยา อาหารก็ไม่ทรงแตะ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมโรครุมเร้ามาก จนสับสนว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ แต่หมอหลวงท่านนี้เคยมีประวัติรักษาข้าหลวงคนหนึ่งผิดพลาดจนเสียชีวิต หมอหลวงจึงนำบทเรียนมาใช้อย่างพินิจพิเคราะห์ ศึกษาอาการอย่างรอบครอบจนสรุปได้ว่า โรคของพระพันปี มีทั้งโรคข้อกำเริบ โรคกระเพาะลำไส้ไม่ปกติ และมาถึงบางอ้อ เพราะการวินิจฉัยโรคพบว่า ทรงป่วยด้วยโรคเหน็บชาด้วย เพราะเริ่มมีอาการขาอ่อนแรง
หมอหลวงยังว่า โรคเหน็บชานี้ระยะแรกไม่แสดงอาการ แต่พอแสดงอาการก็จะทรุดหนัก การรักษาพระพันปีทำได้ยากนัก เพราะมีหลายโรคซ้อนทับและยิ่งหนักขึ้น เนื่องจากพระพันปียอมเสวยอาหารไม่ค่อยได้และไม่ยอมเสวยยาสมุนไพรใดๆ
เรื่องราวมาคลี่คลายเพราะ นางเอกเจ้าปัญญา ที่สามารถพลิกแพลงนำอาหารและสรรพคุณสมุนไพรใส่ลงในเม็ดลูกกลอน(ขนาดโต) ซึ่งนางเอกเกือบต้องอาญา เพราะดันไปปรุงอาหารสมุนไพรเม็ดโตๆ ด้วยอาหารที่พระพันปีรังเกียจยิ่งนัก คือพระองค์ไม่ชอบกระเทียม
แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงอาหารสมุนไพรซึ่งเป็นไฮไลท์ ขอกล่าวถึงบทละครตอนนี้ที่น่าชมเชย และวงการยาสมุนไพรของเราน่าจะเรียนรู้มากๆ คือ ซอจังกึม ผู้ชาญฉลาดทำการศึกษาวิจัยจนพบต้นเหตุของโรคเหน็บชา นางค้นรายการอาหารย้อนหลังที่ปรุงให้พระพันปีเสวย และยังค้นรายการสั่งวัตถุดิบที่ส่งมาโรงครัวเพื่อทำอาหาร แล้วนางก็ทำการด้วยภาษาสมัยที่เรียกว่า “จัดการความรู้” ซึ่งสามารถนำไปบอกอาจารย์หมอได้ว่า โรคของพระพันปีเกิดจากการกินอาหารซ้ำๆ จนทำให้เกิดโรค ผู้ชมและผู้อ่านลองสำรวจตัวเองดูว่ากินอาหารซ้ำๆ อยู่หรือไม่ ?
คราวนี้ก็มาถึงสุดยอดสมุนไพรในครัว กระเทียม ที่หลายคนบ่นว่า กลิ่นเหลือหลาย แต่ก็ยังฝืนกินเพราะสรรพคุณเลิศล้ำ ในละครเกาหลีดำเนินเรื่องให้เรารู้ว่า การแก้กลิ่นกระเทียม ทำโดยเอากระเทียมปอกเปลือกแล้วไปนึ่งกับใบชาเขียว เพื่อดูดกลิ่นให้สิ้นซาก ข้อเท็จจริงนี้ยังไม่ได้พิสูจน์นอกจอทีวี ท่านใดมีประสบการณ์อาจบอกต่อกันมาบ้างก็จะดี แต่วิธีของไทยๆ มักจะนำกระเทียมสดไปแช่น้ำผึ้ง เป็นการลดกลิ่นฉุนๆ ของกระเทียม บางแห่งใช้วิธีกระเทียมแช่กับน้ำส้มสายชู
สำหรับสรรพคุณกระเทียม หลายท่านอาจสงสัยว่ากระเทียมแก้เหน็บชาจริงหรือ ความนี้ต้องเล่าเนื้อเรื่องละครต่ออีกนิดว่า ลูกกลอนเม็ดโตๆ ที่ ซอจังกึมและหมอหลวงปรุงถวายนั้น นอกจากกระเทียมไร้กลิ่นเป็นส่วนสำคัญแล้ว ยังปรุงด้วยถั่วแดงและธัญพืชอีกหลายชนิด และปรุงด้วยฝีมือระดับแม่ครัวห้องเครื่องวังหลวง รสชาติจึงอร่อยมาก พระพันปีชอบเสวยเป็นอย่างยิ่ง
อุบายอันแยบยลนี้ ทำให้พระพันปีเสวยอาหาร(เม็ด)อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเยียวยารักษาโรคที่สำคัญ เพราะถ้าร่างกายอ่อนแอ แม้จะให้ยาดีแค่ไหนก็ไม่ได้ประโยชน์ บางครั้งฤทธิ์ของยาจะทำให้ร่างกายทรุดได้ ผู้ป่วยจึงต้องกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรงพอ ต่อจากนั้นก็ให้ยารักษาโรค ในปัจจุบันคนไข้กินอาหารไม่ได้ก็ยังมีเข็มและสายยางส่งน้ำเกลือให้ร่ายกายฟื้นตัวได้ พอพระพันปีเสวยลูกกลอนเม็ดโตไปสักพักร่างกายดีขึ้น จนความแตกว่ามีกระเทียมที่ไม่ทรงโปรดอยู่ด้วย แต่นางเอกก็ลอดพ้นความผิดจนได้
ในละครบอกเพียงว่ากระเทียมดีต่อโรคเหน็บชา และโรคลำไส้ที่พระพันปีเป็นอยู่ แต่มิได้ขยายความ ผู้อ่านก็คงสงสัย ทางมูลนิธิสุขภาพไทยเองก็สงสัยขณะชมละคร แต่ก็อาศัยแรงบันดาลการศึกษาค้นหาจากจังกึม เมื่อไปค้นจุลสาร กระเทียม ยอดสมุนไพรในครัวเรือน ซึ่งเป็นพอกเก็ตบุคส์ ของมูลนิธิฯ แม้ว่าจะพิมพ์เผยแพร่มานาน แต่เนื้อหาสาระยังเป็นตำราให้ใช้ได้ดี
ข้อมูลในส่วนที่บอกว่า กระทียมช่วยบำรุงร่างกาย มีการศึกษาพบว่าในกระเทียมมีสารชักนำไวตามินบีหนึ่งเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นถึงเท่าตัว และถ้ารวมกับสารชนิดหนึ่งในกระเทียม คือ สารอัลลิลไทอะมิน จะช่วยทำให้ไวตามินบีหนึ่งออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง ๒๐ เท่า
ผู้อ่านคงพอรู้ว่าโรคเหน็บชาเกิดจากการขาดไวตามินบีหนึ่ง แล้วถั่วแดงและธัญพืชต่างๆ เช่นข้าวกล้อง มีไวตามินบีหนึ่งอยู่สูง ลูกกลอนเม็ดโตๆ จากละครก็มีเหตุผลรับฟังได้ดีในการใช้กระเทียมเป็นอาหารสมุนไพร นอกจากนี้โรคกระเพาะลำไส้ในละคร กระเทียมก็สรรพคุณตามนั้นจริงๆ เช่น ที่ประเทศอินเดีย เคยทดลองกับคนไข้ที่ไม่สบายเพราะอาการธาตุพิการ (อึดอัดในท้อง คลื่นไส้ รู้สึกแสบกระเพาะ) พบว่าเมื่อกินกระเทียมแล้วอาการเหล่านี้ดีขึ้นจนหายไป
ยังมีรายงานจากญี่ปุ่นและเกาหลีว่า สารในกระเทียมสามารถควบคุมและป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งไม่รู้ผู้เขียนบทละครทำการศึกษาก่อนมาทำละครหรือไม่ อย่างไรก็ตามหลายท่านคงสงสัยว่า กระเทียมรสเผ็ด บางครั้งกินเข้าไปยังแสบท้อง อย่างนี้จะแก้โรคกระเพาะได้อย่างไร ข้อควรรู้เพื่อให้ใช้ยาอย่างถูกต้อง คือ ควรกินกระทียมพร้อมมื้ออาหาร บางรายกินอาหารไปครึ่งหนึ่งก่อน จึงกินกระเทียมตามไป และสรรพคุณของกระเทียมจะออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อกระเทียมสดได้ถูกสับซอยให้ละเอียดแล้ว ขนาดที่กินในหนึ่งมื้อ ประมาณครึ่งช้อนชา(สับแล้ว) วันหนึ่งก็ไม่เกินหนึ่งช้อนชาครึ่ง
อันที่จริงสรรพคุณกระเทียมยังมีอีกเหลือหลายจริงๆ ท่านที่สนใจหนังสือกระเทียมของมูลนิธิฯ เพื่อไปศึกษาเพิ่มเติมนอกจากละคร กรุณาสอบถามที่โทรฯ ๐-๒๕๙๑-๘๐๙๒ นะจ๊ะ
ที่มา http://social.eduzones.com/smith/497อืม...
- โรคลำไส้โป่งพองดิฉันเป็นโรคลำไส้โป่งพอง เคยอ่านคอลัมน์ถาม-ตอบ ตรงกับอาการที่ดิฉันเป็นทุกอย่าง เมื่อเดือนธันวาคม 2538 ดิฉันได้เข้าโรงพยาบาล เพราะมีอาการปวดแสบท้องอย่างรุนแรง มีอาการท้องเสียเป็นประจำก่อนปวดท้อง ถ่ายเหลวและมีสีเขียวเป็นอยู่ประมาณ 2 ปี พอปี 2538 มีอาการท้องเสียเป็นประจำต้องนอนโรงพยาบาล หมอรักษาอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ อาการปวดแสบก็พอทุเลาและอาการท้องเสียก็ยังมีอยู่หมอเลยต้องให้สวนลำไส้ และสวนแป้งเข้าลำไส้จึงทราบว่าลำไส้โป่งพอง รักษาตัวอยู่ 1 เดือนหลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ได้ตรวจกับหมอประจำพร้อมรับยาด้วยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ปี 2539 แล้ว ก็ยังกินยาประจำ ท้องก็เสียแต่ห่างออกบ้าง แต่ตอนนี้มีอาการผายลมบ่อยๆ และรู้สึกว่าหลังจากกินข้าวอิ่มใหม่ๆ จะรู้สึกแน่นท้องคล้ายๆกับอาหารไม่ย่อย บางครั้งคล้ายกับจะอาเจียนรู้สึกเจ็บหมุนตรงสะดือ และบางครั้งก็มีอาการวิงเวียน อาการผายลมตอนนี้รู้สึกว่าผายลมตลอด ดิฉันอยากจะเรียนถามว่า1. ทำอย่างไรโรคถึงจะหายเป็นปกติ และอาการผายลมจะหายได้อย่างไร2. ปกติดิฉันดื่มนมกล่องใหญ่ได้แต่เดี๋ยวนี้ดื่มไม่หมดเพราะรู้สึกแน่นท้อง ตามปกติดิฉันจะดื่มนมก่อนนอน 1 กล่อง3. มียาอะไรที่กินแล้วหายได้ หมอที่ดิฉันรักษาด้วยเป็นประจำก็เป็นหมอที่ชำนาญในโรคนี้ ทำไมถึงไม่หายสักที เป็นนานๆอย่างนี้จะไม่กลายเป็นโรคมะเร็งหรอกหรือคะสุวรรณา/กรุงเทพฯ***************************ตอบ น.พ.สุชา คูระทองก่อนตอบคำถาม ขอชี้แจงและทำความเข้าใจไว้ก่อนว่า โรคที่คุณใช้คำว่า “ลำไส้โป่งพอง” ซึ่งแพทย์ได้ให้การวินิจฉัย หลังจากได้ให้การตรวจโดยการ “สวนลำไส้ และสวนแป้งเข้าลำไส้ใหญ่” ตามที่คุณบรรยายมา ทางการแพทย์เรียกว่า Diverticulosis of colon ปกติภาวะนี้จะไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ ภาวะลำไส้โป่งพอง(diverticulotis) พบได้ค่อนข้างบ่อยในคนที่มีอายุตั้งแต่วัยกลางคนไปแล้วเพราะฉะนั้นขอยืนยันว่าอาการต่างๆที่คุณเป็นอยู่ เช่น ผายลม ท้องเสีย ปวดแสบท้อง แน่นท้องคล้ายๆกับอาหารไม่ย่อย อาเจียน เจ็บหมุนตรงสะดือและวิงเวียน ไม่ได้เกิดจากลำไส้โป่งพอง น่าจะเกิดจากโรคอื่นๆขอตอบคำถามของคุณดังต่อไปนี้คือ1. ถ้าจะให้อาการต่างๆหายหรือดีขึ้น แนะนำให้ไปหาแพทย์โรคทางเดินอาหารที่มีตามโรงพยาบาลต่างๆ อาการผายลมจะหายได้ ถ้าแพทย์ตรวจพบและกำจัดต้นเหตุไปได้2. ในบ้านเรามีคนส่วนหนึ่งพอโตขึ้นจะดื่มนมกล่องไม่ได้ เพราะขาดสารช่วยย่อย ถ้าดื่มจะมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด ผายลม และท้องเดินดังที่คุณเป็นอยู่ วิธีรักษาก็ต้องงดดื่มนมกล่องหรือลองดื่มจำนวนน้อยที่สุดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าวมาแล้ว3. ขอย้ำอีกทีว่าอาการที่คุณเป็นอยู่ไม่ได้เกิดจากลำไส้โป่งพอง น่าจะเป็นโรคอย่างอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้นควรไปหาแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมให้ทราบว่าเป็นโรคอะไรแน่ ยิ่งเป็นมานานโอกาสที่จะไม่ใช่โรคมะเร็งก็ยิ่งมาก
ที่มาhttp://www.doctor.or.th/node/3587 
ลำไส้กลืนกัน ( Intussusception )
น.พ.รังสรรค์ นิรามิษ
กลุ่มงานศัลยศาสตร์
ลำไส้กลืนกันเป็นภาวะที่ส่วนหนึ่งของลำไส้ส่วนต้นม้วนตัวหรือถูกกลืนเข้าไปในลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ติดกัน มักจะเกิดที่ลำไส้เล็กส่วนปลายถูกกลืนผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ จนบางครั้งกลืนลงไปถึงทวารหนักในบางราย ลำไส้กลืนกันเป็นสาเหตุของลำไส้อุดตันที่พบได้มากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และเป็นสาเหตุที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินบ่อยที่สุดในช่วงต้นของวัยเด็ก ความสำคัญของโรคนี้ คือ เกิดลำไส้เน่าและลำไส้ทะลุได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
อุบัติการณ์
ประมาณร้อยละ 80 ของโรคนี้พบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพศชายเกิดโรคนี้ได้มากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย ( 1.5: 1 ถึง 2 : 1) เกิดได้ตลอดปี ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมพบอุบัติการณ์สูงกว่าเดือนอื่น พบในเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี มากที่สุดพบได้ปีละประมาณ 50-60 ราย เกิดในเด็กที่มีสุขภาพดี น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือบางรายอ้วนท้วนเกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก
สาเหตุของการเกิดโรค
ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ลำไส้กลืนกันเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Rotavirus, Adenovirus เป็นต้น เด็กกลุ่มนี้อาจมีประวัติเป็นหวัด ท้องเดินมาก่อนระยะหนึ่งแล้วจึงเกิดลำไส้อุดตันตามมาภายหลัง เชื่อกันว่าการติดเชื้อไวรัสจะทำให้ต่อมน้ำเหลือง (Peyer’ s patch) บริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายอักเสบและโตขึ้นอาจเป็นจุดนำให้เกิดลำไส้กลืนกันได้ ในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเด็กโตที่เกิดโรคนี้อาจมีสาเหตุนำที่ทำให้ลำไส้ส่วนบนถูกกลืนเข้าไป สาเหตุนำที่พบได้บ่อยได้แก่ Meckel ‘s diverticulum, polyp และเนื้องอกที่เกิดขึ้นในผนังของลำไส้ เช่น มะเร็งของต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) มีผู้ป่วยบางรายเกิดลำไส้กลืนกันหลังจากผ่าตัดโรคอื่นซึ่งเกิดชนิดลำไส้เล็กกลืนลำไส้เล็กเกือบทั้งหมด
อาการ และอาการแสดง
อาการที่สำคัญ คือ เด็กสบายดีมาก่อนแล้วเกิดอาการอาเจียนโดยไม่มีสาเหตุ อาเจียนครั้งแรกๆ เป็นนมและน้ำระยะหลังอาเจียนเป็นน้ำสีเหลืองหรือสีเขียวของน้ำดี เด็กมีอาการปวดท้องสังเกตได้จากร้องกวน มือเท้าเกร็ง บางครั้งหลับไปและตื่นขึ้นมาร้องใหม่เป็นระยะๆ ต่อมาถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดคล้ายแยมผลไม้แต่บางรายอาจเป็นเลือดสดได้ ตรวจร่างกายมักจะคลำก้อนได้ทางหน้าท้องขึ้นกับตำแหน่งที่ลำไส้กลืนเข้าไปถึงระดับใด อาจตรวจพบก้อนจากการใช้นิ้วชี้ตรวจทางทวารหนัก อาการอื่นๆ ที่พบได้และเป็นอาการอันตรายต่อผู้ป่วยคือ อาการชัก ซึมมาก ท้องอืดมากจนหายใจลำบาก ไข้สูง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษา
● การถ่ายภาพรังสีของช่องท้อง อาจพบใกล้เคียงกับภาพรังสีของเด็กปกติทั่วไป (ระยะแรก) หรืออาจจะพบก้อนในช่องท้องหรือลักษณะของลำไส้อุดตันอย่างชัดเจน
● การตรวจอัลตราซาวน์ อาจพบก้อนในช่องท้องเป็นลักษณะเป็นวงซ้อนกันคล้ายขนมโดนัท (doughnut sign) หรือลักษณะของเป้าที่เล่นยิงลูกดอก (target sign) หรือพบก้อนคล้ายไต (pseudo kidney sign)
● การตรวจโดยสวนด้วยแบเรี่ยม (barium enema) เป็นได้ทั้งการตรวจเพื่อวินิจฉัยและการรักษา จะพบก้อนลักษณะคล้ายก้นถ้วยหรือถ้วยหัวกลับบริเวณล่างของลำไส้ใหญ่ที่กลืนลำไส้เล็กเข้าไป นอกจากนี้ถ้าตรวจพบลำไส้กลืนกันยังปล่อยให้แบเรี่ยมไหลลงไปดันให้ลำไส้ที่ถูกกลืนหลุดออกไปได้
● การตรวจเลือด เพื่อหาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย (electrolyte) ช่วยเป็นแนวทางในการให้สารน้ำแก้ไขภาวะพร่องสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
การรักษา
● การรักษาทั่วไป คือ งดอาหารทางปาก ให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำ ใส่สายยางทางจมูกเข้ากระเพาะอาหารเพื่อดูดเอาน้ำจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นออกเพื่อป้องกันท้องอืด ใส่สายสวนปัสสาวะและให้ยาปฏิชีวนะ
● การรักษาเฉพาะทาง
1. รักษาโดยการไม่ผ่าตัด โดยใช้ สวนแบเรี่ยม ทางทวารหนักให้กระป๋องแบเรี่ยมสูงกว่าตัวผู้ป่วย ไม่เกิน 1 เมตร ปล่อยให้แบเรี่ยมไหลเข้าทางทวารหนักตามแรงโน้มถ่วงของโลก ดันจนกระทั่งลำไส้ที่ถูกกลืนหลุดออกจนสำเร็จ ในปัจจุบันนิยม ใช้ลมใส่เข้าไปทางทวารหนัก แทนแบเรี่ยมโดยควบคุมความดันไม่เกิน 120 มม.ปรอท สามารถดันให้ลำไส้ที่ถูกกลืนหลุดอกได้ ความเสี่ยงของการรักษาโดยไม่ผ่าตัดคือ อาจมีลำไส้แตกได้ขณะทำการรักษา และข้อดีของการใช้ลมจะดีกว่าแบเรี่ยมในกรณีที่ลำไส้แตกหรือทะลุ จะเกิดการอักเสบเฉียบพลันของเยื่อบุช่องท้องรุนแรงน้อยกว่าการใช้สวนด้วยแบเรี่ยม ข้อห้ามของการรักษาโดยการใช้สวนด้วยแบเรี่ยมและสวนด้วยลม / หรือข้อบ่งชี้ที่ต้องนำผู้ป่วยไปรักษาโดยการผ่าตัด คือ
- มีลำไส้ทะลุตั้งแต่เริ่มแรก พบได้จากภาพรังสีของช่องท้องที่มีเงาลมอยู่นอกลำไส้
- มีการอักเสบเฉียบพลันของเยื่อบุช่องท้อง
- อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีรังสีแพทย์ที่ชำนาญหรือไม่มีเครื่องมือพร้อมที่จะรักษาโดยการสวน
แบเรี่ยมหรือลม
- ผู้ป่วยมีอาการหนัก เช่น ท้องอืดมาก หายใจลำบาก ชัก ผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมเพื่อช่วย
หายใจ เป็นต้น
2. รักษาโดยการผ่าตัด สามารถรักษาได้เมื่อวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้กลืนกันที่ได้เตรียมพร้อมจะผ่าตัดได้แล้ว หรือผ่าตัดทันที่เมื่อมีข้อห้ามของการรักษาโดยใช้แบเรี่ยมหรือลม หรือรักษาโดยใช้สวนด้วยแบเรี่ยมหรือลมแล้วไม่ได้ผล ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีลำไส้เน่า ทำเพียงบีบให้ลำไส้ที่ถูกกลืนหลุดออก กรณีลำไส้เน่าหรือมีพยาธิสภาพที่เป็นสาเหตุให้เกิดลำไส้กลืนกัน ก็จำเป็นต้องตัดลำไส้ส่วนนั้นออก
ประสบการณ์ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
พบลำไส้กลืนกันประมาณปีละ 50-60 ราย ร้อยละ 80 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อายุ 5-6 เดือน มีอุบัติการณ์สูงสุด เดือนมกราคมถึงมีนาคม พบมากที่สุดประมาณ 7-8 รายต่อเดือน ส่วนใหญ่รักษาครั้งแรกโดยใช้สวนด้วยลม ประสบผลสำเร็จทำให้ลำไส้ที่ถูกกลืนหลุดออกได้ประมาณร้อยละ 70 มีอัตราการเกิดลำไส้กลืนซ้ำได้ประมาณ ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยที่รักษาสำเร็จด้วยการสวนด้วยลม ในขณะที่การผ่าตัดทำเพียงการใช้นิ้วมือบีบให้ลำไส้กลืนกันหลุดออกได้เกือบทั้งหมดมีเพียง 4-5 รายต่อปี ต้องตัดลำไส้ออก อัตราการเกิดลำไส้กลืนกันซ้ำหลังผ่าตัดพบได้ประมาณ ร้อยละ 3 อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า ร้อยละ 1
ที่มา http://www.childrenhospital.go.th/main/marketing/75_201249KM.pdfอืม
หนอนตายอยาก ว่านยามากสรรพคุณ

เรื่องหนอนตายอยากผมทราบสรรพคุณมานาน และเคยใช้ประกอบยาในผู้ป่วยโรคเอดส์และมะเร็งมาแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจอยู่เหมือนกัน เพราะหนอนตายอยากนี้ได้รับการวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาแล้วว่ามีฤทธิ์ต้านเอดส์และมะเร็งได้ดี และการใช้สมุนไพรเดี่ยวนั้นเคยแนะนำผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ต้นคอเอาไปต้มกินและตำพอก ได้ข่าวจากคนที่นำมาพบบอกว่าหายดีแล้ว
เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม 2545 ผู้เขียนท่องเที่ยวอยู่โคราช ได้ไปกราบหลวงปู่สุคนธ์ วัดป่าอิสสริการาม ขามทะเลสอ เมื่อสนทนากันเรื่องสมุนไพรซึ่งท่านสนใจเป็นพิเศษ ท่านบอกกับผู้เขียนว่ามีคนป่วยมะเร็งลำไส้อาการโคม่ารายหนึ่งเอาหนอนตายอยากมาต้มกินประจำก็หายจากมะเร็งลำไส้ แต่ถึงแม้ผู้เขียนจะรู้สรรพคุณมานานแล้วก็ไม่มีเวลาที่จะหาต้นยานี้อย่างจริงจังสักที ไปซื้อจากร้านขายสมุนไพรก็ได้สมุนไพรเป็นหัวแห้ง ๆ เต็มไปด้วยหินดินทราย จะนำมาล้างตากอีกทีก็ค่อนข้างยาก จึงทำให้การประกอบยาเป็นไปด้วยอุปสรรค เพราะสมุนไพรหลายตัวที่ซื้อมาล้วนมีปัญหาดินทรายปะปนมา การทำความสะอาดตอนแห้งไม่ง่ายเหมือนสมุนไพรสด ยาบางขนานจึงขาดตลาดไปนาน ไม่กล้าที่จะทำขึ้นมาอีก จนไปอยู่เชียงรายจึงพบดงหนอนตายอยากทั้งชนิดหัวและชนิดที่เรียกว่าขอบชะนางแดงและขาวซึ่งเขาก็เรียกหนอนตายอยากเหมือนกัน มีสรรพคุณเป็นยารสเบื่อเมา แก้น้ำเลือดน้ำเหลืองและฆ่าเชื้อเช่นเดียวกัน ไปพบคนรู้จักกัน เขาว่าหมอพื้นบ้านที่เพชรบูรณ์คนหนึ่งใช้หนอนตายอยาก(ขอบชะนาง)ผสมยารักษาโรคเอดส์และมะเร็ง รักษาหายมาก และเขาพยายามปกปิดเป็นความลับอย่างที่สุด พี่คนนี้ไปหามาปลูกไว้ หมอมาพบเข้าบอกว่าปลูกไว้ในบ้านเป็นเสนียดจัญไรไม่ดีเลย ให้ถอนทิ้งเสีย คนไม่รู้นี่ พอฟังดังนั้นก็กลัวตามหมอว่าจึงถอนทิ้งเสียหมด แถมไปเห็นคนอื่นปลูกไว้ก็ไปบอกคนอื่นถอนทิ้งอีกเหมือนกัน กว่าจะรู้ว่าถูกหมอหลอกเพราะกลัวเอาไปทำยาแข่งก็ผ่านมานาน และมาบ่นเสียใจอยู่ นี่เป็นเรื่องของมงคลตื่นข่าว เขาว่าอย่างไรก็ว่าตามกันไปโดยลืมนึกถึงเหตุผลที่แท้จริง
เมื่อสงกรานต์ปี 2545 ไปท่องแดนธรรมที่อีสานก็ไปแวะดูตลาดสมุนไพรลาวที่ท่าอุเทน นครพนม ก็พบเห็นสมุนไพรหลากหลายชนิด ราคาก็ไม่แพง จึงได้แหล่งสมุนไพรแห่งใหม่ ต่อไปคิดจะหาสมุนไพรสดทำยาก็หาได้ที่นี่ ท่านผู้อ่านไปเที่ยวแถวนครพนมก็ลองแวะไปดูทุกวันจันทร์และพฤหัส ตั้งแต่เช้ายันเที่ยง มีของทั้งฝั่งลาวและไทยขายกันเยอะ ใครรู้จักสมุนไพร หรือแสวงหาสมุนไพรแปลก ๆ ที่นั่นน่าจะพอหาได้ หรือสั่งให้เขาหาให้ได้ เพราะราคาย่อมเยาจริง ๆ ไปพบคนไทยคนหนึ่งแถวศรีสงคราม แกพูดถึงเปลือกไม้หายากชนิดหนึ่งว่านำมารักษาโรคมะเร็งหายทุกคนในเวลาไม่เกิน 2 เดือน แม้อาการจะหนักอย่างไรก็ตาม เมื่อไต่ถามลักษณะเขาก็บอกให้ทราบ แต่บอกว่าหายากมาก ต้องไปหาในป่าลึกแถวเพชรบูรณ์ ถามราคาเขาบอกว่าเขาตั้งราคาไว้กิโลละ 1 ล้านบาท ผมฟังแทบช็อก เขาบอกว่ามีคนเคยมาขอซื้อกิโลละ 3 แสน ผมก็มานึกว่าทำไมคนเราบางคนนี่มันแสนจะเว่อร์สุดกู่ ต่อมาผมท่องไปท่องมาไปพบเขาขายเปือกไม้ชนิดนี้ราคามัดละไม่กี่บาทเอง ก็ยังไม่ทราบจะมีสรรพคุณอย่างเขาว่าจริงหรือไม่ ถ้าใช้ได้จริงก็จะมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อีก หาไปเรื่อยแหละครับจนกว่าจะได้ของดีมาช่วยผู้คน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2545 ไปเที่ยวงานแพทย์แผนไทยที่กระทรวงสารธารณสุข เห็นเขาเอาหนอนตายอยากมาวางขายกันเยอะ ทั้งชนิดหัวเล็ก ที่ภาษาสมุนไพรเรียกว่า "กะเพียดหนู" และชนิดหัวใหญ่ ภาษาสมุนไพรเรียก "กะเพียดช้าง"ถามราคาหัวดิบ ขายกันที่กิโลกรัมละ 70-80 บาท ก็ไม่ถือว่าแพง เพราะเป็นของมีคุณภาพสูงและหายาก มันมีในป่าบางพื้นที่เท่านั้น ผู้เขียนเที่ยวป่าไหนก็สอดตาหาดูต้นไม้ทุกประเภทเผ่าพันธุ์ ไม่ค่อยพบหนอนตายอยากหรอกครับ หายากยิ่งกว่ากวาวเครือขาวเสียอีก อย่างที่ตลาดท่าอุเทนก็ไม่มี ยิ่งกวาวเครือขาวทางโน้นหายาก คนฝั่งลาวไปเอาหัวว่านกิมเจ็งมาวางขาย บอกว่าหัวกวาวเครือขาว ถามราคาดูเขาว่ากิโลกรัมละ 30 บาท (หัวดิบ) คนไม่รู้เอาไปทำยากินก็จะไม่พบสรรพคุณของกวาวเครือขาวเลย เรื่องของคนขายสมุนไพรนี่ก็เชื่อไม่ค่อยได้หรอกครับ เราต้องรู้จักสมุนไพรจริง ๆ จึงจะได้ของจริงของแท้ ไปซื้อตามคนขายบอกไม่ได้หรอก เพราะทำตาม ๆ กัน ถ้าผิดก็ผิดตาม ๆ กัน เพราะชาวบ้านเขาไม่รู้จริงนั่นเอง อย่างเช่นว่านขันหมาก เคยได้ข่าวว่าคนขายสมุนไพรที่เชียงใหม่นำไปขายกรุงเทพ ฯ ต้นละ 20 บาท จึงตามไปดูที่เชียงใหม่ ไปถามแกว่าต้นไหนคือว่านขันหมากที่คุณส่งไปขายกรุงเทพ ฯ เขาก็พาไปชี้ดูว่านค้างคาว หรืออีกชื่อเรียกว่า “เนระพูสีไทย” เห็นไหมครับ ไม่ใช่ว่าคนขายสมุนไพรจะรู้ต้นไม้ทุกต้น บางครั้งเขาก็ทำไปตามกระแส ผมเขียนเรื่องกวาวเครือ พอกวาวเครือดังคนก็พากันขายกวาวเครือ ตอนนี้มาเขียนเรื่องว่านขันหมาก คนก็พากันหาว่านขันหมากมาขาย แต่จะเป็นขันหมากจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะรู้ทุกอย่าง พวกว่านตระกูลเง่าเช่น ว่านนางคำ ว่านเอ็นเหลือง ว่านมหาเมฆ และอีกมากมายก่ายกอง ผมไม่มีความชำนาญเช่นพวกขายต้นว่าน ใบและต้นมันคล้ายกัน หัวก็คล้ายกัน เขาแยกออก แต่ผมแยกไม่ออก ก็ต้องไปซื้อของเขามาปลูกแล้วศึกษา แล้วปักป้ายแยกไว้เป็นชนิด ๆ ตอนนี้ปลูกไว้หลายชนิด ค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะสร้างสวนสมุนไพรในฝันเอาไว้ให้คนได้ศึกษาเรียนรู้กัน อีกหน่อยคนแพร่ต้องมาเรียนรู้สมุนไพรที่สวนสมุนไพรหมอเมือง
ทีนี้มากล่าวถึงหนอนตายอยากทางวิชาการกันเสียที ในหนังสือไม้เทศเมืองไทยของหมอเสงี่ยม พงษ์บุญรอด ว่า
กะเพียด หรือหนอนตายอยาก Stemona Callinsae
เป็นไม้เลื้อยตามพื้นดิน หรือพาดพันตามต้นไม้อื่น ใบโต ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบพลู เส้นลายในใบถี่ละเอียด ต้นเป็นเถาคล้ายพลูมาก มีฝักเล็ก ปลายฝักแหลม กว้างราว 1 ซม. มีดอกเล็ก ๆ เป็นกลีบ ๆ คล้ายดอกจำปา ดอกสีแดงชนิดหนึ่ง สีขาวชนิดหนึ่ง เป็นไม้ล้มลุก เจริญในฤดูฝน สิ้นฤดูฝนก็เหี่ยวแห้งไป ถึงฤดูฝนก็งอกงามขึ้นมาอีก (เพราะมีหัวอยู่ใต้ดิน) ชอบขึ้นตามป่าบนเชิงเขา มีมากบนเขาเขียว จังหวัดชลบุรี(สมัยก่อน) และในภาคตะวันออกทั้งหมด ภาคเหนือและภาคกลางก็พอหาได้
ประโยชน์ทางยา รากกะเพียดหรือหนอนตายอยากนี้มีอัลกาลอยด์ชื่อ Stemonine ใช้รากทุบให้ละเอียดผสมน้ำฟอกล้างผมฆ่าทำลายเหาหิด โขลกพอกปิดปากแผลสัตว์เลี้ยงที่เลียไม่ถึงฆ่าหนอนในแผลให้ตายสิ้น ใช้ผสมน้ำฉีดทำลายหนอนที่มารบกวนพืชให้ตายสิ้นเช่นเดียวกับรากโล่ติ้นของจีน
แพทย์พื้นบ้านต้มรากรับประทาน และต้มกับยารมหัวริดสีดวงทวาร ทำให้หัวริดสีดวงแห้งฝ่อหายได้ ทุบรากสดใส่ไหปลาร้าทำให้หนอนตายสิ้น ชื่อที่เรียกกัน หนอนตายอยาก กะเพียดหนู โป่งมดง่าม และอีกชนิดหนึ่งคือ กะเพียดช้าง มีลักษณะเหมือนกะเพียดหนูทุกอย่าง ที่ผิดกันคือใบใหญ่และเส้นใบหยาบกว่า เถาโตกว่า หัว ดอก ฝัก ใหญ่ยาวกว่าทุกส่วน ชนิดนี้มีมากทางสระบุรี ภาคตะวันออกมีบ้างประปราย ทางลพบุรีและสระบุรีเอามาขายในงานพระพุทธบาทกับพวกว่านต่าง ๆ รากใช้แช่น้ำปูนขาวหรือขยำน้ำเกลือแล้วเชื่อมเป็นแช่อิ่มรับประทานได้ นอกจากนั้นใช้ในการบำบัดโรคผิวหนังและริดสีดวงเช่นเดียวกับกะเพียดหนู ชื่อที่เรียกกัน หนอนตายอยากใหญ่ กะเพียดช้าง”
ตามประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่ากะเพียดเล็กมี 2 ชนิดคือชนิดรากสั้นอวบ และรากเล็กยาว ส่วนใบและเถาเหมือนกัน สรรพคุณก็คงเหมือนกัน ในป่าบางพื้นที่พบชนิดรากเล็กยาวแห้ง คล้ายรากมะพร้าวซอนไซไปไกลพอสมควร ดูแล้วแห้งจนไม่น่าเอามาทำยา คือไม่สวยเอาเสียเลย ดูท่าจะล้างทำความสะอาดลำบาก ชนิดสั้นอวบนั้นน่าขุดน่าปลูกเหมือนกะเพียดช้าง แต่ข้อแตกต่างระหว่างกะเพียดหนูและช้างนั้น กะเพียดช้างได้ผลผลิตมากกว่า น่าปลูกเป็นไม้ประดับด้วย เพราะให้เถาและใบที่สวยงามมีเสน่ห์น่าชมไม่น้อยทีเดียว ถ้าปลูกลงกระถางต้องใช้กระถางใบโตจึงให้หัวที่สวยงาม ชนิดเล็กหาได้ง่ายกว่าชนิดใหญ่ เดี๋ยวนี้หมอเมืองพบแหล่งหัวหนอนตายอยากเป็นดงขนาดใหญ่ในเมืองแพร่ ปลูกไว้ก็มี นำมาหั่นตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูลก็มี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยนั่นแหละครับ ส่วนสรรพคุณที่ทดลองได้ผลดีคือ รักษามะเร็งลำไส้ แผลเรื้อรังในลำไส้ ริดสีดวงทวาร พอกรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง
การใช้รักษามะเร็งและเอดส์นั้นใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวค่อนข้างจะสะดวก เพราะเขามีฤทธิ์เดชในตัวเอง คนเคยใช้ได้ผลก็มีหลายคน จึงไม่จำเป็นต้องเข้าประกอบกับสมุนไพรอื่นอีก วิธีใช้กิน 3 เวลา ก่อนอาหาร ครั้งละ 3 แคปซูลก็เพียงพอแล้ว ใครสนใจอยากได้ก็ติดต่อได้ครับ
http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528199&Ntype=4ที่มาลักษณะทั่วไป

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ส่วนมากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคน
เราโดยเข้าไปทางท่อปัสสาวะ โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อ
ปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้า
ทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้ง
ครรภ์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) หรือผู้หญิงที่ชอบอั้น
ปัสสาวะนาน ๆอาจพบเป็นโรคแทรกของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูก
หมากโต หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ หรือหลังร่วมเพศ อาจมี
อาการขัดเบาแบบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์เรียกว่า โรค ฮันนีมูน (Honeymoon's
cystitis) สาเหตุเกิดจากการฟกช้ำจากการร่วมเพศ แล้วทำให้มีอาการอักเสบของท่อปัสาวะ
ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูก
หมากโตหรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทาง โครงสร้างของ
ทางเดินปัสสาวะ
อาการ
ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาถ่าย
ปัสสาวะอาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคน
อาจขุ่นหรือมีเลือดปนอาการอาจเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือหลังร่วมเพศ
ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน
สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน บางคนอาจมีการกดเจ็บเล็กน้อยตรงกลางท้องน้อย
อาการแทรกซ้อน
ส่วนมากมักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่บางคนอาจเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ซึ่งถ้าไม่ได้
รับการรักษาเชื้อโรคอาจลุกลาม ทำให้กลายเป็นกรวยไตอักเสบ ได้
การรักษา
1. ขณะที่มีอาการ ให้ดื่มน้ำมากๆ ถ้าปวดมากให้ ยาแก้ปวด และให้ยาปฏิชีวนะเช่น
โคไตรม็อกซาโซล 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง, อะม็อกซีซิลลิน 500 มก.ทุก 8 ชั่วโมง หรือนอร์
ฟล็อกซาซิน 400 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน
2. ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำมากกว่า 2-3 ครั้ง หรือเป็นในผู้ชาย ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจ
หาสาเหตุโดยการตรวจปัสสาวะ (พบเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก) นำปัสสาวะไปเพาะหาเชื้อ
เอกซเรย์ หรือใช้กล้องส่องตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ (cystoscope) แล้วให้การรักษา
ตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบเป็นสาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการขัดเบา แต่อย่างไรก็ตาม
ยังมีโรคอีกหลายชนิดที่อาจมีอาการแสดงคล้ายโรคนี้ได้อีก ดังนั้นก่อนให้การรักษาโรคนี้
ควรซักถามประวัติอาการอย่างถี่ถ้วน ( ขัดเบา/ปัสสาวะบ่อย/ปัสสาวะมาก)
2. ในเด็กเล็กที่มีอาการปัสสาวะรดที่นอนบ่อย หรือมีไข้ และอาเจียนไม่ทราบสาเหตุ ควร
นึกถึงโรคนี้ไว้เสมอ การตรวจปัสสาวะจะช่วยวินิจฉัยโรคนี้ได้
3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ควรดื่มน้ำมาก ๆ (ประมาณวันละ 3-4 ลิตร) เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออก
และช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ
4. การป้องกัน ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ เมื่อรักษาหายแล้วควรป้องกันมิให้เป็นซ้ำโดย
4.1 พยายามดื่มน้ำมาก ๆ และอย่าอั้นปัสสาวะควรฝึกถ่ายปัสสาวะในห้องน้ำนอกบ้าน หรือ
ระหว่างเดินทางได้ทุกที่ การอั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจน
สามารถเจริญแพร่พันธุ์ ประกอบกับในภาวะที่มีกระเพาะปัสสาวะยืดตัวความสามารถใน
การขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการอักเสบของ
กระเพาะปัสสาวะได้
4.2 หลังถ่ายอุจจาระ ควรใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพื่อ
ป้อง กันมิให้นำเชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
4.3 สำหรับอาการขัดเบาหลังร่วมเพศ (โรคฮันนีมูน) อาจป้องกันได้โดยดื่มน้ำ 1 แก้วก่อน
ร่วมเพศควรใส่ครีมหล่อลื่นช่องคลอด และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ
โดยเข้าไปทางท่อปัสสาวะ โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะ
ของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อ
ปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) หรือผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะ
นาน ๆอาจพบเป็นโรคแทรกของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต
หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ หรือหลังร่วมเพศ อาจมีอาการขัดเบา
แบบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์เรียกว่า โรค ฮันนีมูน (Honeymoon's cystitis)
สาเหตุเกิดจากการฟกช้ำจากการร่วมเพศ แล้วทำให้มีอาการอักเสบของท่อปัสาวะ
ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูก
หมากโตหรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทาง โครงสร้างของ
ทางเดินปัสสาวะ
ที่มา http://www.thailabonline.com/sec6stone.htmโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

1 2 3 4 5 ( 95 Votes ) พบมากกว่าร้อยละ 70 ของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พบบ่อยในเพศหญิงในช่วงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุที่โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่เกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร้อยละ 70 จะกลับเป็นซ้ำอีกภายใน 6 เดือน ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อย ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังอาจพบเป็นโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ ส่วนใหญ่โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากการกลั้นปัสสาวะมากไป รับประทานน้ำไม่พอเพียง การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่สำคัญที่สุด ในผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าเป็นบ่อยๆ เนื่องจากมีความผิดปกติทางกายวิภาคของของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรืออาจพบว่าเป็นโรคนิ่วร่วมด้วยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ พบว่ามีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อยภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะในช่วงระยะหลังการแต่งงานใหม่ๆ อาจเกิดการฟกช้ำจากการร่วมเพศ แล้วทำให้มีอาการอักเสบของท่อปัสสาวะ เชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะขึ้น เรียกภาวะดังกล่าวว่า Honeymoon Cystitis อาการปัสสาวะบ่อย แสบ ขัด ครั้งละไม่มาก รู้สึกถ่ายไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เจ็บมากตอนปลายของปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกมาด้วย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคนอาจขุ่นหรือมีเลือดปน อาการอาจเกิดขึ้นหลังกลั้นปัสสาวะนานๆ หรือหลังมีเพศสัมพันธุ์ ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน การตรวจร่างกายมักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน บางคนอาจพบการกดเจ็บเล็กน้อยตรงบริเวณกลางท้องน้อย การวินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถให้การวินิจฉัยได้จากอาการทางปัสสาวะดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับการตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดขาวและแบคทีเรีย
เม็ดเลือดขาวที่ตรวจพบในปัสสาวะมากกว่า 5-10 ตัว เมื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยใช้กำลังขยายสูง โดยเป็นการตรวจปัสสาวะสดและไม่ปั่น
แบคทีเรียที่ตรวจพบในปัสสาวะมากกว่า 1 ตัว เมื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยใช้กำลังขยายสูง เมื่อตรวจปัสสาวะสดและไม่ปั่น หรือพบแบคทีเรียตั้งแต่ 1ตัวจากการย้อมสีแกรมการเพาะเชื้อปัสสาวะมีความจำเป็นในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีอาการเกิน 7 วัน ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นหลายๆ ครั้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังอื่น เช่น เบาหวาน โรคตับ โรคไตการตรวจปัสสาวะด้วยแถบตรวจ วิธีนี้เป็นการตรวจปัสสาวะที่สะดวกและรวดเร็ว กระทำได้ทั่วไป สามารถตรวจได้หลายอย่าง ถ้าตรวจเม็ดเลือดขาว พบว่าความไวของแถบตรวจสูงกว่าร้อยละ 80 และความจำเพาะสูงกว่าร้อยละ 95 แต่ถ้าตรวจเชื้อแบคทีเรีย พบว่าความไวของแถบตรวจไม่ดีเท่าที่ควร บางรายแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจภาพรังสีเอกซเรย์ หรือการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษา
พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ ควรเลือกยาที่มีความไวสูงตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลความไวของเชื้อต่อยาในชุมชนของผู้ป่วย
เชื้อก่อเหตุในผู้ป่วยไทยมีอัตราการดื้อยา amoxicillin และ co-trimoxazole สูง ดังนั้นยาตัวแรกที่เลือกใช้ควรเป็น norfloxacin
สำหรับสตรีตั้งครรภ์และเด็ก เลือกใช้เป็นเศฟาโลสปอรินส์รุ่นที่ 3 ชนิดกิน เช่น cefdinir, cefixime, ceftibuten
ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย หรือมีประวัติได้รับยาปฏิชีวนะมาภายในหนึ่งเดือน ควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่มควิโนโลนรุ่นที่ 2 ได้แก่ ofloxacin, lomefloxacin, ciprofloxacinการป้องกัน
พยายามดื่มน้ำมากๆ และอย่ากลั้นปัสสาวะ ควรฝึกการถ่ายปัสสาวะนอกบ้าน หรือระหว่างเดินทางได้ทุกที่ การกลั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจนสามารถเจริญเติบโตทำให้เกิดการอักเสบได้
หลังถ่ายอุจจาระควรใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าไปข้างหลังเพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อโรคเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
สำหรับอาการขัดเบาหลังร่วมเพศ (Honeymoon’ s cystitis) อาจป้องกันได้โดยดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนร่วมเพศควรใส่ครีมหล่อลื่นช่องคลอดก่อนถ้าจำเป็น และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ บางครั้งอาจต้องรับประทานยาถ้ามีการติดเชื้อ
ระหว่างที่มีตกขาว ควรทำความสะอาดบ่อยขึ้น อย่าให้หมักหมมถ้าจำเป็นอาจต้องพบแพทย์นรีเวช
หลีกเลี่ยงอาการท้องผูกนานๆ ถ้าจำเป็นอาจต้องกินยา
ที่มา http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-16-26/1048--cystitis









