xsociety / ห้อง ก.ศ.น. การศึกษาดนตรี นอกโรงเรียน / มาบันทึกเสียงกีตาร์โปร่ง อย่างมืออาชีพกันเถอะ ..

มาบันทึกเสียงกีตาร์โปร่ง อย่างมืออาชีพกันเถอะ ..

มีน้อง ๆ หลายคน ที่ถามไถ่กันมาเกี่ยวกับ "การบันทึกเสียงกีตาร์โปร่ง" วันนี้พี่ขอสรุปสาระและเนื้อหาเท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของพี่จะมี เอามาเล่าให้น้อง ๆ ฟังกัน ถึงจะเป็นมือสมัครเล่น แต่ทุกคนก็สามารถอัดเสียงให้ได้คุณภาพดุจมืออาชีพได้ไม่ยาก ..


Photobucket

 

ก่อนอื่นต้องบอกว่า การทำงานกับเครื่องดนตรีอคูสติกนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเสียงของมันจะกระจายออกมาทุกทิศทุกทาง รอบตัวเครื่องมือนั้น ๆ ดังนั้นการวางไมค์เพื่อจับเสียงกีตาร์โปร่งด้วยแล้ว จึงมักเจอปัญหาต่าง ๆ เช่นเสียงย่านความถี่ต่ำที่ออกมา ไม่น่าฟัง หรือเสียงย่านความถี่ที่ได้ยิน ไม่สมดุลกัน ขณะที่เล่นอัดเสียงอยู่ ปัจจัยที่จะทำให้อัดเสียงออกมาได้ดี ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น ระยะความห่างของไมค์ ชนิดของไมค์ คุณภาพของกีตาร์โปร่งเองด้วย รวมถึงจุดที่เรียกว่า sweet spot ( ไม่ใช่ G spot นะ ซึ่งพี่จะอธิบายต่อไป ) เป็นต้น

ไมโครโฟน

การอัดเสียงกีตาร์โปร่ง นิยมใช้ไมค์ที่มีขนาดไดอะแฟรม ไม่ใหญ่นัก เราสามารถดูจากขนาดของหัวไมค์ที่มีขนาดเล็กนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า ไมค์ที่มีไดอะแฟรมใหญ่จะไม่ดีเสมอไปนะ เนื่องจากไมค์ที่มีไดอะแฟรมขนาดเล็กมักตอบสนองต่อย่านความถี่สูงที่เด่นชัดและเป็นธรรมชาติ จนถึงย่านต่ำที่ดีนั่นเอง

 

การเลือกไมโครโฟนที่เหมาะสม ก่อนอื่น เราต้องคิดถึงเสียงของกีตาร์โปร่งตัวที่เราจะทำการวางไมค์ก่อน ว่าให้โทนเสียงแบบใด เช่น โทนเสียงแหลมเด่นชัด ก็หมายความว่า กีตาร์โปร่งตัวนั้น ให้เสียงย่านต่ำที่ไม่ดีนัก เช่นสาย 5 ขึ้นไปอาจลงไม่ลึกเท่าไหร่ การเลือกชนิดของไมค์ที่จะนำมาใช้ กับกีตาร์ตัวนี้ ก็ต้องใช้ไมค์ที่ตอบสนองย่านต่ำที่ดี เท่ากับเป็นการชดเชยย่านต่ำที่ขาดหายไปจากตัวกีตาร์นั่นเอง ทำให้เราไม่ต้องใช้ EQ มาช่วยภายหลังนั่นเอง และไม่เสมอไปว่า ไมค์ที่เคยจับเสียงกีตาร์ตัวหนึ่งได้ดี จะนำมาใช้กับกีตาร์อีกตัวได้ดี เพราะลักษณะโทนเสียงของกีตาร์แต่ละตัว ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว โดยส่วนตัวพี่เอง นิยมใช้ไมค์แบบคอนเดนเซอร์ อาจจะเป็นแบบไดอะแฟรมเล็ก หรือใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับเสียงของตัวกีตาร์ และฝีมือของนักดนตรีที่มาอัดเป็นหลักนั่นเอง


ไดนามิกไมค์ และ คอนเดนเซอร์ไมค์ Photobucket

ไดนามิกไมค์ เป็นไมค์ที่ไม่ต้องการไฟกระแสตรง ( DC ) มาเลี้ยง เพราะตัวมันสามารถสร้างกระแสไฟฟ้า ที่จะถูกแปลงเป็นเสียง ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว


คอนเดนเซอร์ไมค์ เป็นไมค์ที่ต้องการไฟกระแสตรง ( DC ) มาเลี้ยง เพื่อให้วงจรของไมค์ทำงานได้

จากความหมายข้างต้น คงเห็นคุณลักษณะที่แตกต่างกันบ้างแล้ว โดยไดนามิกไมค์ ไม่ต้องการไฟมาเลี้ยง ข้อดี จึงทนทาน แต่ให้ความไวในการรับเสียงน้อย และตอบสนองย่ายความถี่สูง ๆ และต่ำ ๆ มาก ๆ ไม่ดีนัก การใช้งานไดนามิกไมค์ จึงต้องวางไมค์ให้ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงให้มากที่สุด จึงจะถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีที่สุด ส่วนคอนเดนเซอร์ไมค์ เมื่อมีไฟมาเลี้ยงวงจร จึงทำให้รับสัญญาณได้ไวมากกว่าไดนามิกไมค์ หลายเท่าตัว จึงตอบสนองความถี่ที่สูงและต่ำได้ไว และดีกว่าไดนามิกไมค์มาก ๆ หลายเท่าตัว

เมื่อเราเห็นภาพกว้าง ๆ ของชนิดไมค์แล้ว คงคิดออกว่า คอนเดนเซอร์ไมค์ น่าจะเหมาะกับการอัดเสียงกีตาร์โปร่งมากกว่าไดนามิกไมค์
ลองมาดูว่า ขณะที่นักดนตรีเล่นกีตาร์โปร่งตัวนั้นอยู่ ค่าความดังที่เกิดขึ้น ไม่ได้มากมายเท่ากับกีตาร์ไฟฟ้าที่เล่นผ่านแอมป์ ดังนั้นเสียงที่ออกมา ถือว่า ไม่หนวกหูต่อการรับฟัง และโดยธรรมชาติของกีตาร์แล้ว จะให้จุด sweet spot ที่ห่างจากตัวบอดี้กีตาร์ประมาณ 10 นิ้ว เพราะหากวางไกลกว่านี้ จะทำให้เสียงเกิดอาการขุ่นมัว ( moody ) นั่นเอง
ดังนั้น หากเราใช้ไดนามิกไมค์ จะทำให้ความไวในการรับเสียงลดลง ความคมชัดก็ลดลง จึงทำให้ต้องเร่ง gain เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเสียงรบกวน (noise) เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และยังตอบสนองย่านความถี่สูงไม่ดีนัก ดังนั้นคอนเดนเซอร์ไมค์ จึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ดีที่สุด เพราะมีความไวสูง แมจะวางห่างออกมาจากตัวกีตาร์ ซึ่งก็อยู่ในระยะที่กีตาร์โปร่งให้จุด sweet spot ที่ถูกต้อง และความไวก็ยังคงอยู่ครบ ทำให้ไม่ต้องเร่ง gain และที่สำคัญ คอนเดนเซอร์ไมค์ยังตอบสอนงย่านความถี่ ที่ราบเรียบกว่าไดนามิกไมค์ ทำให้ได้โทนเสียงที่ดีตามมาด้วย

สรุปได้ว่า ในโลกของการบันทึกเสียงกีตาร์โปร่ง มักนิยมไมค์แบบคอนเดนเซอร์เป็นหลักเลย เพราะคุณภาพที่ออกมาเป็นประกันอยู่แล้ว


Photobucket ปรีแอมป์

เป็นส่วนสำคัญต่อการขยายสัญญาณที่รับมาจากไมค์ และสำคัญต่อการได้ยินอีกด้วย ปรีแอมป์แต่ละชนิดก็ให้คุณภาพเสียงที่แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งที่ใช้ไมค์ตัวเดียวกัน คุณภาพของปรีที่ดี ต้องให้เสียงรบกวนที่ต่ำ เมื่อเราเพิ่ม gain จะยังคงความคมชัดและได้รายละเอียดครบถ้วน ไม่สูญเสียไป
ชนิดของปรีแอมป์ไมค์ มีทั้งแบบทรานซิสเตอร์ ไบโพลาร์ ชิพไอซี จนถึงแบบหลอดสูญญากาศ ซึ่งนิยมกันมาก แต่การใช้งานจริงแล้ว ไม่สามารถบอกได้ 100% ว่าแบบไหนดีที่สุด ดังนั้นควรมองว่าปรีตัวไหน ให้โทนเสียงเป็นยังไงมากกว่า

คอมเพรสเซอร์ ( COMPREESOR )

คือ เครื่องมือที่ช่วยในการวางไมค์กีตาร์โปร่ง เพื่อรีดคั้นสัญญาณออกมาให้ดีที่สุด แต่การจะใช้คอมเพรสเซอร์กับกีตาร์โปร่งควรมีทักษษะในการใช้พอสมควร ไม่เช่นนั้นอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีนะ ประโยชน์ของมันจะทำให้ผลดีในการเรียกน้ำหนัก และควบคุมค่าความแรงของสัญญาณขณะทำการบันทึก ให้ได้ตามที่เราต้องการ
ชนิดของคอมเพรซเซอร์ ก็มีทั้งแบบไอซี ,ทรานซิสเตอร์ และแบบหลอด เหมือนกับปรีไมค์นั่นเอง ยี่ห้อคอมเพรสเซอร์ที่พี่ชอบใช้ ก็มี Tubetech , TL Fatman เพราะทำให้เสียงที่ได้ฟังหวาน มีน้ำหนัก มีมวล ส่งผลให้ง่ายต่อการ MIXDOWN ด้วย

แนวคิดโดยสรุป ในการใช้คอมเพรสเซอร์เพื่อคุมสัญญาณไมค์จากกีตาร์โปร่ง
- ปรับ RATIO ในค่าไม่สูงนัก อย่าเกิน 3:1 เพื่อไม่ให้สัญญาณขาเข้า ( input signal ) รุนแรงเกินไป
- อัตราส่วยสัญญาณกด ( gain reduction ) อย่าให้สูงเกิน จนรู้สึกว่าสัญญาณฟังวูบ ๆ วาบ ๆ
- อย่าบีบอัด หรือรีดสัญญาณแรงเกินไป เพราะจะทำให้ความหนัก ความเบา หายไป และจะทำให้เกิดความถี่ที่เพี้ยนด้วย


การวางไมค์ Photobucket

ถือว่าสำคัญที่สุด การวางไมค์ที่ดีถูกต้องตรงกับจุด sweet spot จะส่งผลดีต่อคุณภาพของเสียงอย่างแน่นอน และการละเลย ไม่รอบคอบ ย่มส่งผลให้คุณภาพถูกลดทอนลง และไม่สามารถชดเชยกลับมาได้ด้วย EQ หรือ COMPRESSOR ในภายหลังความเอาใจใส่ในการวางใน ถือเป็นนาทีทองของการอัดเสียงกีตาร์โปร่งเลยก็ว่าได้ จุดรับฟังเสียงที่ดีที่สุดของกีตาร์โปร่งตัวนั้น ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างที่สุด สำหรับเอนจิเนียร์ที่ทำการวางไมค์เลย

Sweet Spot

คือ จุดที่เสียงที่ดีที่สุดของกีตาร์โปร่งตัวนั้นเกิดขึ้น หมายถึงย่านที่ความถี่ที่พุ่งมาครบ ๆ ณ ตำแหน่งที่เรายืนฟังอยู่ในเวลานั้น ทั้งความอิ่มเอม ชัดเจนพอดีกันของสายทั้ง 6 เส้น ตามลักษณะความเป็นจริงของผู้เล่นเอง และเสียงวิ่งมาครบทุกย่าน เช่นในขณะเรายืนฟังรอบ ๆ กีตาร์ โดยที่นักดนตรีเล่นอยู่ ให้อุดหูข้างใดข้างหนึ่งเอาไว้ เพื่อจำลองการรับสัญญาณของไดอะแฟรมของไมค์นั่นเอง เพราะไมค์ตัวนึง ก็เหมือนหูข้างนึง ดังนั้นให้อุดหู ขณะข้างนึง และเดินสำรวจทั้งไกล และใกล้ ในตำแหน่งที่เราจะวางไมค์บริเวณนั้น
การตัดสินใจวางไมค์ที่จุดใดนั้น คือจุดที่เราสามารถได้ยินเสียงโดยรวมของมวลสียง ในย่านความถี่ทั้งหมด ออกมาใกล้ ๆ กัน ไม่มีย่านไหนเด่นกว่าย่านไหน ถ้าได้ยินย่านต่ำมากกว่าย่านสูง ให้ถอยห่างออกมา จนฟังกลมกลืนทุกย่าน เพราะยิ่งไกลออกมา ย่านต่ำจะบางลง และย่านกลางสูงจะเด่นขึ้น

เมื่อพบจุด Sweet spot แล้ว ให้รีบนำไมค์ไปวางทันที แล้วลองฟังผ่านลำโพงมอนิเตอร์อีกครั้ง ว่าได้คุณภาพเสียงครบถ้วนที่เราต้องการแน่นอนแล้ว

ตำแหน่งของไมค์

ส่วนมาก ไมค์ตัวแรกจะอยู่บริเวณปลายคอกีตาร์ ช่วงเฟรตที่ 10-12 ส่วนไมค์อีกตัวอยู่ที่ Bridge โดยใช้ไมค์ประเภทเดียวกันด้วยนะ การวางไมค์แบบนี้จะทำให้ได้เสียงที่ครบทุกย่านความถี่ และได้มิติสเตอริโอ อีกด้วย ส่วนความห่าง ควรอยู่ที่ 6-8 นิ้วจากตัวกีตาร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพห้อง น้ำหนักการเล่น ชนิดของกีตาร์ ชนิดของไมค์ ด้วย การวางไมค์แบบนี้ จะได้ผลดีประมาณ 90% เพราะขึ้นกับปัจจัยที่กล่าวไปตะกี้ด้วย

เรื่องของ PHASE ของสัญญาณ

เป็นเรื่องที่พี่ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เพราะการใช้ไมค์มากกว่า 1 ตัว ต้องเชคเรื่องเฟสให้ถูกต้องเสมอด้วย อย่าเผลอเรอ ทุกครั้งที่วางไมค์เสร็จ ต้องเชคฟังในระบบโมโนเสมอ ว่าเมื่อเป็นสเตอริโอ แล้ว กลับมาฟังเป็นโมโน โทนเสียงต้องเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง หากความถี่ใดขาดหายไปจนรู้สึกได้ แปลว่าเกิด out phase แล้ว

สรุปว่า อย่างไรก็ตาม หู ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ และให้ความสำคัญ ให้เวลากับการวางตำแหน่งไมค์ให้มาก ๆ อย่าคิดว่า วางยังไงก็ได้ แล้วมาแก้ไขโดยใช้ EQ หรือ COMPRESSOR ภายหลัง นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ครับ

bluemoonSat Nov 12 2011 02:09:35 GMT+0700 (ICT)